บทที่ 12 แพ้ยุง
บทที่ 12 แพ้ยุง
เพียงครู่เดียว คนร้ายทั้งสองก็ถูกจับแยกตัวออกห่าง จนไม่สามารถมองเห็นหรือส่งซิกให้กันและกันได้อีก หวังเทียนซานก้าวเดินเข้าไปหาชายคนแรกที่ถูกจับแยก
“สหายของเจ้าที่อยู่หลังบ้านยอมปริปากสารภาพความจริงหมดแล้วนะ”
ชายผู้นั้นสะดุ้งเฮือก
“ปะ... เป็นไปไม่ได้! เจ้านั่นจะสารภาพได้อย่างไร!”
หวังเทียนซานเลิกคิ้วสูง
“แล้วเหตุใดจึงเป็นไปไม่ได้เล่า?”
คนร้ายชะงักกึก เพิ่งจะตระหนักรู้ตัว ว่าตนเองเผลอหลุดปาก พูดเผยพิรุธออกไปเสียแล้ว! หวังเทียนซานไม่รอช้า รุกฆาตต่อทันที เขาก้าวเดินเข้าไปหาชายคนแรกที่ถูกจับแยก
“สหายของเจ้าสารภาพว่า พวกเจ้าได้รับเงินค่าจ้างมาคนละแปดตำลึงเงิน จริงหรือไม่”
“มันโกหก!!”
อีกฝ่ายโพล่งตะโกนออกมาทันทีด้วยความโมโหและโทสะจนลืมตัว
“มันหลอกข้าว่านายจ้างจ่ายเงินมาทั้งหมดแค่แปดตำลึงแล้วก็แบ่งมาให้ข้าแค่ห้าตำลึงต่างหากเล่า!!”
พูดจบ ทั่วทั้งลานก็พลันตกอยู่ในความเงียบกริบดุจเป่าสาก! หัวขโมยผู้โง่เขลา หน้าซีดเผือดลงจนแทบจะเป็นสีเดียวกันกับกระดาษเซ่นไหว้ศพ เมื่อเพิ่งตระหนักได้ว่าตนเองหลุดปากคายความลับออกมาหมดสิ้น
หวังเทียนซานพยักหน้ารับอย่างพึงพอใจ
“อ้อ... ห้าตำลึงนี่เอง”
จากนั้น เขาก็หันไปพยักพเยิดหน้าสั่งมือปราบหนุ่ม
“จดบันทึกตัวเลขลงไป”
“ขอรับหัวหน้า!”
คนร้ายอ้าปากค้างจนกรามแทบหลุด
“จะ... เจ้า! เจ้าหลอกลวงข้า?!”
หวังเทียนซานเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบหน้าตาย
“ข้าก็ยังไม่ได้เอ่ยยืนยันเลยสักคำนี่ ว่าสหายของเจ้าพูดความจริง”
มือปราบหนุ่มที่ยืนจดบันทึกอยู่ข้างๆ ถึงกับต้องก้มหน้ามุด กัดริมฝีปากตนเองจนห้อเลือด ไม่ใช่เพราะเขารู้สึกหวาดกลัวหัวหน้า แต่เขากลัว... ว่าตนเองจะกลั้นขำไม่อยู่ จนเผลอหลุดเสียงหัวเราะออกมาต่างหาก!
หวังเทียนซานเอ่ยถามย้ำเป็นครั้งสุดท้าย
“ตกลง ผู้ใดเป็นผู้ว่าจ้างพวกเจ้ามา”
ชายคนนั้นยังคงพยายามทำใจดีสู้เสือ กัดฟันแน่น
“ขะ...ข้าบอกแล้วอย่างไรว่าข้าไม่รู้!”
“ห้าตำลึง”
“หากเจ้าปรารถนาที่จะยอมติดคุกรับโทษโบยหลังลาย เพื่อปกป้องนายจ้างที่เจียดเศษเงินแบ่งให้เจ้าแค่ห้าตำลึงล่ะก็ ย่อมตามใจเจ้าเถิด”
คนร้ายนิ่งเงียบไปอย่างใช้ความคิด หวังเทียนซานไม่รอช้า หมุนตัวหันหลังกลับ เตรียมสั่งการ
“ลากตัวมันกลับไปขัง...”
“เดี๋ยวก่อนขอรับ!!”
เสียงร้องตะโกนลั่น ดังขัดจังหวะขึ้นทันที หวังเทียนซานชะงักฝีเท้า หยุดยืนนิ่ง
ชายขี้ขโมยก้มหน้าคอตก ยอมรับสารภาพจนหมดเปลือก
“คนที่ว่าจ้างข้า คือคนจากร้านขายข้าวขอรับ”
“ร้านใด?”
คำตอบที่หลุดออกจากปากนั้น แผ่วเบาเสียยิ่งกว่าเสียงกระซิบ ทว่า ทุกคนในลานล้วนได้ยินมันชัดเจนเต็มสองหู
“เป็นร้านของ เถ้าแก่หม่า พ่อค้าข้าวที่เดินทางไปทำสัญญาที่จวนนายอำเภอเมื่อตอนกลางวันนั่นแหละขอรับ”
เมื่อโจรอีกคนถูกลากตัวกลับมาสมทบ และถูกหวังเทียนซานใช้กลยุทธ์จิตวิทยาแบบเดียวกันตั้งคำถามสอบสวน ชายผู้นั้นก็ทนความกดดันได้ไม่ถึงครึ่งก้านธูป ก็รีบคายความจริงและสารภาพออกมาจนหมดเปลือกเช่นเดียวกัน ถ้อยคำและเนื้อหา ตรงกันแทบทุกประการ!
เถ้าแก่หม่า พ่อค้าข้าวหน้าเลือด เป็นผู้สั่งการอยู่เบื้องหลังทั้งหมด! นายจ้างสั่งย้ำว่า ให้ขโมยขุดเอาเฉพาะต้นกล้าที่สมบูรณ์แข็งแรง กลับไปให้ตรวจสอบสักสองสามต้น ส่วนต้นที่เหลือในแปลง ให้ถอนทิ้งทำลายให้ราบคาบ!
ส่วนมูลเหตุจูงใจนั้น ก็แสนจะเรียบง่ายและเดาทางได้ไม่ยากเย็น หลังจากที่เถ้าแก่หม่าเดินทางกลับจากจวนนายอำเภอด้วยความอับอาย เขาก็ได้ยินเสียงข่าวลือหนาหูจากชาวบ้าน ที่ต่างพากันโจษจันถึงเรื่องที่คุณหนูหลิน มีต้นพันธุ์พืชชนิดใหม่ที่เติบโตได้รวดเร็วและทนทานต่อความแห้งแล้ง
หากนางทดลองปลูกพืชชนิดนี้ได้สำเร็จ และแจกจ่ายให้ชาวบ้านนำไปขยายพันธุ์ต่อจนออกรวงออกผลจริงๆ ความต้องการในการพึ่งพา ซื้อข้าวสารในราคาขูดรีดจากร้านของเขา ย่อมต้องลดฮวบลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!
ด้วยความมักง่ายและตื้นเขิน เขาจึงจ้างวานโจรสองคนนี้ ให้มาลอบขโมยต้นพันธุ์กลับไปศึกษาด้วยตนเอง และสั่งการให้ทำลายแปลงทดลองของศัตรูทิ้งเสียแต่เนิ่นๆ ตั้งแต่ที่มันยังไม่ทันได้ตั้งตัว
ช่างเป็นแผนการที่มักง่าย ละโมบโลภมาก และโง่เขลาเบาปัญญา อย่างถึงที่สุด!
หวังเทียนซานรับฟังคำให้การจนจบสิ้น ก็หันไปสั่งการลูกน้องทันที
“จับกุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองคนนี้ นำกลับไปคุมขังที่ว่าการอำเภอ”
“ขอรับหัวหน้า!”
“และในเช้าวันพรุ่งนี้ จงนำบันทึกคำให้การของพวกมัน ไปเทียบเคียงกับบัญชีรายรับรายจ่ายที่เราตรวจยึดมาจากร้านข้าว หากหลักฐานและตัวเลขเชื่อมโยงตรงกัน ก็จงออกหมายจับ ลากตัวเถ้าแก่หม่ามาสอบสวนดำเนินคดีเสีย”
เขาหยุดชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยเน้นย้ำสำทับ
“และจงจำไว้ ปฏิบัติการในครั้งนี้ ไม่ต้องเอิกเกริกป่าวประกาศให้วุ่นวาย”
มือปราบหนุ่มเลิกคิ้วด้วยความฉงน
“เพราะเหตุใดหรือขอรับหัวหน้า นี่ถือเป็นผลงานชิ้นใหญ่เลยนะขอรับ!”
หวังเทียนซานปรายตาคมปลาบมองลูกน้องด้วยความเหนื่อยหน่าย
“ก็เพราะว่าเรากำลังจะไปจับกุมตัว พ่อค้าขายข้าวหน้าเลือดเพียงแค่คนเดียว ไม่ได้กำลังจะยกทัพไปตีเมืองยึดแคว้น อย่างไรเล่า!”
“...ขะ... ขอรับหัวหน้า”
-------------
รุ่งอรุณของวันถัดมา เถ้าแก่หม่า พ่อค้าข้าวผู้ยิ่งใหญ่ ก็ถูกลากตัวคอตกเข้ามารับการไต่สวนที่ว่าการอำเภอชิงเหอ กระบวนการรวบรวมหลักฐานมัดตัวนั้น ไม่ได้ซับซ้อนยุ่งยากอันใดเลย คำให้การของหัวขโมยทั้งสองคน สอดคล้องตรงกันทุกประการ จำนวนเงินค่าจ้างที่ถูกเบิกจ่ายออกไป ก็บังเอิญไปตรงกับตัวเลขในบันทึกสมุดบัญชีเงินสดประจำวันของร้านพอดิบพอดี
และที่สำคัญที่สุด บรรดามือปราบยังตรวจค้นพบต้นฉบับร่างสัญญาซื้อ-ขายมนุษย์ อีกหลายต่อหลายฉบับ ซุกซ่อนอยู่ภายในร้านของเขา ซึ่งหลักฐานสำคัญชิ้นนี้ เฉินหวังตง เสมียนจอมเจ้าระเบียบ กำลังกอดมันเอาไว้แนบอก แน่นหนาเสียยิ่งกว่ากอดเงินเดือนของตนเองเสียอีก!
“หลักฐานมัดตัวแน่นหนา ครบถ้วนกระบวนความแล้วขอรับใต้เท้า!”
เสมียนหนุ่มประกาศก้องกลางศาล ด้วยน้ำเสียงที่รื่นเริงและเบิกบานใจยิ่งนัก
ทว่าทางด้านเถ้าแก่หม่า ผู้ถูกกล่าวหานั้น ใบหน้าของเขากลับซีดเผือด ไม่ได้มีความรื่นเริงหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย
“ใต้เท้าโปรดให้ความเป็นธรรมด้วย! ข้าน้อยเพียงแค่ เพียงแค่อยากจะเอาต้นพันธ์ุประหลาดพวกนั้น มาศึกษาดูเป็นขวัญตาก็เท่านั้นเองนะขอรับ!”
เฉินหวังตงพลิกเปิดสมุดบัญชี กางหลักฐานยันหน้าทันที
“แล้วเหตุใด ท่านจึงต้องสั่งการให้ลูกน้อง ลอบถอนทำลายต้นพันธ์ุที่เหลือทิ้งจนหมดแปลงด้วยเล่า!”
“เอ่อ... ข้าน้อย...”
“แล้วเหตุใด ท่านจึงต้องควักเงินจ้างวาน ให้คนแปลกหน้าลอบเร้นเข้าไปบุกรุกเคหสถานของผู้อื่น ในยามวิกาลด้วยเล่า!”
“คือ... คือว่าข้าน้อย...”
“แล้วเหตุใด...”
หวังเทียนซานทนรำคาญไม่ไหว รีบยกมือขึ้นปราม
“เสมียนเฉิน”
“ขอรับหัวหน้าหวัง?”
“ช่วยกรุณาหยุดหายใจสักครู่หนึ่งเถิด”
เฉินหวังตงชะงักกึก เขาสูดลมหายใจเข้าปอดลึกๆ หนึ่งครั้งอย่างว่าง่าย
“...ขอรับหัวหน้า”
หลินเสี่ยวเถียนที่ยืนกอดอกลอบสังเกตการณ์อยู่ข้างลานไต่สวน ถึงกับหลุดเสียงหัวเราะกิ๊กออกมาเบาๆ
ปัญหาใหญ่โต ที่เกือบจะบานปลายกลายเป็นวิกฤตความขัดแย้ง กลับถูกหวังเทียนซาน จัดการปราบปรามและคลี่คลายลงได้อย่างราบคาบ ภายในระยะเวลาเพียงแค่ค่ำคืนเดียว! ไม่มีการดำเนินการที่ยืดเยื้อชักช้า ไม่มีการเปิดช่องโหว่ ให้คนร้ายมีโอกาสวิ่งเต้นหลบหนีไปก่อเรื่องวุ่นวายซ้ำซ้อน และเขา ก็ไม่เคยนึกปรารถนา ที่จะป่าวประกาศให้ใครต่อใครมารับรู้ หรือตะโกนสรรเสริญว่าเขาเป็นวีรบุรุษผู้เก่งกาจแต่อย่างใด
เพราะทุกการกระทำ ทุกผลงานที่เขาได้ลงมือทำ มันได้พิสูจน์คุณค่าและความสามารถในตัวของมันเอง อย่างชัดเจนแจ่มแจ้งอยู่แล้ว!
เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการไต่สวน และก้าวพ้นออกมาจากที่ว่าการอำเภอ หลินเสี่ยวเถียนก็เร่งฝีเท้า เดินตามหลังหวังเทียนซานออกมาจนถึงหน้าประตู
“หัวหน้าหวัง”
ชายหนุ่มร่างสูงชะงักฝีเท้า หันกลับมามอง
“เมื่อคืนนี้ ข้าต้องขอขอบคุณท่านมากจริงๆ นะเจ้าคะ ที่ช่วยปกป้องแปลงผักของข้าเอาไว้ได้”
“มันเป็นหน้าที่รับผิดชอบของมือปราบอยู่แล้ว” เขากล่าวตอบเสียงเรียบ
“แต่ถึงกระนั้น หากท่านไม่ยอมเสียสละเวลา ไปนั่งเฝ้ายามให้ข้าทั้งคืน ป่านนี้ต้นพันธุ์แสนมีค่าของข้า ก็คงจะถูกถอนรากถอนโคนทำลายจนย่อยยับไปหมดแล้วล่ะเจ้าค่ะ”
หวังเทียนซานหันมาสบตาหญิงสาว แววตาของเขาแฝงความจริงจัง
“ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านก็จงพยายามเพาะปลูกและขยายพันธุ์พวกมัน ให้คุ้มค่ากับที่ข้า ต้องไปยอมนั่งทนทรมาน ให้ยุงกัดดูดเลือดอยู่นานถึงครึ่งค่อนคืน ก็แล้วกัน”
หลินเสี่ยวเถียนชะงักอึ้งไป ก่อนจะหลุดเสียงหัวเราะร่วนออกมาอย่างเบิกบานใจ
“ฮ่าๆๆ! นี่ท่าน โดนยุงกัดด้วยหรือเจ้าคะ?!”
หวังเทียนซานนิ่งเงียบ ไม่ตอบคำถาม
“ข้าก็นึกว่า ใบหน้าอันดุดันถมึงทึงของท่าน จะสามารถแผ่รังสีอำมหิต ข่มขู่จนพวกยุงร้ายไม่กล้าบินเข้าไปเฉียดใกล้เสียอีกนะเจ้าคะเนี่ย!”
ชายหนุ่มไม่ต่อล้อต่อเถียง หันหลังขวับ เดินดุ่มๆ จากไปทันที!
หลินเสี่ยวเถียนยิ่งทอดสายตามองตามแผ่นหลังกว้างนั้น และหัวเราะร่วนหนักกว่าเดิม ดูเหมือนว่า หัวหน้ามือปราบผู้แสนจะเย็นชาและแข็งแกร่งดุจหินผาผู้นี้ จะไม่ได้ไร้เทียมทานไปเสียทุกเรื่องหรอกนะ อย่างน้อยๆ เขาก็มีจุดอ่อนอยู่อย่างหนึ่งล่ะนั่นก็คือ... เขาแพ้ยุง!
สามวันต่อมา...
แปลงมันเทศทนแล้งของครอบครัวสกุลจาง ยังคงชูช่อเขียวสดใสท้าทายแสงแดดที่แผดเผา ไม่เพียงแต่จะไม่มีต้นใดเหี่ยวเฉาแห้งตาย ทว่ายอดอ่อนบางส่วนยังเริ่มแตกผลิใบใหม่ รากฝอยยึดเกาะผืนดินเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น และพวกมันสามารถตั้งตัวเจริญเติบโตได้รวดเร็วกว่าที่หลินเสี่ยวเถียนคาดการณ์เอาไว้มากนัก
ตั้งแต่เช้าตรู่ เอ้อร์ยาวิ่งกระหืดกระหอบมาดักรอนางด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
“คุณหนู! คุณหนูเจ้าขา!”
“เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือ!!!”
“มันไม่ตายเจ้าค่ะ!”
เด็กหญิงตัวน้อยชี้นิ้วไปยังแปลงเพาะปลูกด้วยความตื่นเต้นดีใจ
“ทุกต้นยังรอดชีวิตอยู่ครบเลยเจ้าค่ะ!”
หลินเสี่ยวเถียนเดินตามการชักนำของเด็กน้อยเข้าไปก้มลงตรวจสอบดู รากฝอยตั้งตัวหยั่งลึกลงดินแล้วจริงๆ ใบอ่อนชุดใหม่ก็เริ่มผลิออกมารับแสง ดี... ดีมาก
ในขณะเดียวกัน จางต้าซานก็มีงานขุดลอกบ่อน้ำและซ่อมแซมลำรางทำทุกวี่ทุกวัน เขาได้รับธัญพืชเป็นค่าแรงกลับมาจุนเจือครอบครัวอย่างสม่ำเสมอ
เมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา เด็กน้อยทั้งสามคนในเรือนดินซอมซ่อ ได้กินข้าวต้มจนอิ่มท้องพร้อมหน้าพร้อมตากัน เป็นครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์
ไม่มีผู้ใด ต้องถูกบีบบังคับให้ขายเลือดเนื้อเชื้อไขของตนเองอีกต่อไป ไม่มีผู้ใด ต้องยอมคุกเข่าโขกศีรษะ ร้องขอเศษอาหารจากผู้ใดอีกต่อไป และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ครอบครัวสกุลจาง กำลังเริ่มต้นเรียนรู้วิธีการสร้างแหล่งอาหารขึ้นมาด้วยน้ำพักน้ำแรงและสองมือของพวกเขาเอง!
ทันใดนั้นเอง เสียงสัญญาณที่คุ้นเคยก็พลันดังกังวานขึ้นในห้วงจิตสำนึกของหลินเสี่ยวเถียน!
[กำลังตรวจสอบเงื่อนไขภารกิจ...]
******
