บท
ตั้งค่า

บทที่ 11 หัวขโมยพบหัวหน้ามือปราบ

บทที่ 11 หัวขโมยพบหัวหน้ามือปราบ

“มาแล้วสินะ ไอ้พวกลูกเต่า”

เสียงทุ้มต่ำและเยียบเย็นของหวังเทียนซาน ดังแผ่วเบามาจากใต้เงามืดของต้นไม้ใหญ่ดุจเสียงกระซิบของมัจจุราช

ชายชุดดำสองคนที่เพิ่งปีนข้ามรั้วเข้ามาในแปลงมันเทศ ไม่ทันได้ยินเสียงมรณะที่กำลังรอคอยอยู่ หนึ่งในนั้นถือกระสอบใบใหญ่ อีกคนกำมีดสั้นสำหรับตัดกิ่งไม้เอาไว้แน่น ทั้งคู่ย่อตัวต่ำ ลอบย่องฝีเท้าเข้าใกล้แปลงทดลองของบ้านสกุลจางราวกับแมวขโมย

“จำไว้ให้ดีล่ะ นายท่านสั่งว่าให้ขุดเอาต้นที่สมบูรณ์กลับไปสักสองสามต้นเท่านั้น”

“อ้าว... แล้วต้นที่เหลือล่ะ?”

“ก็ถอนทิ้งทำลายให้หมดน่ะสิ!”

ชายคนที่ถือกระสอบหลุดหัวเราะเสียงต่ำดุจกังฉิน

“หึๆ พรุ่งนี้เช้า พอคุณหนูหลินตื่นมาเห็นแปลงผักโล่งเตียนเป็นลานนวดข้าว คงได้ลงไปนอนดิ้นร้องไห้ขี้มูกโป่งกลับไปฟ้องแม่เป็นแน่!”

อีกคนแสยะยิ้ม ยื่นมือเตรียมจะคว้าจับถอนต้นมันเทศต้นแรก ทว่า...

ฟิ้ว! ปึก!

ก้อนกรวดหินขนาดเท่าปลายหัวแม่มือ พุ่งแหวกลมฝ่าความมืด กระแทกอัดเข้าที่หลังมือของเขาอย่างแม่นยำและรุนแรงราวกับถูกเกาทัณฑ์เหล็กยิงทะลวง!

“โอ๊ย!!”

มือที่กำลังจะคว้าต้นมันเทศ ชะงักและคลายออกทันทีด้วยความเจ็บปวดชายคนนั้นเงยหน้าพรวดกวาดสายตามองฝ่าความมืด

“ผู้ใดกัน?!”

ไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงเสียงลมพัดใบไม้ไหว เขากัดฟันกรอดสบถด่าในใจก่อนจะก้มหน้าลงหมายจะคว้าจับต้นมันเทศต้นเดิมอีกครั้ง

ฟิ้ว! ปึก!

ก้อนกรวดอีกเม็ดพุ่งแหวกอากาศเข้ามากระแทกอัดเข้าที่กลางหน้าผากของเขาดังลั่น! รุนแรงเสียจนร่างของคนโดนซัดผงะหงายหลังล้มก้นจ้ำเบ้าหน้าผากปูดบวมแดงก่ำแทบปริแตก!

“โอ๊ยย! บัดซบเอ๊ย!!”

คราวนี้ชายชุดดำทั้งสองคนชักมีดสั้นออกมาตั้งท่าเตรียมพร้อมหันหลังชนกันทันทีเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบดุจผิวน้ำ จึงค่อยๆ ดังแทรกขึ้นมาจากเงามืดมิด

“ข้าเตือนเจ้าไปสองครั้งแล้วนะ”

ร่างสูงตระหง่านในชุดเครื่องแบบมือปราบสีเข้ม ค่อยๆ ก้าวเท้าเดินสืบออกมาจากใต้ร่มไม้แสงจันทร์สีเงินยวงทอดตกลงมากระทบใบหน้าคมเข้ม... ขับเน้นให้เห็นแววตาที่ดุดันและเย็นชาประดุจยมทูต

หวังเทียนซาน ยังไม่ได้ชักดาบออกจากฝักด้วยซ้ำ!

ทันทีที่แสงจันทร์สาดส่องให้เห็นใบหน้าของผู้มาเยือนชัดเจน หัวขโมยทั้งสองก็หน้าซีดเผือดไร้สีเลือด หัวใจหล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม ร่างกายสั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม

“หะ... หัว... หัวหน้ามือปราบหวัง!”

ในอำเภอชิงเหอและละแวกใกล้เคียง มีกุ๊ยข้างถนนหรือโจรหน้าไหนบ้างที่ไม่เคยได้ยินกิตติศัพท์ความโหดเหี้ยมเด็ดขาดของบุรุษผู้นี้! วีรกรรมบุกเดี่ยวทะลวงรังโจรภูเขาผาแดงด้วยมือเปล่า หักกระดูกโจรปล้นเสบียงจนพิการไปนับสิบคนโดยที่ดาบข้างเอวยังไม่ทันหลุดจากฝัก เรื่องราวเหล่านั้นยังคงเป็นฝันร้ายที่เล่าขานกันในหมู่คนพาล ไม่มีผู้ใดโง่เขลาพอจะอยากประลองฝีมือกับมัจจุราชหน้าหินผู้นี้!

หวังเทียนซานปรายตามองต้นมันเทศที่เกือบจะถูกถอนรากถอนโคน ก่อนจะหันกลับมาจ้องหน้าพวกมัน แววตาคมกริบนั้นกดดันจนคนมองแทบหยุดหายใจ

“ตอนกลางวัน มีคนพยายามจะลอบทำสัญญาซื้อขายเด็ก”

เขาก้าวเท้าเข้ามาหาพวกมันหนึ่งก้าวช้าๆ ทว่าทุกย่างก้าวกลับแผ่รังสีอำมหิตกดทับจนอากาศรอบด้านหนักอึ้ง

“ตกกลางคืน มีคนลอบเข้ามาขโมยต้นพันธุ์”

อีกก้าว...

“ผู้คนในเมืองนี้ ช่างขยันขันแข็ง ทำมาหากินกันดีเสียจริงๆ”

ชายคนที่ถือกระสอบสติแตกกระเจิง โยนกระสอบทิ้งแล้วตะโกนลั่นเสียงหลง แผดเสียงราวกับสุกรถูกเชือด

“หนีสิ!! ยืนบ้าหาที่ตายอะไรอยู่!!”

สองร่างโจรหันหลังกลับ เตรียมสับตีนแตกพร้อมกัน แต่มีหรือที่ฝีเท้าของโจรกระจอก จะรวดเร็วไปกว่าสัญชาตญาณของหัวหน้ามือปราบ?

เสียงปลอกดาบเสียดสีกันดัง แกร๊ก! เพียงครั้งเดียว ชายคนแรกเพิ่งจะสับขาวิ่งไปได้เพียงสองก้าว ก็รู้สึกได้ถึงแรงกระแทกมหาศาล ฟาดเข้าที่ข้อพับเข่าด้านหลังอย่างจัง!

ตุบ!

ร่างของเขาทรุดฮวบ คุกเข่ากระแทกพื้นดินทันที และยังไม่ทันที่เขาจะหันหน้ากลับไปมอง ปลายฝักดาบโลหะอันเย็นเยียบ ก็จ่อประทับแนบอยู่ตรงข้างลำคอของเขาเสียแล้ว!

ส่วนชายคนที่สอง เมื่อเห็นสหายร่วมรบพลาดท่าเพลี่ยงพล้ำ แทนที่จะหันกลับมาช่วย กลับเลือกที่จะกระโจนทะยานข้ามรั้ว วิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงสุดชีวิตทิ้งเพื่อนทันที!

หวังเทียนซานเพียงแค่ปรายตามองตามแผ่นหลังที่กำลังวิ่งหนี เขาไม่ได้ออกตัววิ่งกวดตามไป ชายหนุ่มเพียงแค่ ย่อตัวลง ก้มหยิบก้อนหินขนาดเหมาะมือขึ้นมาอีกหนึ่งก้อน

มือปราบหนุ่มลูกน้องที่ซ่อนตัวซุ่มดูเหตุการณ์อยู่ไม่ไกล ถึงกับเบิกตาโตเท่าไข่ห่าน รีบตะโกนเตือน

“หัวหน้า! มันวิ่งเตลิดไปไกลเกินระยะหวังผลแล้วนะขอรับ!”

แน่นอนว่าพวกเขาเป็นลูกน้อยมานานย่อมรู้ถึงฝีมือของหัวหน้าดี หวังเทียนซานไม่เอ่ยปากตอบคำถาม เขาเพียงแค่ สะบัดข้อมือเพียงครั้งเดียวอย่างแผ่วเบา

ฟิ้ว!

ก้อนหินก้อนนั้นพุ่งแหวกอากาศ ทะยานออกไปด้วยความเร็วสูงประดุจลูกธนู!

ปึก!

“อ๊ากกก!”

โจรที่กำลังวิ่งสับขาหลบหนีอยู่เบื้องหน้าถึงกับหน้าทิ่มคะมำคลุกฝุ่นลงกับพื้นดินมือทั้งสองข้างกุมข้อเท้าร้องโอดโอยครวญครางด้วยความเจ็บปวด!

มือปราบหนุ่มสองนายที่ซุ่มซ่อนอยู่ รีบวิ่งกรูเข้าไปจับตัวและรวบมัดโจรเคราะห์ร้ายทันทีหนึ่งในลูกน้องอดไม่ได้ที่จะหันกลับมามองหัวหน้าของตนด้วยสายตาเทิดทูนระคนเลื่อมใส

“ท่านหัวหน้า! ทะ... ท่านเล็งเป้าหมายได้อย่างแม่นยำราวจับวางได้อย่างไรหรือขอรับ?! มืดตึดตื๋อถึงเพียงนี้ ข้ายังมองแทบไม่เห็นเงาหลังหัวมันเลยด้วยซ้ำ!”

หวังเทียนซานเสียบดาบเก็บเข้าฝักด้วยท่วงท่าสง่างาม เสียงโลหะกระทบฝักไม้ดังกังวานใส ท่ามกลางความมืดมิดที่แม้แต่มองนิ้วมือตัวเองยังพร่ามัว ทว่าดวงตาคมกริบของเขากลับสงบนิ่งดุจผิวน้ำลึก

“ฟังเสียงฝีเท้า”

“ขะ... ขอรับ?”

เหล่ามือปราบหนุ่มต่างเบิกตาโต ตื่นตะลึงกันเข้าไปอีก สภาพแวดล้อมรอบด้านมีเพียงความมืดมิด เสียงสายลมพัดกรรโชกยอดหญ้า และเสียงจิ้งหรีดเรไรที่กรีดร้องระงมกลบสรรพเสียง ทว่าเขากลับสามารถแยกแยะเสียงฝีเท้าเบาหวิวของโจร ที่สับขาหนีห่างออกไปไกลหลายสิบจั้งได้อย่างนั้นหรือ! อะไรกันนะ นอกจากพละกำลังและการต่อสู้จะเก่งกาจดุดันราวกับปีศาจแล้ว ประสาทสัมผัสทั้งหกของเขายังเฉียบคมทะลุขีดจำกัดมนุษย์ไปแล้วอีกหรือนี่ ตกลงหัวหน้าหวังยังเป็นมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดาอยู่หรือไม่!!

“กระแสลมคืนนี้พัดจากทิศอุดร แม้เสียงใบไม้ไหวจะดังกลบเสียงหอบหายใจของมัน แต่จังหวะการย่ำเท้าลงบนผืนดินแข็ง ไม่สามารถหลอกหูข้าได้”

เขาเอ่ยอธิบายด้วยสีหน้าราบเรียบ ไม่ได้มีท่าทีโอ้อวดแม้แต่น้อย ราวกับกำลังอธิบายสูตรต้มไข่ไก่ที่ง่ายดายที่สุดในโลก

“เวลาคนเราตื่นตระหนกและออกตัววิ่งหนีสุดชีวิต เท้าซ้ายมักจะลงน้ำหนักกระแทกพื้นก่อนเสมอ ทำให้จังหวะการสับเท้าคงที่และคาดเดาทิศทางได้... เจ้าก็แค่ตัดเสียงลมและเสียงแมลงรอบนอกทิ้งไป ฟังเพียงจังหวะก้าวที่สาม แล้วเล็งก้อนหิน กะจังหวะให้พอดีกับตอนที่เท้าขวาของมันกำลังจะสับลงพื้น... ก็พอแล้ว”

เหล่าลูกน้องถึงกับอ้าปากค้างจนกรามแทบหลุด ยืนแข็งทื่อเป็นหินศิลา ตัดเสียงลมทิ้ง? ฟังจังหวะก้าวที่สาม? แล้วกะจังหวะปาหินใส่เท้าขวาที่กำลังลอยอยู่กลางอากาศในความมืดเนี่ยนะ?!

ถ้ายุทธวิธีจับโจรมันทำได้ง่ายดายดั่งที่ท่านหัวหน้าเอ่ยปากแล้วเหตุใดพวกข้าที่อุตส่าห์อดตาหลับขับตานอน ฝึกปาเป้ามาเจ็ดแปดปี แค่ปาหินใส่สุนัขที่กำลังวิ่งไล่กัดไก่ในตอนกลางวันแสกๆ ยังปาพลาดอยู่เลยเล่า!!

เสียงเอะอะโวยวายดังลั่น ส่งผลให้ประตูบ้านสกุลจางเปิดผางออกกว้าง เอ้อร์ยา เด็กหญิงตัวน้อยวิ่งถลันออกมาก่อนใครเพื่อน ในมือเล็กๆ ของนาง กำท่อนไม้ฟืนที่ยาวเกือบเท่าตัวเอาไว้แน่น

“มีโจร!! ตีโจร!!”

เด็กหญิงเงื้อท่อนไม้ฟืนขึ้นสูงลิ่ว เตรียมจะหวดฟาดลงบนหลังของบุรุษร่างสูงที่ยืนตระหง่านอยู่กลางแปลงผักทันที!

จางต้าซานบิดาของเด็กน้อย ซึ่งวิ่งกระหืดกระหอบตามออกมาหน้าซีดเผือด รีบตะโกนห้ามเสียงหลง

“เอ้อร์ยา! หยุดเดี๋ยวนี้! นั่นคือหัวหน้ามือปราบหวัง!”

ท่อนไม้ฟืน ชะงักค้างเบรกเอี๊ยดอยู่กลางอากาศ!

เอ้อร์ยากะพริบตาปริบๆ หันไปมองหน้าหวังเทียนซาน จากนั้น ก็หันไปมองหน้าโจรสองคนที่ถูกมัดมือไพล่หลัง นอนหมอบหมดสภาพอยู่บนพื้นดิน แล้วก็หันกลับมาจ้องหน้าหวังเทียนซานอีกครั้ง...

เด็กหญิงเอียงคอ เอ่ยด้วยน้ำเสียงพาซื่อไร้เดียงสา และเมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วเด็กน้อยก็ตัดสินใจได้ในที่สุด

“แต่ว่า พี่ชายคนนี้ หน้าตาดุร้าย และดูเหมือนโจรที่สุดเลยนะเจ้าคะ”

มือปราบสองนายที่กำลังมัดคนร้าย ถึงกับรีบก้มหน้างุด หลบสายตา ทว่าหัวไหล่ของพวกเขากลับสั่นสะท้านอย่างเห็นได้ชัด! หวังเทียนซานนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่มุมปากกระตุกยิกๆ

“หน้าตาดุดัน ไม่ได้ผิดกฎหมายมาตราใดของแคว้นหรอกนะ”

เอ้อร์ยาพยักหน้าหงึกๆ อย่างเข้าอกเข้าใจ

“อ้อ... เป็นเช่นนี้นี่เอง เช่นนั้นก็ดีแล้วล่ะเจ้าค่ะ พี่ชายอย่าคิดมากไปเลยนะเจ้าคะ”

น้ำเสียงเจื้อยแจ้วของเด็กหญิง ฟังดูคล้ายกับกำลังกล่าวคำปลอบใจชายหนุ่มหน้าโหดเสียมากกว่า!

พรืด!

มือปราบหนุ่มนายหนึ่ง กลั้นขำไม่อยู่จนเผลอหลุดเสียงหัวเราะออกมา หวังเทียนซานตวัดสายตาคมปลาบ ปรายตามองลูกน้องตัวดี เสียงหัวเราะ หายวับกลับเข้าลำคอไปในพริบตา!

“เจ้าอยากจะรับอาสามานอนเฝ้ายามแปลงมันเทศนี้ต่ออีกสักเจ็ดวันเจ็ดคืนหรือไม่?”

“มะ... ไม่ขอรับหัวหน้า! ข้าน้อยผิดไปแล้วขอรับ!”

โจรทั้งสองคนถูกรวบตัวจับมัดติดไว้กับเสารั้วอย่างแน่นหนา หวังเทียนซานก้มลงหยิบกระสอบของกลางขึ้นมาเทกวาดข้าวของออก ภายในกระสอบ มีมีดสั้นสำหรับตัดกิ่งไม้ เชือกป่าน จอบขนาดเล็ก และถุงผ้าใส่เงินหนึ่งใบ เขาหยิบถุงเงินขึ้นมาเขย่าเบาๆ เสียงเหรียญอีแปะทองแดงกระทบกันดัง กรุ๊งกริ๊ง

“ผู้ใดเป็นคนว่าจ้างพวกเจ้ามา?”

คนร้ายทั้งสองคนเม้มริมฝีปากแน่นสนิท ประสานเสียงตอบปฏิเสธ ไม่มีใครยอมปริปากสารภาพ หวังเทียนซานไม่ได้เอ่ยซักไซ้ถามซ้ำเป็นครั้งที่สอง เขาเพียงแค่หันไปพยักหน้าสั่งการมือปราบ

“จับพวกมันแยกออกจากกัน”

สีหน้าของหัวขโมยทั้งสอง แปรเปลี่ยนเป็นลุกลี้ลุกลนเล็กน้อย ชายหนุ่มเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเย็นชาไร้ความรู้สึก

“นำตัวคนหนึ่งไปสอบสวนที่ลานหน้าบ้าน ส่วนอีกคนลากตัวไปสอบสวนที่หลังบ้าน”

“ขอรับ!”

****

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel