บท
ตั้งค่า

บทที่ 3 หีบชดเชยกรณีถูกส่งข้ามภพผิดพลาดระดับสูงสุด

บทที่ 3 หีบชดเชยกรณีถูกส่งข้ามภพผิดพลาดระดับสูงสุด

หลินจิ้งซานสูดลมหายใจเข้าลึก

“ข้าจะเร่งร่างฎีกาส่งด่วนเข้าเมืองหลวงอีกครั้ง ระหว่างนี้ ข้าขอให้ท่านช่วยชะลอการจัดเก็บออกไปก่อนชั่วคราว หากท้ายที่สุดแล้วราชสำนักยังคงไม่อนุมัติ ข้าหลินจิ้งซาน ยินดีก้มหน้ารับโทษทัณฑ์ฐานระงับการจัดเก็บแต่เพียงผู้เดียว!”

“รับโทษผู้เดียวงั้นรึ?”

ผู้ตรวจการเฉาแค่นหัวเราะในลำคออย่างเหยียดหยาม

“เรื่องนี้มันไม่ได้จบลงแค่การริบหมวกขุนนางและถอดตำแหน่งของเจ้าหรอกนะ! หากครบกำหนดสามเดือนแล้วยอดตัวเลขภาษียังไม่ตรง บัญชีคลังทุกเล่มจะต้องถูกอายัดเพื่อตรวจสอบ เจ้าหน้าที่ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมถึง... ทรัพย์สินทุกชิ้นของครอบครัวเจ้า ย่อมต้องถูกรื้อค้นตรวจสอบด้วย เพื่อยืนยันให้แน่ชัดว่าไม่มีการลอบยักย้ายถ่ายเทเสบียงหรือทรัพย์สินของหลวง!”

กล่าวจบ สายตาเจ้าเล่ห์ของเขาก็เหลือบมองเลยมาทางหลินเสี่ยวเถียนกับโจวซื่อ

“ข้าได้ยินข่าวลือมาแว่วๆ ว่า สกุลโจวของฮูหยินเจ้า จัดเตรียมสินเดิมเอาไว้ให้บุตรสาวเจ้าเสียมากมายก่ายกองมิใช่หรือ”

โจวซื่อก้าวพรวดออกมาขวางหน้าบุตรสาวทันที ดุจแม่ไก่กางปีกปกป้องลูกเจี๊ยบ

“สินเดิมของบุตรสาวข้า ข้าได้มาจากการค้าขายน้ำพักน้ำแรงที่ร้านผ้าของมารดาข้า! มันมีบัญชีที่มาที่ไปต้นทางชัดเจน ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องอันใดกับเงินในคลังอำเภอเลยแม้แต่อีแปะเดียว!”

ผู้ตรวจการเฉายักคิ้วยียวน

“ข้าก็ยังไม่ได้กล่าวปรักปรำว่าสิ่งนั้นเป็นทรัพย์สินของหลวงเสียหน่อย เพียงแต่ หากครอบครัวของนายอำเภอ ยังคงมีทรัพย์สินเงินทองส่วนตัวเหลือใช้อยู่อีกจำนวนมาก ในขณะที่ป่าวประกาศกราบทูลต่อราชสำนักว่าเมืองนี้แร้นแค้นจนไม่มีสิ่งใดเหลือให้ส่ง การที่ข้าจะเข้าไปรื้อค้นตรวจสอบให้มันกระจ่างชัด ย่อมเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผลที่สุดแล้ว มิใช่หรือ?”

โจวซื่อกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ

ทว่า!หลินเสี่ยวเถียนกลับหลุดเสียงหัวเราะ พรืด ออกมาเบาๆ

ผู้ตรวจการเฉาหันขวับมาจ้องเขม็ง

“นังเด็กเมื่อวานซืน! เจ้าหัวเราะอันใด!”

“ข้าหัวเราะ ก็เพราะชื่นชมที่ใต้เท้าช่างเป็นขุนนางที่รอบคอบและยุติธรรมเสียเหลือเกินน่ะสิเจ้าคะ!”

หลินเสี่ยวเถียนก้าวเดินออกมายืนเด่นเป็นสง่าจากแผ่นหลังของมารดา สีหน้าของเธอแย้มยิ้มเบิกบานจนน่าประหลาดใจ

“เชิญท่านเข้ามาตรวจค้นได้ตามสบายเลยเจ้าค่ะ! เงินทุกตำลึงในจวนสกุลหลินล้วนมีบัญชีจดบันทึก ที่มาที่ไปของสินเดิมข้าก็สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ทุกชิ้น หากใต้เท้างมหาจนพบว่า มีเงินจากคลังอำเภอปะปนอยู่ในสินเดิมของข้าแม้เพียงอีแปะเดียวล่ะก็ ข้ายินดีให้ท่านยึดริบเข้าคลังหลวงไปให้หมดเกลี้ยงเลยเจ้าค่ะ!”

ผู้ตรวจการเฉาหรี่ตาแคบลง เมื่อเห็นว่าเด็กสาวรุ่นกระเตาะตรงหน้าไม่มีทีทีหวาดกลัวหรือลนลานเลยแม้แต่น้อย สัญชาตญาณของเขากลับยิ่งระแวดระวังตัวมากขึ้น

“ปากดีไปเถอะ! แล้วถ้าข้าตรวจค้นแล้ว ไม่พบความผิดปกติเล่า?”

หลินเสี่ยวเถียนฉีกยิ้มกว้างขึ้นไปอีก หวานหยดย้อยจนน่าขนลุก

“ถ้าเช่นนั้น ก็รบกวนขอให้ใต้เท้า ช่วยจับพู่กันเขียนเน้นย้ำลงไปในรายงานฉบับนั้นด้วยนะเจ้าคะ ว่า ‘ครอบครัวนายอำเภอเมืองชิงเหอนั้น ยากจนข้นแค้นเสียจนแทบจะเหลือแต่แคร่ไม้ไผ่ให้นอน’ หรือหากผู้ใหญ่ในเมืองหลวงท่านใด ยังคงระแวงแคลงใจ สงสัยว่าพวกเราลักลอบฝังซ่อนทรัพย์สินเอาไว้ใต้พื้นดินอีก ข้าก็จะสั่งให้คนงานรื้อถอนเตียงนอนออกเป็นชิ้นๆ แล้วส่งใส่เกวียนส่งไปให้พวกท่านตรวจสอบถึงเมืองหลวงเลยก็ย่อมได้เจ้าค่ะ!”

เสียงหลุดหัวเราะ คิกคัก ดังเล็ดลอดออกมาจากกลุ่มชาวบ้านทันที แม้แต่เจ้าหน้าที่ผู้ติดตามบางคนที่ยืนอยู่ด้านหลังผู้ตรวจการ ยังต้องรีบก้มหน้าเม้มปากกลั้นขำจนไหล่สั่น

หลินเสี่ยวเถียนปรายตามองกวาดไปรอบลานกว้าง ก่อนจะเอ่ยเสริมด้วยสีหน้าจริงจังขั้นสุด ราวกับกำลังถวายรายงานข้อราชการสำคัญระดับชาติ

“อ้อ! เกือบลืมไป หากใต้เท้าต้องการจะตรวจสอบทรัพย์สินทุกอย่างในจวนแห่งนี้อย่างละเอียดลออจริงๆ ล่ะก็ พรุ่งนี้เช้า ข้าจะรีบเกณฑ์คนให้ไปเดินกวาดรวบรวม มูลวัว มูลสุนัข และของเสียที่เพิ่งขับถ่ายออกจากก้นสุกร มากองรวมไว้รอให้ท่านตรวจสอบด้วยนะเจ้าคะ! จะได้มั่นใจว่า ไม่มีทรัพย์สินล้ำค่าชิ้นใด เล็ดลอดสายตาอันเฉียบแหลมของราชสำนักไปได้แม้แต่ก้อนเดียว!”

คราวนี้ เสียงหัวเราะดังกึกก้องระเบิดขึ้นกว่าเดิม! หญิงชราคนหนึ่งรีบใช้แขนเสื้อที่เต็มไปด้วยรอยปะยกขึ้นปิดปาก ชายชาวนาอีกคนก้มหน้าหัวเราะจนไหล่สั่นสะท้าน

ใบหน้าอวบอูมของผู้ตรวจการเฉา พลันดำคล้ำลงประดุจก้นหม้อดินที่ถูกไฟสุม!

“บังอาจ!! สามหาวนัก!”

“โอ๊ะ! ใต้เท้าอย่าเพิ่งพิโรธสิเจ้าคะ”

หลินเสี่ยวเถียนกะพริบตาปริบๆ อย่างไร้เดียงสาที่ดูน่าหมั่นไส้ที่สุด

“ข้าก็เพียงแต่เป็นกังวล กลัวว่าการตรวจสอบของใต้เท้า จะไม่ละเอียดถี่ถ้วนก็เท่านั้นเอง”

ผู้ตรวจการจ้องหน้าเด็กสาวเขม็งอยู่อึดใจใหญ่ ก่อนจะเค้นเสียงรอดไรฟันออกมา

“ปากกล้านักนะ นังเด็กบ้า!”

หลินจิ้งซานเห็นท่าไม่ดี รีบก้าวพรวดมาบังหน้าบุตรสาวเอาไว้

“ใต้เท้าโปรดระงับโทสะ! เด็กคนนี้เพิ่งฟื้นจากพิษไข้สูง วาจาอาจไม่รู้ความหนักเบา ขอใต้เท้าผู้ทรงเกียรติอย่าได้ถือสาหาความกับเด็กเลยขอรับ!”

ทว่าหลินเสี่ยวเถียนกลับชะโงกหน้าโผล่ออกมาจากแผ่นหลังกว้างของบิดา

“ข้ารู้ความหนักเบาดีเจ้าค่ะท่านพ่อ!”

โอ๊ย! หลินจิ้งซานแทบอยากจะยื่นมือไปตะครุบปิดปากบุตรสาวให้รู้แล้วรู้รอด! แต่มันไม่ทันเสียแล้ว!

“สมุดบัญชีคลังทุกเล่มก็ตั้งตระหง่านอยู่ที่นี่ หากใต้เท้าแคลงใจสงสัย ก็เชิญเปิดพลิกตรวจดูได้ตามสบาย”

หลินเสี่ยวเถียนเชิดหน้ากล่าวต่ออย่างฉะฉาน

“แต่หากท่านคิดจะมาปรักปรำกล่าวหาว่าบิดาของข้ายักยอกทรัพย์ ท่านก็ควรจะไปหาหลักฐานมาปาใส่หน้าพวกเราเสียก่อน... มิใช่ใช้วิธีกล่าวหาพล่อยๆ ไว้ก่อน แล้วค่อยไปเดินงมหาหลักฐานเอาทีหลังเยี่ยงนี้!”

คราวนี้ ลานกว้างทั้งลานพลันเงียบสงัดลงประดุจป่าช้าร้าง!

เคร้ง!

เสมียนหนุ่มที่อุตส่าห์ยืนกอดสมุดบัญชีหลบภัยอยู่ข้างเสา นามว่าเฉินหวังตงถึงกับเบิกตาโตเท่าไข่ห่าน ปล่อยพู่กันในมือร่วงหล่นกระแทกพื้นเสียงดัง

โจวซื่อหลับตาลงช้าๆ ยกมือนวดขมับตนเอง นางชักจะเริ่มไม่แน่ใจเสียแล้วว่า บุตรสาวของนางฟื้นคืนสติมาพร้อมกับความกล้าหาญชาญชัย หรือว่าศีรษะนางกระแทกบันไดหินรุนแรงเสียจน เส้นประสาทรับรู้ความกลัวมันหลุดกระเด็นออกจากสมองไปหมดแล้วกันแน่!

ส่วนหลินจิ้งซานผู้เป็นบิดา บัดนี้ได้แต่ยกมือขึ้นกุมตำแหน่งหัวใจ บุตรสาวสุดที่รักเพิ่งจะฟื้นลืมตาดูโลกได้ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม ก็ขยันแกว่งเท้าหาเสี้ยน เกือบจะช่วยถีบส่งให้เขาถูกถอดหมวกปลดจากตำแหน่ง ได้เร็วกว่ากำหนดการเดิมเสียแล้ว!

ผู้ตรวจการเฉาจ้องมองหลินเสี่ยวเถียนด้วยแววตาอาฆาตอยู่นาน ก่อนจะหันขวับไปตวาดใส่เฉินหวังตง

“เจ้าเสมียน! ไปคัดลอกนำสำเนาบัญชีคลังสามปีย้อนหลังทั้งหมด มาส่งมอบให้คนของข้าเดี๋ยวนี้!”

เฉินหวังตงสะดุ้งสุดตัว รีบค้อมเอวประสานมือละล่ำละลักรับคำ

“ขะ... ขอรับใต้เท้า!”

ผู้ตรวจการอ้วนหันกลับมาปรายตามองเหยียดหยามใส่ครอบครัวสกุลหลินเป็นครั้งสุดท้าย

“อีกสามเดือนข้าจะกลับมา! หากยอดภาษียังรวบรวมได้ไม่ครบตามเป้า และฎีกาขอลดหย่อนภาษีของพวกเจ้ายังไม่ได้รับพระราชทานอนุมัติล่ะก็ ข้าจะลงดาบเชือดพวกเจ้าตามหน้าที่ทางกฎหมาย โดยไม่ไว้หน้าผู้ใดทั้งสิ้น!”

กล่าวทิ้งท้ายอย่างดุดันเสร็จ เขาก็สะบัดแขนเสื้ออย่างหัวเสีย เดินกระแทกส้นเท้ากระทืบๆ ออกจากจวนไป ผู้ติดตามทั้งสี่นายต้องรีบก้าวเท้ายาวๆ วิ่งตามหลังไปแทบไม่ทัน

เมื่อขบวนของคนจากราชสำนักลับสายตาไป เสียงหัวเราะครื้นเครงของชาวบ้านก็ค่อยๆ จางหายไปตามสายลม

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความเป็นจริงอันโหดร้ายก็ยังคงตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า พวกเขาก็ยังคง ไม่มีอาหารตกถึงท้องอยู่ดี

หญิงชราคนเดิมยกมืออันสั่นเทาขึ้นเช็ดคราบน้ำตา

“ท่านนายอำเภอ พวกเรารู้อยู่เต็มอกว่าท่านอุตส่าห์กางปีกปกป้องพวกเราอย่างเต็มที่แล้ว แต่เวลาแค่สามเดือน... พวกเราจะไปขุดหาเสบียงมากมายมหาศาลถึงเพียงนั้น มาจากที่ใดกันเล่าเจ้าคะ”

หลินจิ้งซานมองทอดไปยังใบหน้าซูบผอมและแววตาที่สิ้นหวังของผู้คน ดวงตาของขุนนางตงฉินก็ค่อยๆ แดงก่ำขึ้นมาระเรื่อ

“ทุกคนอย่าเพิ่งถอดใจ ข้าจะพยายามคิดหาทางออกให้จงได้! ต่อให้ข้าต้องนำของมีค่าที่เหลืออยู่ในบ้านไปเข้าโรงจำนำเพิ่มอีก”

โจวซื่อหันขวับมาตวัดค้อนขวับใส่สามีทันที

“ในจวนแห่งนี้ ยังมีสิ่งใดหลงเหลือให้ท่านหอบไปจำนำได้อีกหรือ! เตียงไม้กระดานแข็งๆ นั่น หรือว่าเสื้อผ้าซอมซ่อบนตัวท่านกันล่ะ!”

นายอำเภอหลินผู้ห้าวหาญ ปิดปากเงียบสนิทลงทันที

หลินเสี่ยวเถียนเกือบจะหลุดหัวเราะพรืดออกมากับจังหวะช็อตฟีลของมารดา แต่เมื่อสายตาของเธอเหลือบไปเห็นเด็กน้อยผอมแห้งคนหนึ่ง ที่กำลังนั่งพิงซบมารดาอย่างไร้เรี่ยวแรงอยู่หน้าประตูจวน รอยยิ้มบนมุมปากของเธอก็พลันจางหายไป

ปัญหาใหญ่ยักษ์ตรงหน้า ไม่ใช่เรื่องการหาเงินสี่ตำลึง หรือการเดินแจกข้าวสารประทังชีวิตเพียงไม่กี่ถุง

คนเหล่านี้กำลังจะตาย สิ่งที่พวกเขาต้องการอย่างเร่งด่วนที่สุดคือ แหล่งน้ำ! ต้องการเมล็ดพันธุ์พืช! ต้องการพืชพรรณสายพันธุ์พิเศษที่ทนทานต่อความแห้งแล้งหฤโหดนี้ได้! และที่สำคัญที่สุด พวกเขาต้องมีเวลามากพอ ที่จะเฝ้ารอให้พืชผลเหล่านั้นเจริญเติบโตจนสามารถเก็บเกี่ยวได้!

ทว่าในความเป็นจริงตอนนี้ พวกเขาไม่มีสิ่งใดเลย แม้แต่ข้อเดียว!

ในจังหวะที่ความมืดมนกำลังเข้าเกาะกุมจิตใจนั้นเอง เสียงกระแอมไอกระแอมกระออกแบบขอไปที ก็พลันดังก้องขึ้นในหัวของเธอ!

[แฮ่ม... เรียน ผู้ประสบภัยจากความผิดพลาดในการปฏิบัติหน้าที่ของกองทะเบียนชะตา...]

หลินเสี่ยวเถียนชะงักฝีเท้ากึก นัยน์ตากลมโตค่อยๆ หรี่แคบลงอย่างจับผิดและอันตรายยิ่ง

[ทางเราได้ดำเนินการตรวจสอบเหตุการณ์ย้อนหลังอย่างละเอียดแล้ว และขอยืนยันว่าการส่งวิญญาณของท่านมาจุติยังอำเภอชิงเหอนั้น เป็นความผิดพลาดอันเกิดจากความหละหลวมของเจ้าหน้าที่จริง ทางกองทะเบียนสวรรค์ จึงขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้ง...]

หลินเสี่ยวเถียนหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึกจนสุดปอดเพื่อระงับอารมณ์อยากด่ากราด

‘ความเสียใจอย่างสุดซึ้งของพวกท่านนำไปกรอกใส่หม้อหุงเป็นข้าวต้มประทังหิวได้หรือไม่’

ปลายสายชะงักเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังอึ้งจนพูดไม่ออก ก่อนจะตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

[...ไม่ได้ขอรับ]

‘เช่นนั้นเอาคำขอโทษอันแสนซาบซึ้งใจนั่น ไปแลกเป็นเงินตราที่โรงรับจำนำได้หรือไม่’

[...กะ... ก็ไม่ได้ขอรับ]

หลินเสี่ยวเถียนหรี่ตาลง แววตาเปล่งประกายคมปลาบดุจจิ้งจอกสาว

‘ดี! ในเมื่อทั้งกินไม่ได้ และขายไม่ได้ เช่นนั้นข้าขอเปลี่ยนคำถามใหม่’

เสียงจากอีกด้านพลันระแวดระวังตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ราวกับลูกแกะที่กำลังถูกหมาป่าจ้องตะครุบ

[ชะ... เชิญถามมาได้เลยขอรับ]

‘เดิมที ตามบัญชีชะตากรรม พวกท่านตั้งใจจะส่งข้าไปจุติที่สำนักเซียนเร้นเมฆาใช่หรือไม่’

[ถูกต้องขอรับ]

‘แล้วหากข้าเดินทางไปถึงที่นั่นตามกำหนดการตั้งแต่แรก ข้าควรจะได้รับสวัสดิการและสมบัติอันใดติดตัวบ้าง’

ปลายสายเงียบกริบไปทันที ราวกับรู้ตัวว่าตนเองกำลังเดินก้าวตกลงไปในหลุมพราง หลินเสี่ยวเถียนยกมุมปากขึ้นช้าๆ รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏบนใบหน้างดงาม

‘อย่าบอกนะว่า สวรรค์เบื้องบนอันเกรียงไกร คิดจะส่งวิญญาณคนดีศรีแผ่นดินอย่างข้าไปเกิดตัวเปล่าเล่าเปลือย แล้วให้ข้าใช้สองมือเปล่าๆ ขุดดินสร้างเนื้อสร้างตัวตั้งแต่วันแรก?’

[มะ... ไม่ใช่เช่นนั้นนะขอรับ! ตามทะเบียนชะตาดั้งเดิม ท่านมีสิทธิ์ได้รับทรัพยากรเริ่มต้นสำหรับผู้สืบทอดสายตรง... ซึ่งรวมถึงมิติสวนสี่ฤดู พื้นที่เพาะปลูก น้ำพุวิญญาณ เมล็ดพันธุ์พิเศษระดับบรรพกาล และผู้ดูแลสวนวิเศษประจำพื้นที่อีกหนึ่งอัตราขอรับ!]

พอมั่นใจว่าของวิเศษมีอยู่จริง ดวงตาของหลินเสี่ยวเถียนก็พลันสว่างวาบเป็นประกายระยิบระยับยิ่งกว่าทองคำ

‘ถ้าเช่นนั้นก็ดี’

[ดะ... ดี... หรือขอรับ?] เสียงเจ้าหน้าที่สวรรค์เริ่มสั่นระรัว

‘ในเมื่อพวกท่านส่งข้าไปเสวยสุขที่สำนักเซียนเร้นเมฆาไม่ได้ ก็จงเอาของวิเศษที่เดิมทีควรจะเป็นของข้า ส่งตามมาให้ข้าใช้ที่นี่เสียสิ!’

ปลายสายเงียบกริบดุจเป่าสาก

หลินเสี่ยวเถียนเลิกคิ้ว เอ่ยรุกฆาตต่ออย่างใจเย็น ทว่าน้ำเสียงเฉียบขาด

‘สถานที่ส่งผิดก็ส่วนสถานที่ส่งผิด แต่สัมภาระและสมบัติที่ควรจะเป็นของข้า ย่อมไม่ควรสูญหายตามไปด้วยมิใช่หรือ’

[เอ่อ... เรื่องนี้... มันผิดกฎ...]

‘อ้อ! หรือว่าสวรรค์ของพวกท่าน มีธรรมเนียมการทำงานที่บัดซบถึงขั้นทำงานพลาดสลับตัวคน แล้วยังกล้าฉวยโอกาสยักยอกของชดเชยผู้เสียหายกลับเข้าคลังส่วนตัวด้วย?’

[ไม่ใช่นะขอรับ! สวรรค์โปร่งใสตรวจสอบได้!]

‘เช่นนั้นก็จัดส่งมาเดี๋ยวนี้!’

[ปะ... โปรดรอสักครู่ขอรับ!!]

เสียงรื้อค้นพลิกเอกสารดัง ฟึ่บฟั่บ! ขึ้นอย่างบ้าคลั่งและลนลานจากปลายสายทันที หลินเสี่ยวเถียนยกถ้วยน้ำชาเก่าๆ ขึ้นจิบอย่างสงบผ่าเผย

ในเมื่อข้าวสารไม่มีให้กรอกหม้อ เงินทองไม่มีให้ใช้สอย และกลับไปเกิดใหม่ก็ไม่ได้แล้ว อย่างน้อย ของวิเศษที่ควรจะเป็นของเธอมาตั้งแต่แรก... ก็ต้องไปเค้นคอทวงเอามาให้ครบทุกชิ้น! ห้ามขาดแม้แต่ชิ้นเดียว!

ปลายสายเงียบยาวนานยิ่งกว่าเดิม

[ไม่สามารถดำเนินการได้ในทันทีขอรับ! เนื่องจากวิญญาณของท่านได้ผสานหลอมรวมเข้ากับภาชนะร่างใหม่โดยสมบูรณ์แล้ว หากท่านมีความประสงค์ต้องการจะเปลี่ยนปลายทาง จะต้องเปิดกรอกแบบฟอร์มคำร้องประเภทกรณีขอแก้ไขการส่งวิญญาณผิดพลาด จำนวนสามชุด และรอส่งเรื่องให้หน่วยงานระดับสูงพิจารณาตามลำดับคิว...]

หลินเสี่ยวเถียนหรี่ตาแคบลงอีก

‘แล้วต้องใช้เวลารอพิจารณานานเพียงใด’

[เอ่อ... ระบบไม่สามารถระบุระยะเวลาที่แน่ชัดได้ขอรับ]

‘หนึ่งวัน?’

[ไม่สามารถระบุได้ขอรับ]

‘หนึ่งเดือน?’

[...]

‘หนึ่งปี?!’

ปลายสายเงียบกริบเป็นเป่าสาก

หลินเสี่ยวเถียนแสยะยิ้มเย็นเยียบ

‘อ้อ! สรุปให้ฟังชัดๆ ทีเถิด ว่าพวกท่านที่เป็นถึงเทพสวรรค์บนเบื้องบน สามารถทำบ้าอันใดได้บ้าง!’

[ทางเรา สามารถกล่าวคำขอโทษอย่างจริงใจจากก้นบึ้งของหัวใจ และขอรับรองด้วยเกียรติว่าจะนำไปปรับปรุงขั้นตอนการทำงาน เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดซ้ำรอยเช่นนี้อีกในอนาคต...]

‘ดี’

[ขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งที่ท่านกรุณาเข้าใจ…]

‘ข้าจะฟ้องร้องร้องเรียนพวกเจ้า!’

******

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel