ตอนที่ 6 แบ่งปัน
ตอนที่ 6 แบ่งปัน
เมื่อมาถึงกระท่อมท้ายหมู่บ้าน พรานจางก็ช่วยแล่เนื้อหมูออกเป็นส่วนๆ เลือดหมูบางส่วนถูกรองใส่ถังไม้ไว้ เนื้อสามชั้นที่ติดมันหนาๆ ซูหลันมองดูมันด้วยแววตาเป็นประกาย
พรานจางรับขาหลังและเครื่องในไปตามสัญญา เขาจากไปพร้อมกับสีหน้าที่ดูพอใจขึ้นบ้าง เมื่อซูหลันแบ่งมันหมูให้เขาส่วนหนึ่ง
หลังจากพรานจางแบกขาหลังหมูป่าและเครื่องในเดินลับตาไป หวังซูหลันก็ทรุดตัวลงนั่งบนขอนไม้หน้ากระท่อมอย่างหมดสภาพ แขนทั้งสองข้างสั่นระริกจนแทบจะยกไม่ขึ้น คราบเลือดแห้งกรังบนใบหน้าและเสื้อผ้าส่งกลิ่นคาวคละคลุ้ง แต่นางไม่มีเวลาให้พักนานนัก แสงแดดที่เริ่มคล้อยต่ำลงเป็นสัญญาณเตือนว่านางต้องจัดการกับเนื้อกองพะเนินนี้ก่อนที่แมลงวันจะตอมหรือเน่าเสีย
นางมองดูมีดคู่กายที่ดูทื่อและเต็มไปด้วยคราบสนิมและคราบเลือดแห้งกรัง หากจะแล่เนื้อหมูป่าหนังหนาให้สวยงามและรวดเร็ว มีดที่ทื่อเช่นนี้มีแต่จะทำให้เสียเวลาและเสียเนื้อเปล่าๆ
นางเดินไปหลังกระท่อม หยิบหินลับมีดทรงยาวที่มีรอยเว้าแหว่งตามกาลเวลาขึ้นมาล้างน้ำให้สะอาด ซูหลันนั่งลงบนม้านั่งเตี้ยๆ วางหินลับมีดลงบนพื้น พรมน้ำลงบนผิวหินจนเปียกชุ่ม แล้วเริ่มลงมือลับมีด
สวบ... สวบ... สวบ...
เสียงเหล็กกล้าเสียดสีกับหน้าหินดังจังหวะสม่ำเสมอ ซูหลันใช้ปลายนิ้วกดน้ำหนักลงบนใบมีดอย่างพอเหมาะ นางใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดคราบผงเหล็กสีเทาเข้มออก ก่อนจะพรมน้ำซ้ำแล้วเริ่มลับในจังหวะที่เร็วขึ้น แสงอาทิตย์ยามเย็นที่รอดผ่านยอดไม้สะท้อนลงบนใบมีดที่เริ่มเผยความเงาวาวออกมาทีละน้อย จากเหล็กสีดำที่เต็มไปด้วยสนิม บัดนี้เริ่มปรากฏคมสีเงินวาว
ซูหลันยกมีดขึ้นมาในระดับสายตา ใช้นิ้วโป้งลูบผ่านคมมีดเบาๆ อย่างระมัดระวัง ความเย็นเฉียบและแรงต้านเพียงนิดบอกให้นางรู้ว่ามีดเล่มนี้พร้อมจะทำงานแล้ว
ซูหลันลุกขึ้นยืน กระชับด้ามมีดที่เข้ามือกว่าเดิม แล้วเริ่มลงมือจัดการกับกองเนื้อหมูป่าด้วยความคล่องแคล่ว
“ต้องแบ่งให้ป้าหลี่ก่อน...” นางพึมพำ ก่อนจะเลือกเนื้อส่วนสะโพกที่แน่นและมีมันติดพอประมาณน้ำหนักราว 2 ชั่ง พร้อมกับมันแข็งอีกนิดหนึ่งใส่ลงในตะกร้า
นางหิ้วตะกร้าเดินกลับไปยังบ้านป้าหลี่ เมื่อไปถึงลานบ้าน ป้าหลี่ที่กำลังป้อนน้ำให้อาเหมยอยู่นั้นถึงกับกระบวยหลุดมือ
“ตายแล้ว! ซูหลัน!” ป้าหลี่ร้องเสียงหลง ก่อนจะรีบวิ่งเข้ามาประคอง “เจ้าบาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า? โถ่เอ๊ย ข้าบอกแล้วว่าอย่าเข้าไปในป่าลึกมันอันตราย!”
อาหลงและอาเหมยเมื่อเห็นสภาพแม่ที่เต็มไปด้วยเลือดก็วิ่งเข้ามากอดขาแม่ไว้แน่น อาเหมยน้อยเริ่มเบะปากร้องไห้จ้า “ท่านแม่...ท่านแม่เจ็บไหม ฮือออ…”
ซูหลันฝืนยิ้มแห้งๆ ลูบหัวลูกสาวด้วยมือที่พยายามเช็ดคราบเลือดออกแล้ว แต่มันออกไม่หมด “แม่ไม่เจ็บลูก...นี่ไม่ใช่เลือดแม่ แต่เป็นเลือดหมูป่า”
นางวางตะกร้าลงบนแคร่ไม้ เปิดผ้าคลุมออกเผยให้เห็นเนื้อหมูชิ้นโตที่แดงสด “ป้าหลี่เจ้าคะ นี่เนื้อหมูส่วนสะโพกกับมันหมู ข้าเอามาให้ท่านเจ้าค่ะ ขอบคุณที่ช่วยดูแลเด็กๆ ให้ข้าในวันนี้”
ป้าหลี่ตาค้าง มองเนื้อหมูสลับกับหน้าซูหลัน “หมูป่า? เจ้าไปเอามาจากไหนกัน? อย่าบอกนะว่าเจ้าล่ามันเอง!”
ซูหลันเล่าเรื่องราวให้ป้าหลี่ฟังอย่างย่อๆ จนถึงการปะทะฝีปากกับพรานจาง ป้าหลี่ฟังไปพลางเอามือทาบอกไปพลาง ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
“เจ้ามันใจเด็ดจริงๆ ซูหลัน...แต่เนื้อนี่ ข้ารับไว้ไม่ได้หรอก มันมีค่าเกินไป เจ้านำไปขายในเมืองเถอะ บ้านข้ายังมีพอกินอยู่บ้าง เจ้าเก็บไว้เถอะนะ” ป้าหลี่พยายามดันตะกร้าคืน
ซูหลันจับมือป้าหลี่ไว้แน่น นางเห็นภาพความทรงจำจากร่างเดิม ซูหลันมาขอยืมข้าวสารกับป้าหลี่บ่อยครั้งจนนางละอายไม่กล้ามายืมอีก เพราะหาคืนไม่ได้
“ป้าหลี่เจ้าคะ ท่านช่วยข้ากับลูกมามาก ในยามที่คนทั้งหมู่บ้านหันหลังให้พวกเรา มีเพียงท่านที่ให้ข้ายืมข้าวสาร และหมั่นโถวที่ท่านให้เด็ก ๆ กินข้าไม่เคยลืม เนื้อชิ้นนี้เทียบไม่ได้เลยกับน้ำใจของท่าน อีกอย่าง...วันข้างหน้าข้ายังต้องรบกวนฝากลูกๆ ไว้กับท่านอีกบ่อยครั้ง หากท่านไม่รับไว้ ข้าคงไม่กล้ามาเหยียบที่นี่อีก”
เมื่อเห็นความมุ่งมั่นในดวงตาของลูกสะใภ้ตระกูลจ้าวที่เปลี่ยนไปเป็นคนละคน ป้าหลี่ก็ถอนหายใจยาวพลางเช็ดน้ำตาที่รื้นขึ้นมา “ได้...ได้ ข้ารับไว้ก็ได้ ขอบใจเจ้ามากนะซูหลัน”
ป้าหลี่รีบเดินเข้าไปในครัวชั่วครู่ ก่อนจะออกมาพร้อมกับถุงผ้าเล็กๆ สองถุงและไหดินเผาใบย่อม “ในเมื่อเจ้ายืนยันจะให้เนื้อ ข้าก็ไม่มีอะไรจะตอบแทน นอกจากเกลือกับข้าวสารหยาบอีกนิดหน่อย เอาไปเถอะ ข้ารู้ว่าที่กระท่อมเจ้าคงไม่มีเหลือแล้ว”
ซูหลันรับของมาด้วยความซาบซึ้ง “ขอบคุณป้าหลี่มากเจ้าค่ะ เกลือนี้สำคัญกับข้ามากจริงๆ ข้าต้องรีบกลับไปจัดการเนื้อที่เหลือ ไม่อย่างนั้นมันจะเน่าเสียก่อน”
นางจูงมือลูกทั้งสองเดินกลับกระท่อมด้วยหัวใจที่พองโต แม้ร่างกายจะประท้วงด้วยความล้า แต่ภารกิจถนอมอาหารรออยู่ตรงหน้า
เมื่อกลับถึงกระท่อม ซูหลันเริ่มบริหารจัดการเวลาทันที นางสั่งให้อาหลงช่วยเก็บกิ่งไม้แห้งและใบสนรอบๆ บ้านมากองไว้ ส่วนอาเหมยให้ช่วยเด็ดใบผักชีล้อมที่เหลือจากเมื่อวานเตรียมไว้
ซูหลันเริ่มจากการแล่เนื้อหมูป่าให้เป็นเส้นยาวๆ ขนาดพอเหมาะ เลาะพังผืดและไขมันส่วนเกินออก
จากนั้นนางก็นำเกลือเม็ดที่ได้จากป้าหลี่มาตำให้ละเอียด ผสมกับพิมเสนต้นที่เก็บมาสับจนขึ้นกลิ่นหอมเย็น นางนำเกลือสมุนไพรนี้มานวดลงบนเนื้อหมูทุกชิ้นอย่างพิถีพิถัน
ซูหลันใช้กิ่งไม้สดทำเป็นราวแขวนเหนือกองไฟขนาดใหญ่ที่ลานหน้าบ้าน ควบคุมไม่ให้ไฟลุกโชน ใช้ใบไม้สดและกิ่งสนชื้นๆ ปิดทับลงไปบนถ่านร้อนเพื่อให้เกิดควันสีขาวหนาทึบ
กลิ่นควันไม้ผสมกับกลิ่นหอมของเนื้อหมูที่ถูกความร้อนเริ่มโชยไปทั่วบริเวณ อาเหมยน้อยนั่งมองควันไฟตาปริบๆ พลางกลืนน้ำลาย นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตของเด็กน้อยที่จะได้กินเนื้อหมู
ในขณะที่เนื้อกำลังรับควันอยู่นั้น ซูหลันก็หันมาจัดการกับขุมทรัพย์อีกอย่าง นั่นคือมันหมูแข็ง นางนำมันหมูมาหั่นเป็นลูกเต๋าเล็กๆ แล้วลงกระทะดินเผาใบเก่า ทันทีที่มันหมูสัมผัสความร้อน กลิ่นหอมมันเย้ายวนใจเริ่มกระจายตัว
ไม่นานนัก น้ำมันใสๆ ก็ไหลออกมาจากชิ้นมันหมู ซูหลันตัก กากหมูสีเหลืองทองขึ้นมาพักไว้ กลิ่นของมันทำให้อาหลงถึงกับกลืนน้ำลาย
“อาหลง อาเหมย มานี่มาลูก” นางเรียกเด็กๆ แล้วยื่นถ้วยกากหมูกรอบๆ ที่โรยเกลือนิดๆ ให้พวกเขาลองชิม
“กรอบจังเลย เค็มๆ มันๆ อร่อยที่สุดเลยท่านแม่!” อาเหมยส่ายหัวด๊อกแด๊กด้วยความถูกใจ แววตาที่เคยเศร้าหมองของเด็กน้อยหายไปสิ้น
ซูหลันมองภาพนั้นแล้วยิ้มออกมาอย่างมีความสุข น้ำมันหมูที่ได้นางเทใส่ไหดินเผาเล็กๆ ไว้ใช้วันหลัง ส่วนเนื้อที่รมควันไว้ นางตั้งใจจะทำทิ้งไว้ข้ามคืน โดยให้อาหลงช่วยดูไฟห่างๆ ในขณะที่นางเตรียมมื้อค่ำ
มื้อค่ำวันนี้พิเศษกว่าวันไหนๆ ซูหลันทำข้าวต้มใส่เนื้อหมูป่าสับละเอียดและกากหมูที่เหลือ โรยหน้าด้วยผักชีล้อมป่า กลิ่นหอมของน้ำมันหมูและเนื้อหมูสับ ทำให้ข้าวต้มหม้อนี้มีรสชาติเข้มข้นจนเด็กๆ ต้องขอเติมเพิ่มอีกคนละสองถ้วย
หลังจากส่งลูกๆ เข้านอนแล้ว ซูหลันก็ไม่ได้พักผ่อน นางขยับกายที่หนักอึ้งเดินกลับเข้าครัว แสงตะเกียงน้ำมันริบหรี่สะท้อนใบหน้าซูบผอมที่เปื้อนคราบเขม่าดินและเลือดแห้งกรัง นางหยิบถังไม้ที่ใส่เลือดหมูไว้ซึ่งเริ่มจับตัวเป็นก้อนหยุ่น ๆ ออกมา
นางนำก้อนเลือดเหล่านั้นมาตัดเป็นทรงเหลี่ยมพอดีคำ ในครัวไม่มีขิงบ้าน มีเพียงขิงป่ากับกระเทียมป่าที่นางขุดติดมือมาจากชายป่าเมื่อบ่าย นางใช้สันมีดทุบขิงป่ากับกระเทียมป่าจนแตก จากนั้นก็ตั้งหม้อดินใส่น้ำรอจนเดือดพล่านก่อนจะหย่อนก้อนเลือดและขิงกับกระเทียมลงไป เสียงน้ำเดือดปุด ๆ ผสานกับความเงียบงันของราตรีทำให้นางมีเวลาจมอยู่กับความคิดของตนเอง
