บทที่ 2 ทะลุมิติมา ก็ยากจนทันทีเลย!!
บทที่ 2 ทะลุมิติมา ก็ยากจนทันทีเลย!!
“เสี่ยวเถียน! ลูกแม่... ลูกฟื้นแล้วหรือ?!”
หลินเสี่ยวเถียนกะพริบตาปริบๆ มองสตรีวัยกลางคนตรงหน้า ใบหน้าของอีกฝ่ายงดงามทว่าซูบตอบ ดวงตาแดงช้ำราวกับไม่ได้หลับสนิทมาหลายค่อนคืน
ทันใดนั้นเอง! ความทรงจำจำนวนมหาศาลซึ่งมิใช่ของตน ก็ไหลทะลักบ่าเข้าสู่สมองราวกับเขื่อนแตก จนเธอต้องนิ่วหน้าและหลับตาลงอีกครั้งเพื่อตั้งรับ
ร่างที่เธอเข้ามาอาศัยอยู่นี้ มีนามเดียวกับเธอว่าหลินเสี่ยวเถียนอายุสิบเจ็ดปี เป็นบุตรสาวคนโตและเพียงคนเดียวของ หลินจิ้งซานนายอำเภอแห่งเมืองชิงเหอ ส่วนสตรีที่นั่งเฝ้าน้ำตาคลออยู่ข้างเตียงนี้คือโจวซื่อมารดาบังเกิดเกล้าของเจ้าของร่างเดิม
เมื่อสามวันก่อน เจ้าของร่างเดิมบังเอิญไปแอบได้ยินคู่หมั้นคู่หมาย เอ่ยปากบอกกับสหายด้วยน้ำเสียงหยามเหยียดว่า 'ไม่ต้องการแต่งงานกับบุตรสาวนายอำเภอยากจน ที่มีสินเดิมไม่มากพอแม้แต่จะรักษาหน้าตาของตระกูลสามี'
เจ้าของร่างเดิมเป็นเด็กสาวที่อ่อนไหวและเชิดชูศักดิ์ศรีของตนเองเป็นที่หนึ่ง เมื่อถูกบุรุษที่ตนมีใจให้ดูแคลนลับหลังเช่นนั้น จึงทั้งอับอายและเสียใจอย่างหนัก ประกอบกับอยู่ในช่วงภัยแล้งข้าวยากหมากแพง นางกินอาหารน้อยติดต่อกันมาหลายวัน สุดท้ายจึงหน้ามืดเป็นลมล้มพับอยู่ตรงระเบียง ศีรษะฟาดเข้ากับขั้นบันไดหินอย่างจัง!
เมื่อคืนนี้ นางมีไข้สูงลิ่วและจากโลกนี้ไปอย่างเงียบๆ ...
จากนั้น ไอ้เจ้าหน้าที่สวรรค์ขี้เมาที่ทำงานด้วยความมีประสิทธิภาพขั้นสุดก็นำวิญญาณของหลินเสี่ยวเถียน มายัดใส่ร่างที่เพิ่งจะว่างเปล่านี้แทน!
เอาเถิด!อย่างน้อยเธอก็ไม่ได้ไปแย่งชิงร่างของคนเป็น! เมื่อทำความเข้าใจเรื่องราววุ่นวายทั้งหมดได้ ความหนักอึ้งในใจของหลินเสี่ยวเถียนจึงคลายลงไปได้เปลาะหนึ่ง
“ท่านแม่...”
เสียงที่เปล่งออกจากลำคอแหบพร่าและแห้งผาก จนแทบไม่เหมือนเสียงของตนเอง
“ขอน้ำให้ข้าดื่มหน่อย... ได้หรือไม่เจ้าคะ?”
โจวซื่อรีบกุลีกุจอรินน้ำอุ่นจากป้านชาดินเผา แล้วยื่นถ้วยมาให้ด้วยมือที่ยังคงสั่นเทาน้อยๆ
“ค่อยๆ ดื่มนะลูก ท่านหมอบอกว่าศีรษะของเจ้าได้รับการกระทบกระเทือน ห้ามลุกพรวดพราดเด็ดขาด”
หลินเสี่ยวเถียนรับถ้วยมาจิบช้าๆ น้ำมีรสฝาดและกลิ่นดินโคลนจางๆ แต่ก็ถือว่าสะอาดพอใช้ได้ โจวซื่อจ้องมองบุตรสาวอยู่ครู่หนึ่ง สีหน้าพลันเกิดความลังเลใจ ราวกับมีเรื่องสำคัญที่อัดอั้น ทว่าไม่รู้ว่าสมควรจะเอ่ยปากในเวลานี้หรือไม่
“เสี่ยวเถียน... ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง” เธอเงยหน้าขึ้นเลิกคิ้ว
“เรื่องอันใดหรือเจ้าคะ?”
โจวซื่อทอดถอนใจเบาๆ แววตาเจ็บปวดแทนบุตรสาว
“เมื่อเช้านี้ คนจากสกุลคู่หมั้นของเจ้า นำหนังสือหมั้นหมายมาคืน บิดาของเจ้าเป็นคนรักศักดิ์ศรี เขาไม่คิดจะเหนี่ยวรั้งบุรุษที่กล้าดูแคลนบุตรสาวของตนเอง จึงจัดการคืนของหมั้นหมายฝ่ายเขาไปจนหมดสิ้นแล้ว...”
นางเว้นจังหวะไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงระมัดระวังประดุจกลัวของล้ำค่าจะแตกสลาย
“เรื่องหมั้นหมายของเจ้า ถือว่าจบสิ้นลงตั้งแต่วันนี้”
มือที่ถือถ้วยชาของหลินเสี่ยวเถียนชะงักกึก ความรู้สึกเจ็บแปลบปลาบซึ่งหลงเหลือตกค้างอยู่ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม แล่นปลาบผ่านกลางอกไปเพียงชั่วครู่ ราวกับเป็นความรู้สึกอาลัยอาวรณ์เฮือกสุดท้าย ที่เด็กสาวผู้น่าสงสารคนนั้นยังคงทิ้งเอาไว้
แต่ขอโทษทีเถอะ!ตอนนี้เธอคือหลินเสี่ยวเถียน อดีตนักวิจัยสาวผู้ผ่านโลกมาอย่างโชกโชน ไม่ใช่คุณหนูในห้องหอผู้อ่อนไหว และบุรุษหน้าเหม็นที่ตีราคาประเมินคุณค่าของภรรยาจากจำนวนสินเดิม ก็ไม่มีคุณค่าคู่ควรให้เธอต้องหลั่งน้ำตาเสียดายเลยแม้แต่หยดเดียว!
“ประเสริฐยิ่งเจ้าค่ะ!”
โจวซื่อชะงักค้างไปทันที... หรือว่าบุตรสาวของนาง จะเสียใจอย่างหนักจนสติฟั่นเฟือนเพี้ยนไปแล้วกันนะ!
“ปะ... ประเสริฐรึ?”
หลินเสี่ยวเถียนยกถ้วยชาขึ้นจิบอีกคำด้วยท่วงท่าผ่อนคลาย
“อย่างน้อย ข้าก็ตื่นขึ้นมาพร้อมกับขยะที่ถูกปัดกวาดทิ้งไป และมีปัญหาให้ปวดหัวน้อยลงไปอีกหนึ่งเรื่องอย่างไรเล่าเจ้าคะ”
คราวนี้โจวซื่อถึงกับอ้าปากค้าง มองบุตรสาวตนเองอย่างพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
เสี่ยวเถียนของนาง ก่อนที่จะล้มพับหมดสติไป ยังเอาแต่ฟูมฟายร้องไห้จนตาบวมปูดเพราะบุรุษจอมปลอมผู้นั้นอยู่เลยมิใช่หรือ? เหตุใดฟื้นขึ้นมาคราวนี้ เพียงแค่ได้ยินว่าถูกถอนหมั้น กลับมีสีหน้าสงบเยือกเย็น เสียยิ่งกว่าตอนแวะไปฟังประกาศราคาผักกาดในตลาดเสียอีก!
ทว่ายังไม่ทันที่โจวซื่อจะได้ง้างปากซักถาม เสียงโหวกเหวกร้องขอความช่วยเหลือจากด้านนอก ก็ดังแทรกทะลุเข้ามาอีกระลอก
“ท่านนายอำเภอ! โปรดลืมตาเมตตาช่วยพวกเราด้วยเถิดขอรับ!”
“บ้านข้าไม่มีข้าวสารจะกรอกหม้อแล้วเจ้าค่ะ!”
หลินเสี่ยวเถียนวางถ้วยชาลงบนโต๊ะทันที
“ท่านแม่ ชาวบ้านมารวมตัวกันมากมายเพียงนั้น เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือเจ้าคะ?”
รอยยินดีบนใบหน้าของโจวซื่อพลันมลายหายไปจนสิ้น นางหันมองไปทางประตูด้วยสีหน้าหนักอึ้ง
“ผู้ตรวจการจากราชสำนักเดินทางมาถึงตั้งแต่เช้าตรู่ เขานำราชโองการมาสั่งให้เมืองชิงเหอ เร่งรวบรวมส่งภาษีธัญพืชที่ค้างชำระจากฤดูก่อนรวมกับของปีนี้ ให้ครบถ้วนภายในสามเดือน หากยังรวบรวมส่งไม่ครบ บิดาของเจ้าจะถูกถอดหมวกขุนนางปลดจากตำแหน่ง และบัญชีคลังอำเภอทุกเล่มจะถูกอายัดเพื่อตรวจสอบทั้งหมด!”
หลินเสี่ยวเถียนขมวดคิ้วมุ่น
“เมืองชิงเหอเผชิญหน้ากับภัยแล้งมาอย่างต่อเนื่องมิใช่หรือเจ้าคะ? เหตุใดท่านพ่อจึงไม่ร่างฎีกาขอลดหย่อนภาษี”
“ขอแล้ว! บิดาของเจ้าร่างฎีกาส่งม้าเร็วไปถึงสามครั้งสามครา แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่มีฉบับใดได้รับอนุมัติกลับมาเลย”
โจวซื่อทอดถอนใจยาว
“เมื่อฤดูกาลก่อนพืชผลเสียหายหนัก บิดาของเจ้าทนเห็นราษฎรอดตายไม่ได้ จึงไม่ยอมเร่งรัดเก็บภาษีเต็มจำนวน เพราะหากกวาดต้อนเอาข้าวและเมล็ดพันธุ์ที่หลงเหลืออยู่ของชาวบ้านไปจนหมด ต่อให้พวกเขากัดฟันทนรอดพ้นฤดูนี้ไปได้ ฤดูหน้าก็ไม่มีสิ่งใดเหลือให้หว่านลงดินอีกแล้ว”
หลินเสี่ยวเถียนพยักหน้าช้าๆ รับรู้ได้ถึงอุดมการณ์อันแรงกล้า อย่างน้อย บิดาของร่างนี้ก็เป็นขุนนางตงฉินผู้มีมโนธรรม ไม่ใช่พวกขุนนางกังฉินหน้าเลือด ที่รู้จักแต่บีบคอรีดไถชาวบ้านเพื่อเอาตัวเลขสวยหรูไปสอพลอผู้บังคับบัญชา
“แล้วในคลังเสบียงของอำเภอเรา บัดนี้หลงเหลือสิ่งใดบ้างเจ้าคะ?”
โจวซื่อชะงักไปเล็กน้อย ราวกับแปลกใจที่จู่ๆ บุตรสาวผู้ไม่เคยใยดีเรื่องกิจการบ้านเมือง กลับเอ่ยปากซักถามเรื่องเหล่านี้เป็นฉากๆ แต่กระนั้นนางก็ยอมตอบตามตรง
“มีเงินก้นคลังอยู่สิบแปดตำลึงกับอีกสี่ร้อยหกสิบอีแปะ แต่เงินจำนวนกะจิริดแค่นั้น ยังต้องกันเอาไว้ใช้เป็นค่าม้าเร็วส่งสาร ค่ายารักษาโรค และเบี้ยเลี้ยงของเจ้าหน้าที่บางส่วน ส่วนธัญพืชบรรเทาทุกข์ในยุ้งฉาง เหลือเพียงสิบสองตั้น”
สิบสองตั้น!ฟังผิวเผินอาจจะดูเหมือนไม่น้อย แต่เมื่อนำมาคำนวณหารกับจำนวนประชากรหลายพันครัวเรือนที่กำลังหิวโหยหน้ามืด มันก็ไม่ต่างอันใดกับการโยนเกลือเพียงหนึ่งกำมือ ลงไปในกะทะต้มน้ำใบมหึมา!
“เช่นนั้น แล้วเงินสดส่วนตัวของครอบครัวเราเล่าเจ้าคะ?”
โจวซื่อเม้มริมฝีปากแน่น แววตาสลดลง
“เหลือสี่ตำลึง กับอีกสามร้อยกว่าอีแปะ เงินเดือนขุนนางของบิดาเจ้าถูกเบื้องบนระงับการจ่ายมาสี่เดือนแล้ว เครื่องเรือนชิ้นใหญ่ๆ ในจวน กับเครื่องประดับทองของแม่ ก็นำไปโรงรับจำนำเพื่อแลกเป็นเงิน ไปซื้อข้าว เมล็ดธัญพืช และยาต้มส่งไปให้ครัวกลางจนเกือบหมดจวนแล้วลูกเอ๊ย”
หลินเสี่ยวเถียนกวาดสายตาคมกริบมองสำรวจรอบห้องนอนอีกครั้ง
มิน่าเล่า! จวนของนายอำเภอถึงไม่ได้ทรุดโทรมถึงขั้นมีหลังคารั่วหรือผนังพังให้ลมโกรก ทว่ามันกลับ ว่างเปล่าเสียจนแทบจะได้ยินเสียงสะท้อนของตัวเองเวลาจาม!
ข้าวของเครื่องใช้ที่ควรจะมีประดับบารมีตามฐานะขุนนาง ถูกทยอยขายหรือจำนำออกไปทีละชิ้นๆ หลงเหลือไว้เพียงสิ่งของที่จำเป็นต่อการซุกหัวนอนเท่านั้น
ครอบครัวนี้ไม่ได้ยากจนข้นแค้นชนิดที่ว่าเหลือเงินติดตัวไม่กี่อีแปะ แต่ทว่า เงินสี่ตำลึงที่มี ก็ไม่อาจช่วยเนรมิตอาหารมาต่อชีวิตให้คนทั้งอำเภอชิงเหอได้เช่นกัน!
ทันใดนั้น เสียงตวาดกร้าวของบุรุษผู้หนึ่งก็ดังลั่นแทรกเข้ามาจากลานหน้าเรือน
“หลินจิ้งซาน! ข้าจะถามเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย! เหตุใดเมืองอื่นๆ ในเขตปกครองเดียวกันจึงยังสามารถรวบรวมภาษีส่งได้ แต่เมืองชิงเหอของเจ้ากลับส่งไม่ได้?!”
โจวซื่อสีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นตึงเครียดทันที
“ผู้ตรวจการเฉากำลังกดดันบิดาของเจ้าแล้ว เจ้าเพิ่งฟื้น พักผ่อนหลบอยู่ในห้องนี้เถิด”
ทว่าหลินเสี่ยวเถียนกลับตวัดผ้าห่มผืนบางออก แล้วค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นยืน แม้อาการปวดศีรษะจะยังทำให้วิงเวียนอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้ไร้เรี่ยวแรงถึงขั้นลุกเดินไม่ไหว
“ท่านแม่... ข้าอยากออกไปดูให้เห็นกับตา”
“ร่างกายเจ้ายังไม่แข็งแรงนะลูก!”
“หากท่านพ่อถูกจับตัวไปสอบสวน ต่อให้ข้านอนพักอยู่แต่ในห้องจนแข็งแรงปานวัวถึก ก็ช่วยแก้วิกฤตอันใดไม่ได้อยู่ดีเจ้าค่ะ”
โจวซื่อจ้องมองบุตรสาวด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจ
เสี่ยวเถียนคนเดิมของนาง อ่อนไหว ขี้แย และถือหน้าตาเป็นเรื่องใหญ่ แม้เนื้อแท้จะไม่ใช่เด็กร้ายกาจ แต่นางก็ไม่เคยใส่ใจไยดีเรื่องกิจการราชการงานเมืองของบิดาเลยแม้แต่น้อย ทว่า การฟื้นขึ้นมาจากความตายในครั้งนี้ กลับมีบางสิ่งบางอย่างในตัวนางเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะแววตาคู่นั้น มันช่างดูเยือกเย็น สงบนิ่ง และเด็ดเดี่ยวกล้าหาญกว่าเดิมหลายเท่านัก!
ทว่าสถานการณ์ตึงเครียดด้านนอก ไม่เปิดช่องว่างให้นางได้มัวแต่ซักถาม โจวซื่อจึงทำได้เพียงเข้าไปช่วยพยุงแขนบุตรสาว พาเดินฝ่าไอร้อนออกไปจากห้อง
ลานกว้างหน้าจวนนายอำเภอเวลานี้ แน่นขนัดไปด้วยผู้คน กำแพงและหลังคาจวนยังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์แข็งแรงดี แต่ทว่า... โต๊ะและเก้าอี้พักผ่อนในศาลาริมทางเดินกลับปลาสนาการหายไปสิ้น แม้กระทั่งม้านั่งหินแกะสลักใต้ต้นไม้ ก็ยังถูกยกไปขายจนหลงเหลือเพียงร่องรอยกดทับบนพื้นดิน
ด้านนอกประตูจวน ชาวบ้านผอมโซนับร้อยชีวิตเบียดเสียดกันแน่นขนัด เสื้อผ้าของทุกคนเต็มไปด้วยรอยปะชุน ใบหน้าซูบผอมจนแก้มตอบ เด็กน้อยบางคนไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะยืนประคองตัว ต้องนอนซบหอบหายใจรวยรินอยู่ในอ้อมอกมารดา
ตรงกลางลาน ปรากฏร่างของบุรุษอ้วนฉุในชุดขุนนางสีเขียวสดใส ยืนกอดอกเชิดหน้าอยู่พร้อมผู้ติดตามร่างยักษ์สี่คน ส่วนหลินจิ้งซานในชุดขุนนางสีน้ำเงินเก่าซีดจนแทบจะเป็นสีขาว ยืนกางแขนขวางหน้าปกป้องชาวบ้านเอาไว้
“ใต้เท้าเฉา”
หลินจิ้งซานเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นพร่าอย่างอดกลั้น
“เมืองชิงเหอเผชิญภัยแล้งมาต่อเนื่องถึงสองฤดูกาล พืชผลในฤดูก่อนพินาศเสียหายไปกว่าหกส่วน หากท่านบีบบังคับให้เก็บภาษีค้างชำระรวมกับของปีนี้ ชาวบ้านตาดำๆ จะไม่มีทั้งอาหารประทังชีวิต และไม่มีแม้แต่เมล็ดพันธุ์เหลือไว้สำหรับฤดูเพาะปลูกถัดไปเลยนะขอรับ!”
ผู้ตรวจการเฉาไม่ได้ตะโกนด่าทอกลับไปในทันที ทว่าเขากลับล้วงหยิบสมุดบันทึกเล่มหนึ่งออกมาเปิดดูอย่างใจเย็นและยียวน
“รายงานที่เจ้าส่งขึ้นไป เขียนระบุไว้ว่าพืชผลเสียหายหกส่วนก็จริง แต่ในบัญชีคลังของเมืองชิงเหอก่อนที่จะเกิดภัยแล้ง มีเสบียงสำรองกักตุนอยู่จำนวนหนึ่ง อีกทั้ง ยังมีภาษีจากฤดูก่อนที่เจ้ายังไม่ได้จัดส่งขึ้นคลังหลวงอีกด้วย”
เขาแกล้งพับปิดสมุดบัญชีเสียงดัง ปั๊บ!
“เจ้ากล้าดีอย่างไร จึงบังอาจสั่งระงับการจัดเก็บเสบียงโดยที่ไม่ได้รับพระบรมราชานุญาต! แล้วนี่ เจ้าจะให้ข้าตวัดพู่กันเขียนรายงานกลับไปกราบทูลเบื้องบนว่าเยี่ยงไร? ให้ข้าเขียนว่า ‘นายอำเภอหลินเห็นว่าชาวบ้านน่าสงสาร จึงใจบุญสุนทาน ตัดสินใจสั่งการแทนราชสำนักไปเสียเอง’ เยี่ยงนั้นหรือ?!”
สีหน้าของหลินจิ้งซานพลันตึงเครียดจนซีดเผือด
คำพูดประโยคนี้ของผู้ตรวจการ ไม่ใช่คำกล่าวหาลอยๆ เพื่อข่มขู่ เพราะตามระเบียบขั้นตอนตามกฎหมายแล้ว เขาได้กระทำการตัดสินใจล้ำเส้นเกินขอบเขตอำนาจหน้าที่ของตนเองไปแล้วจริงๆ
หญิงชราหลังค่อมคนหนึ่งที่คุกเข่าอยู่ด้านหน้าสุด ทนฟังต่อไปไม่ไหว รีบโขกศีรษะลงกับพื้นดินเสียงดังปึก
“ใต้เท้าเมตตาด้วยเถิดเจ้าค่ะ! บ้านของข้าเหลือข้าวสารก้นถังเพียงครึ่งเดียว หลานชายสองคนของข้าก็ยังเล็กนัก หากทางการยึดนำข้าวไปเสียภาษีจนหมด พวกเขาต้องอดตายแน่ๆ เจ้าค่ะ!”
ผู้ตรวจการเฉาปรายตามองหญิงชราอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยไร้ความปรานี
“ข้าไม่ได้เป็นผู้กำหนดตัวเลขจำนวนภาษี และข้าก็ไม่มีอำนาจที่จะไปลดหย่อนให้พวกเจ้าเองได้ หากเมืองทุกแห่งบนแผ่นดินนี้ ต่างพร้อมใจกันอ้างว่าตนเองยากลำบากแล้วหยุดส่งภาษีกันหมด แล้วท้องพระคลังหลวง จะนำสิ่งใดไปเป็นเสบียงเลี้ยงดูกองทัพทหารที่ปกป้องชายแดนเล่า!”
หลินเสี่ยวเถียนที่ยืนกอดอกฟังอยู่ด้านข้าง หรี่ตาแคบลงเล็กน้อย
อืม... ดี!อย่างน้อยไอ้เจ้าอ้วนผู้นี้ก็ไม่ได้โง่เขลาเบาปัญญาจนเกินไปนัก เป็นกังฉินที่น่าโมโห แต่ก็ยังมีสมองรู้จักยกข้ออ้างเรื่องความมั่นคงของชาติมาอุดปากคน
*****
