บทที่ 13 คลองแห้งแล้วยังมีคนขโมยน้ำอีกหรือ?!
บทที่ 13 คลองแห้งแล้วยังมีคนขโมยน้ำอีกหรือ?!
นางชะงักฝีเท้ากึก นัยน์ตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
[ครอบครัวเป้าหมายพ้นจากภาวะอดอยากเฉียบพลัน ...สำเร็จ]
[สมาชิกครอบครัวมีช่องทางแลกแรงงานเป็นเสบียงอาหาร ...สำเร็จ]
[มีพื้นที่เพาะปลูกและครอบครองต้นพันธุ์สำหรับสร้างอาหารด้วยตนเอง ...สำเร็จ]
[มีผู้รับผิดชอบดูแลแปลง และสามารถถ่ายทอดวิธีเพาะปลูกขั้นพื้นฐานได้...สำเร็จ]
ตัวอักษรสีทองอร่ามอีกหนึ่งบรรทัด พลันสว่างวาบปรากฏขึ้นตรงหน้า!
[ขอแสดงความยินดี! ภารกิจที่หนึ่งเสร็จสิ้นสมบูรณ์!]
หลินเสี่ยวเถียนเม้มริมฝีปากแน่น พยายามสะกดกลั้นรอยยิ้มแห่งความปีติเอาไว้ สำเร็จแล้ว!
[ระบบกำลังดำเนินการ ปลดล็อกมิติสวนสี่ฤดู ระดับสอง...]
หัวใจของอดีตนักวิจัยสาวเต้นระรัวดุจรัวกลองรบ ระดับสอง! นางแทบจะอยากหมุนตัววิ่งกลับเข้าจวน ปิดประตูล็อกห้องแล้วพุ่งทะยานเข้าไปสำรวจในมิติวิเศษเสียเดี๋ยวนั้น ว่าของรางวัลจากการเลื่อนระดับมันจะล้ำค่าอลังการสักเพียงใด! ทว่า
“คุณหนูหลิน!”
น้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยความเคร่งเครียด ดังขัดจังหวะขึ้นมาจากทางด้านหลัง หลินเสี่ยวเถียนหันขวับกลับไปมอง
หัวหน้ามือปราบ หวังเทียนซาน กำลังก้าวยาวๆ เดินจ้ำอ้าวเข้ามาหาอย่างรวดเร็ว และในคราวนี้ ใบหน้าคร้ามแดดที่มักจะดูดุดันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว กลับยิ่งดูมืดครึ้มและตึงเครียดลงกว่าเดิมหลายเท่านัก
หลินจิ้งซาน ผู้เป็นบิดาซึ่งบังเอิญเพิ่งจะเดินมาตรวจเยี่ยมชาวบ้านพร้อมกันพอดี รีบขมวดคิ้วถาม
“มีเรื่องด่วนอันใดเกิดขึ้นหรือ หัวหน้าหวัง?”
หวังเทียนซานไม่ได้เอ่ยตอบคำถามในทันที เขาล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบก้อนดินเหนียวก้อนหนึ่งที่ถูกห่อหุ้มด้วยเศษผ้าอย่างระมัดระวัง ออกมาวางแหมะลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ ข้างแปลงผัก
บนก้อนดินก้อนนั้น ปรากฏร่องรอยถูกสับด้วยของมีคม คล้ายเครื่องมือทางการเกษตร อย่างชัดเจน
“คลองผันน้ำสายทิศเหนือ ถูกคนร้ายลอบขุดทำลาย เมื่อกลางดึกคืนที่ผ่านมาขอรับใต้เท้า”
รอยยิ้มยินดีบนใบหน้าของหลินเสี่ยวเถียน ค่อยๆ จางหายไปในพริบตา
“คลองสายเหนือรึ?”
“ขอรับ”
หวังเทียนซานพยักหน้ารับสีหน้าเคร่งเครียด
“คันกั้นน้ำส่วนที่ยังพอจะช่วยกักเก็บน้ำเอาไว้ใช้ได้ ถูกคนร้ายลอบขุดเจาะทลาย เปิดเป็นช่องโหว่ ปล่อยให้มวลน้ำอันมีค่าไหลทะลักระบายทิ้งลงสู่แม่น้ำสายหลักไปจนเกือบเหือดแห้งแล้วขอรับ”
หลินจิ้งซานสีหน้าเปลี่ยนเป็นซีดเผือด
“เป็นเพราะดินทรุดตัวตามธรรมชาติหรือไม่?”
“ไม่ใช่ภัยธรรมชาติแน่นอนขอรับ”
หวังเทียนซานตอบเสียงห้วนสั้นและเด็ดขาดเข้ากับใบหน้ามาก
"ที่บริเวณคันดิน มีร่องรอยการใช้จอบขุดเจาะอย่างจงใจขอรับ”
ลานกว้างรอบแปลงมันเทศ ที่เมื่อครู่ยังเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะแห่งความปีติ พลันตกอยู่ในความเงียบงันและตึงเครียดขึ้นมาทันที!
เฉินหวังตง เสมียนหนุ่มซึ่งยืนกอดสมุดบัญชีอยู่เงียบๆ ข้างกาย แหวกรีบเงยหน้าขึ้นมาด้วยความตกใจสุดขีด
“คลองสายเหนือถูกขุดทำลายงั้นรึ?!”
เขารีบพลิกเปิดหน้าสมุดบัญชี กรีดนิ้วเปิดหาข้อมูลอย่างรวดเร็ว
“คลองสายเหนือเส้นนั้น เป็นเส้นเลือดใหญ่ที่ผันน้ำหล่อเลี้ยงพื้นที่ทำกินครอบคลุมถึงสามหมู่บ้านใหญ่! หากเรากักเก็บน้ำไว้ไม่ได้”
นิ้วมือเรียวยาวของเฉินหวังตง ไล่กรีดตามบรรทัดตัวเลขสถิติอย่างรวดเร็วจนมือสั่น
“...พื้นที่เพาะปลูกจำนวนมากกว่าหนึ่งร้อยสี่สิบแปลง จะได้รับผลกระทบจากภัยแล้งอย่างรุนแรงพินาศย่อยยับนะขอรับท่านนายอำเภอ!”
หลินเสี่ยวเถียนหรี่ตาแคบลง แววตาคมกริบประดุจพญาเหยี่ยว
“นอกจากขุดทำลายคันกั้นน้ำแล้ว คนร้ายได้ลอบขโมยทรัพย์สินสิ่งใดไปหรือไม่”
หวังเทียนซานส่ายหน้า
“ไม่ขอรับ”
“ขโมยเสาไม้หรือวัสดุซ่อมแซมไปหรือไม่”
“ไม่ขอรับ”
“หรือขโมยเครื่องไม้เครื่องมือของทางราชการที่เก็บไว้แถวนั้น?”
“ตรวจสอบแล้ว ไม่มีสิ่งใดสูญหายเลยแม้แต่ชิ้นเดียวขอรับ”
“...ถ้าเช่นนั้น พวกมันจะลงทุนเหนื่อยยาก ลอบไปขุดทำลายคลองส่งน้ำเพื่อเป้าประสงค์อันใดกัน?”
หวังเทียนซานเงยหน้าขึ้น สบตาคู่งามของหญิงสาวนิ่งงัน แววตาดุดันแฝงรังสีสังหาร
“นั่นแหละขอรับ คือปริศนาที่ข้าน้อยและลูกน้อง กำลังเร่งสืบสวนหาคำตอบอยู่”
สายลมร้อนระอุพัดกรรโชกผ่านแปลงมันเทศ ทำให้ยอดใบสีเขียวเล็กๆ สั่นไหวระริกเบาๆ ราวกับลางบอกเหตุร้าย
เมื่อครู่นี้ หลินเสี่ยวเถียนยังคงโลกสวย แอบคิดไปเองว่า ศัตรูตัวฉกาจของเมืองชิงเหอ คงมีเพียงแค่ภัยแล้งทางธรรมชาติความอดอ ยากแร้นแค้น และเวลาที่เหลือน้อยนิด แต่ดูเหมือนว่านางจะประเมินสถานการณ์ในโลกยุคโบราณแห่งนี้ ง่ายดายและมองโลกในแง่ดีเกินไปเสียแล้วกระมัง
เพราะในเมืองอันแร้นแค้น ที่ผู้คนกำลังดิ้นรนแทบเป็นแทบตาย เพื่อหวงแหนและรักษาน้ำทุกหยดเอาไว้ต่อชีวิต กลับมีใครบางคนในเงามืด จงใจลอบไปขุดคลอง เพื่อระบายน้ำทิ้งให้สูญเปล่า!
พฤติกรรมเลวทรามเยี่ยงนี้ ย่อมหมายความได้อย่างเดียวเท่านั้น...มีขบวนการร้าย ที่จงใจขัดขวาง และ ไม่ต้องการ ให้ชาวเมืองชิงเหอ รอดพ้นวิกฤตจากภัยแล้งมรณะในครั้งนี้!
------------
คลองผันน้ำสายเหนือตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองชิงเหอออกไปราวๆ ห้าลี้
เมื่อหลินเสี่ยวเถียนเดินทางมาถึงสถานที่เกิดเหตุ นางถึงได้ประจักษ์แก่สายตาและเข้าใจอย่างถ่องแท้ ว่าเหตุใดหลินจิ้งซาน ผู้เป็นบิดา จึงต้องรีบร้อนส่งม้าเร็วไปตามตัวหวังเทียนซานให้มาสมทบโดยด่วน
สิ่งที่ถูกเรียกว่าคลองเบื้องหน้านั้น... หากมองเผินๆ แทบไม่ได้มีสภาพแตกต่างไปจากร่องดินขนาดใหญ่ที่แห้งขอดเลยแม้แต่น้อย พื้นก้นคลองแตกระแหงเป็นร่องลึกยาวเหยียด ต้นหญ้าริมตลิ่งสองฝั่งก็เหลืองกรอบตายซากเพราะขาดน้ำหล่อเลี้ยง จะมีก็เพียงบริเวณตอนเหนือสุดของคลองเท่านั้น ที่ยังพอหลงเหลือร่องรอยของความชื้นอยู่บ้างประปราย
ทว่า!บริเวณคันดินช่วงหนึ่ง ซึ่งควรจะทำหน้าที่เป็นป้อมปราการกั้นและประคองระดับน้ำ กลับพังทลายลงมาเป็นช่องโหว่กว้างหลายจั้ง! ดินจำนวนมหาศาลถูกขุดเจาะและโกยออกไปจนแทบจะทะลุถึงฐานรากของก้นคลอง
ชาวบ้านผู้เดือดร้อนกว่ายี่สิบชีวิต ยืนมุงล้อมกรอบดูช่องโหว่นั้นด้วยสีหน้าหนักอึ้งและสิ้นหวัง
หลินจิ้งซานเหลือบไปเห็นบุตรสาว ก็รีบสาวเท้าเดินตรงเข้ามาหาทันที
“เสี่ยวเถียน! เหตุใดเจ้าจึงเดินทางมาถึงที่นี่ ร่างกายเพิ่งจะฟื้นไข้ ยังไม่หายดีเลยนะลูก!”
“หัวหน้าหวังแจ้งว่า คลองส่งน้ำถูกคนร้ายขุดทำลาย ลูกจึงร้อนใจอยากจะมาดูให้เห็นกับตาเจ้าค่ะ”
สายตาคมกริบของหลินจิ้งซาน ตวัดเลื่อนไปจับจ้องยังหวังเทียนซานที่ยืนอยู่ด้านหลังทันที หัวหน้ามือปราบหนุ่ม ผู้มีใบหน้าถมึงทึงดุดันราวกับคนพร้อมจะจับใครโยนเข้าซังเตได้ทุกเมื่อ ยืนนิ่งงันรับสายตากดดันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยตอบโต้ด้วยสีหน้าราบเรียบ ไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย
“ข้าน้อย เพียงแค่แจ้งคุณหนูว่า ท่านนายอำเภอกำลังตามหาตัวนางอยู่ขอรับ”
“แต่ข้าไม่ได้สั่งให้เจ้าพานางมาที่คลองนี่!”
“ข้าน้อยก็ไม่ได้เป็นผู้พามาขอรับ...คุณหนูเป็นผู้ออกเดินนำหน้ามาเอง!!”
หลินจิ้งซานอ้าปากค้าง พะงาบๆ เตรียมจะด่า ทว่าสุดท้ายก็ต้องหุบปากฉับลงไป บิดาผู้ปกครองเมืองกับหัวหน้ามือปราบจอมกวนสบตากันอย่างดุเดือดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่นายอำเภอผู้เหนื่อยล้าจะตัดสินใจปลงตกและยอมรับความจริงข้อหนึ่งว่า ในสภาวะหน้าสิ่วหน้าขวานช่วงภัยแล้งเช่นนี้การมามัวยืนต่อล้อต่อเถียงกับลูกน้องหน้าตายที่มักจะพูดความจริงทื่อๆ เกินไปนั้น มีแต่จะบั่นทอนอายุขัยของตนเองให้สั้นลงเสียเปล่าๆ!
เขาจึงเบนเข็มหันกลับมาอธิบายสถานการณ์ให้บุตรสาวฟังแทน
“คลองผันน้ำเส้นนี้ รับมวลน้ำมาจากลำธารบนภูเขาใหญ่แม้ในฤดูแล้งเช่นนี้ปริมาณน้ำจะลดน้อยถอยลงไปมากแต่ตามปกติแล้วก็ยังคงมีน้ำซึมไหลเอื่อยๆ ลงมาเรื่อยๆ พอให้พวกเราได้ผันไปใช้หล่อเลี้ยงแปลงผักและที่นาบางส่วนทางตอนเหนือของอำเภอได้”
หลินเสี่ยวเถียนเดินเข้าไปใกล้ เพ่งพินิจมองช่องโหว่ที่พังทลาย
“หมายความว่า เมื่อคืนนี้ คลองเส้นนี้ก็ยังมีน้ำกักเก็บอยู่หรือเจ้าคะ?”
“ยังมีอยู่ขอรับคุณหนู”
ผู้ที่เอ่ยตอบ กลับเป็นชายชราผมหงอกขาวในชุดเสื้อป่านเก่าซอมซ่อ เขารีบก้าวออกมาอธิบายเสริม
“แม้น้ำจะไม่ได้มีปริมาณมากมายอันใดแต่ก็ยังพอมีกำลังไหลไปถึงบ่อพักน้ำด้านล่างได้ขอรับ วันเว้นวัน พวกข้าน้อยจะเปิดทางน้ำ ผันให้น้ำไหลลงไปหล่อเลี้ยงตามแปลงเพาะปลูก ทว่าวันนี้ พอฟ้าสาง ข้าน้อยเดินมาตรวจดูก็พบว่าคันดินมันพังทลายลงมาเสียแล้วขอรับ”
หลินเสี่ยวเถียนพยักหน้ารับรู้ก่อนจะค่อยๆ ก้าวเท้าเดินไต่ลงไปในก้นคลองที่แห้งขอด
“ระวังนะเสี่ยวเถียน!”
หลินจิ้งซานร้องเสียงหลงด้วยความห่วงใย เมื่อเห็นบุตรสาวทำท่าจะก้าวไต่ลงไปเบื้องล่าง นางหันกลับมาส่งยิ้มบางๆ
“ลูกแค่จะลงไปสำรวจดูร่องรอยใกล้ๆ ไม่ได้คิดจะกระโดดลงไปเล่นน้ำหรอกนะเจ้าคะท่านพ่อ”
ผู้เป็นบิดาก้มมองก้นคลองที่แห้งผาก เสียจนแทบจะไม่มีความชื้นพอให้มดกินประทังชีวิตแล้วก็ได้แต่นิ่งเงียบพูดไม่ออกทว่าในห้วงลึกของจิตใจ นายอำเภอหลินกลับเกิดความรู้สึกประหลาดใจระคนตื้นตันขึ้นมาระลอกหนึ่ง...
บุตรสาวของเขา นับตั้งแต่ฟื้นตื่นจากพิษไข้ปางตายคราวนั้น ช่างมีพฤติกรรมผิดแผกไปราวกับกลายเป็นคนละคน แต่ก่อนแต่ไรมาเสี่ยวเถียนในสายตาของเขา มักจะให้ความสนใจเพียงเรื่องเสื้อผ้าเครื่องประทินโฉม ความสวยความงาม และเฝ้าใฝ่ฝันถึงบุรุษและความรัก ตามประสาคุณหนูในห้องหอทั่วไป ทว่าบัดนี้นางกลับยอมลดตัวลงมาคลุกฝุ่นคลุกดิน สนอกสนใจกิจการบ้านเมือง ใส่ใจความทุกข์ยากของราษฎร ถึงขั้นเป็นธุระกระตือรือร้น คิดอ่านหาพืชพรรณสายพันธุ์ใหม่ๆ มาช่วยต่อชีวิตให้แก่ชาวบ้านที่กำลังอดอยาก!
หลินจิ้งซานลอบมองแผ่นหลังบอบบางของบุตรสาว 'หรือบางที การเฉียดกรายเข้าใกล้ประตูปรโลกมาหนึ่งหน ประกอบกับวิกฤตเสบียงอาหารในจวนที่ร่อยหรอลงไปทุกวี่วัน จะเป็นบทเรียนราคาแพง ที่ช่วยหล่อหลอมกระตุ้นเตือนให้นางเติบโตเป็นผู้ใหญ่ และคิดอ่านได้ในชั่วข้ามคืนกันนะ?'
บิดาผู้รักลูกหลงลูก ลอบพยักหน้ากับตนเองด้วยความปลาบปลื้มใจ ถึงแม้ว่าจะมีสิ่งหนึ่งที่ยังคงเหมือนเดิม หรืออาจจะกำเริบหนักยิ่งกว่าเดิม นั่นก็คือ... ดูเหมือนว่าฝีปากของนาง จะฟื้นตัวกลับมาได้รวดเร็วกว่าอวัยวะส่วนอื่นๆ ในร่างกายมากนัก!
หลินเสี่ยวเถียนย่อตัวลงนั่งยองๆ ตรงบริเวณคันดินที่พังทลาย ใช้นิ้วเรียวปาดสัมผัสผิวดินก่อนจะหยิบก้อนดินก้อนหนึ่งขึ้นมาขยี้พิจารณาดูอย่างละเอียด หวังเทียนซานเดินตามลงมาประกบยืนอยู่เบื้องหลัง
“คุณหนูค้นพบสิ่งใดผิดสังเกตหรือ?”
“ดินในส่วนนี้ ไม่ได้พังทลายลงมาเพราะแรงดันของน้ำ” หลินเสี่ยวเถียนชี้นิ้วไปยังรอยตัดขอบของช่องที่พัง
“หากดินคันคลองทรุดตัวและถูกน้ำกัดเซาะพังทลายตามธรรมชาติ ขอบรอยแตกของมันก็ควรจะมีลักษณะโค้งมนและมีร่องรอยของการไหลของน้ำ ทว่าตรงจุดนี้ กลับมีรอยตัดที่ค่อนข้างเป็นเส้นตรง อีกทั้ง กอหญ้าที่ชาวบ้านนำมาปลูกคลุมหน้าดินเพื่อช่วยเสริมความแข็งแรงของคันคลอง ก็มีร่องรอยถูกของมีคมฟันขาดฉับจากทางด้านล่างอย่างจงใจ”
หวังเทียนซานย่อตัวลงมานั่งชันเข่าข้างหนึ่ง ตรวจสอบจุดที่นางชี้บอก เวลาผ่านไปไม่นาน เขาก็ชักมีดสั้นประจำกายออกมา ใช้ปลายมีดเขี่ยแซะชั้นดินออกเล็กน้อย เผยให้เห็นรอยบากของคมโลหะหลายแนว ที่สับฝังลึกลงไปบนเนื้อไม้เสาเข็มที่ถูกตอกฝังอยู่ใต้ฐานคันคลอง
สีหน้าของหลินจิ้งซานแปรเปลี่ยนเป็นตึงเครียดทันที
“จงใจขุดเจาะทำลายจริงๆ ด้วย...”
ชาวบ้านที่มุงดูอยู่รอบๆ เริ่มส่งเสียงฮือฮาดังกระหึ่มขึ้นด้วยความโกรธแค้น ชายฉกรรจ์คนหนึ่งกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ทุบกำปั้นลงบนฝ่ามือ
“ไอ้ชั่วผู้ใดมันช่างใจจืดใจดำอำมหิตถึงเพียงนี้! น้ำในคลองก็แทบจะไม่มีเหลือให้กินให้ใช้ประทังชีวิตกันอยู่แล้ว มันยังจะมาขุดทำลายคันคลองของพวกเราทิ้งอีก!”
หลินเสี่ยวเถียนไม่ได้สนใจจะเอ่ยตอบโต้ผู้ใด นางลุกขึ้นยืนแล้วเดินก้มหน้าก้มตา สำรวจแกะรอยไปตามพื้นก้นคลองต่อไปอีกประมาณสิบกว่าก้าว ก่อนจะหยุดฝีเท้าลงกะทันหัน ตรงบริเวณนี้ ผืนดินมีความเปียกชื้นมากกว่าจุดอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด นางก้มลงใช้ฝ่ามือแตะสัมผัสพื้นดิน จากนั้น ก็หันขวับไปมองจ้องไปยังพงหญ้ารกชัฏริมตลิ่งทางด้านทิศตะวันตก
“หัวหน้าหวัง ขอยืมมีดสั้นของท่านหน่อย”
หวังเทียนซานถอดปลอกมีดสั้น ยื่นส่งให้นางทันทีโดยไม่เอ่ยปากซักไซ้ให้มากความ
หลินเสี่ยวเถียนรับมีดมา ใช้คมมีดฟันถางกอหญ้ารกชัฏเหล่านั้นออกไปให้พ้นทางและภาพสิ่งที่ถูกซุกซ่อนอำพรางอยู่เบื้องหลังกอหญ้าก็ทำเอาทุกคนในบริเวณนั้น ถึงกับเบิกตาโตตกตะลึง และเงียบกริบไปพร้อมๆ กัน!
ใต้ดงกอหญ้าหนาทึบ ปรากฏร่องน้ำสายเล็กแคบๆ ที่เพิ่งจะถูกขุดขึ้นมาใหม่เอี่ยม! และร่องน้ำสายนี้ ไม่ได้ถูกขุดให้ทอดยาวไปตามแนวคลองส่งน้ำสายหลัก แต่มันกลับถูกขุดหักเลี้ยวเบี่ยงทิศทาง มุ่งหน้าตรงไปยังพื้นที่รกร้างทางด้านทิศตะวันตก! และที่บริเวณปากร่องน้ำนั้น ก็ยังมีร่องรอยของเศษดินเปียกชื้น ที่เพิ่งจะถูกขุดขึ้นมาใหม่ๆ ทิ้งร่องรอยเอาไว้อย่างชัดเจน
หลินเสี่ยวเถียนหรี่ตาแคบลง นัยน์ตาแฝงแววอันตราย
“มวลน้ำมหาศาล ไม่ได้ไหลเหือดแห้งหายไปในอากาศเฉยๆ หรอกนะ”
หวังเทียนซานรับลูกต่อทันที ประสานเสียงสอดรับอย่างรู้ใจ
“แต่มัน ถูกจงใจขุดเบี่ยงทิศทาง ให้ไหลระบายออกไปทางอื่นต่างหาก”
ทั้งสองคนหันมาสบประสานสายตากันอย่างมีความหมาย ครู่ต่อมา หวังเทียนซานก็หันขวับไปสั่งการมือปราบลูกน้องสองนายเสียงเฉียบขาด
“จงแกะรอยตามร่องน้ำเส้นนี้ไป!”
ชาวบ้านหลายคนที่กำลังเลือดขึ้นหน้า รีบคว้าจอบคว้าเสียมวิ่งกรูตามหลังมือปราบไปติดๆ ด้วยความโกรธแค้นหลินเสี่ยวเถียนกับผู้เป็นบิดาเดินตามแกะรอยไปได้ไม่ไกลนักก็ได้พบเห็นสิ่งที่คนร้ายพยายามซุกซ่อนอำพรางเอาไว้ใต้กองกิ่งไม้และใบไม้แห้ง
มันคือท่อไม้ไผ่ขนาดใหญ่หลายสิบลำ ที่ถูกนำมาเจาะทะลวงปล้องและเชื่อมต่อเข้าหากันเป็นทางยาว! ท่อไม้ไผ่เหล่านี้ถูกฝังกลบซ่อนเอาไว้ตื้นๆ ใต้ผืนดิน ทำหน้าที่เป็นท่อลำเลียง ลักลอบสูบผันน้ำจากร่องน้ำที่ขุดใหม่ แล้วลำเลียงส่งตรงออกไปยังพื้นที่รกร้างทางด้านทิศตะวันตกอย่างเป็นระบบ!
ชายชราผู้ทำหน้าที่ดูแลคลอง ถึงกับเข่าอ่อนทรุดลงไปนั่งสั่นเทาอยู่กับพื้น
“นะ... นี่... นี่มันปล้นกันชัดๆ!”
หลินจิ้งซานสีหน้ามืดทะมึน เย็นเยียบดุจน้ำแข็ง
“ปลายทางของท่อไม้ไผ่พวกนี้ มันไปสิ้นสุดอยู่ที่ใด?”
ชาวบ้านผู้คุ้นเคยกับภูมิประเทศคนหนึ่ง รีบเอ่ยตอบทันที
“ทางด้านทิศตะวันตกนั้น เป็นพื้นที่ของนาร้างและสวนหม่อนเก่าขอรับใต้เท้า ถัดออกไปอีกไม่ไกล ก็จะเป็นแปลงที่ดินผืนใหญ่ ซึ่งได้ข่าวว่าเพิ่งจะมีการเปลี่ยนมือเจ้าของไปเมื่อไม่นานมานี้เองขอรับ”
“ผู้ใดเป็นคนกว้านซื้อที่ดินผืนนั้นไป?”
*****
