ตอนที่ 7 แกงจืดเลือดหมู
ตอนที่ 7 แกงจืดเลือดหมู
คืนนั้นซูหลันไม่ได้นอนเต็มอิ่มนัก นางต้องลุกขึ้นมาเติมฟืนและดูควันไฟที่ใช้รมควันเนื้อหมูอยู่ทุกๆ ครึ่งชั่วยาม จนกระทั่งแสงเงินแสงทองเริ่มจับขอบฟ้า เนื้อหมูที่แขวนไว้เหนือกองไฟเริ่มมีสีแดงเข้มจัด ผิวรอบนอกแห้งตึงและส่งกลิ่นหอมรมควันไม้สนผสมกับกลิ่นพิมเสนต้นป่าอย่างเป็นเอกลักษณ์
“อาหลง อาเหมย ตื่นได้แล้วลูก” ซูหลันเข้าไปปลุกเด็กๆ นาวมองดูอาหลงและอาเหมยที่เพิ่งงัวเงียตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกสะท้อนใจ เด็กน้อยทั้งสองมอมแมมจนแทบจำเค้าเดิมไม่ได้ เส้นผมพันกันยุ่งเหยิงและคราบเขม่าควันที่เกิดจากการนั่งเฝ้าหน้าเตาเมื่อวานติดอยู่แก้มและหน้าผาก
ตัวนางเองก็สภาพไม่ต่างกัน คราบเลือดหมูป่าที่แห้งกรังติดอยู่ตามซอกเล็บและชายเสื้อส่งกลิ่นคาวจางๆ ผสมกับกลิ่นควันไฟจนเหม็นหืน
“อาหลง อาเหมย...มาหาแม่มาลูก” นางเรียกเสียงนุ่ม พลางใช้ปลายนิ้วเกลี่ยขี้ตาออกจากหางตาของลูกสาวคนเล็ก “แม่จะพาพวกเจ้าไปอาบน้ำที่ลำธารให้สดชื่นเสียหน่อยดีไหม?”
อาเหมยน้อยตาเป็นประกาย “ดีเจ้าค่ะ อาเหมยอยากอาบน้ำ ตัวอาเหมยเหนียวไปหมดแล้ว”
ส่วนอาหลงก็พยักหน้าเห็นด้วย “ข้าก็รู้สึกคันตามตัวแล้วขอรับท่านแม่ เมื่อคืนควันไฟเยอะเหลือเกิน”
ซูหลันยิ้มอย่างเอ็นดู นางหยิบผ้าผืนเก่าที่พอจะใช้เช็ดตัวได้กับถังไม้ใบย่อม จูงมือเด็กทั้งสองมุ่งหน้าไปยังลำธาร
เมื่อไปถึงริมลำธาร จุดเดิมที่น้ำใสสะอาดและตื้นเขิน ซูหลันวางถังไม้ลงแล้วหันมาจัดการถอดเสื้อผ้าปะชุนของลูกๆ ออกทีละคน ร่างกายที่ซูบผอมจนเห็นซี่โครงของลูกทั้งสองทำให้นางใจหายวูบอีกครั้ง นางสาบานในใจว่าภายในเดือนนี้ นางจะต้องขุนให้เด็กสองคนนี้มีแก้มยุ้ยให้ได้
นางพาเด็กๆ ก้าวลงไปในน้ำ ใช้เศษผ้าชุบน้ำค่อยๆ ขัดคราบไคลตามซอกคอและข้อพับแขนพับขาของแต่ละคนอย่างเบามือ
“โอ๊ย...ท่านแม่ ตรงนั้นอาเหมยจั๊กจี้เจ้าค่ะ!” เด็กหญิงหัวเราะร่าเมื่อถูกแม่ถูกรักแร้
สำหรับอาหลงนั้น ซูหลันเน้นขัดถูที่มือและเท้าเป็นพิเศษ มือของเด็กน้อยมือสากไปหมด นางมองดูรอยแผลเป็นเก่าๆ บนตัวลูกชายด้วยแววตาเจ็บปวด แต่นางไม่ได้พูดอะไรออกมา
เมื่อเด็กๆ สะอาดจนผิวเริ่มขึ้นสีชมพูระเรื่อจากความเย็นของน้ำ นางก็พาพวกเขาขึ้นมาใส่เสื้อผ้า แล้วให้นั่งรออยู่บนโขดหิน
“นั่งรอแม่ตรงนี้นะลูก แม่ขอจัดการตัวเองครู่เดียว”
ซูหลันหันกลับมาจัดการตัวเอง นางปลดเปลื้องอาภรณ์ที่สกปรกทิ้งไว้ริมฝั่ง แล้วก้าวลงสู่ใจกลางลำธารที่น้ำลึกขึ้นระดับเอว ความเย็นยะเยือกของสายน้ำแทรกซึมเข้าสู่ผิวหนัง ช่วยปลุกความตื่นตัวและชะล้างความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดสองวัน
นางใช้มือวักน้ำขึ้นมาลูบไล้ใบหน้าและลำคอ คราบเลือดและเขม่าไฟไหลรินไปตามกระแสน้ำ นางสางผมที่ยาวพะรุงพะรังออกแล้วจุ่มหัวลงในน้ำสลัดความสกปรกทิ้งไป แม้จะไม่มีสบู่หอมๆ เหมือนในโลกก่อน แต่นางพบว่าดินโคลนละเอียดบางจุดใต้ลำธารเมื่อนำมาขัดตัวเบาๆ ก็ช่วยขจัดคราบมันได้ดีอย่างเหลือเชื่อ
เมื่อชำระล้างจนมั่นใจว่าสะอาดแล้ว ซูหลันก็ก้าวขึ้นจากน้ำ ผิวพรรณที่เคยหยาบกร้านดูสดใสขึ้นเล็กน้อย นางสวมเสื้อผ้าชุดเดิมที่สะบัดฝุ่นออกแล้ว แม้มันจะยังขาดวิ่นแต่นางตั้งใจว่าวันนี้จะนำเงินที่ได้จากการขายเนื้อหมูไปซื้อผ้ามาตัดชุดใหม่ให้ตัวเองกับลูกๆ
ก่อนจะกลับกระท่อม นางเด็ดผักชีล้อมยอดอ่อนๆ ใส่ลงในตะกร้าจนเต็ม จากนั้นนางก็ก้มลงตักน้ำใสๆ จากจุดที่น้ำไหลแรงใส่จนเต็มถังไม้เพื่อนำกลับไปใช้ปรุงอาหารและดื่ม
อาหลงเห็นแม่หิ้วถังน้ำ เขาก็รีบวิ่งเข้ามาช่วย “ท่านแม่ ข้าช่วยถือขอรับ”
“เจ้ายังเล็กนักอาหลง ถือเพียงตะกร้าผักก็พอ น้ำนี่แม่ถือเอง” นางยิ้มให้ลูกชายที่รู้ความเกินเด็กจนน่าเอ็นดู
เมื่อกลับมาถึงกระท่อม ซูหลันก็เริ่มก่อไฟทำอาหารทันที น้ำในถังไม้ถูกเทลงในหม้อดิน เมื่อน้ำเดือดนางก็ใส่กระดูกหมูลงไป และนำก้อนเลือดหมูที่หั่นเตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อคืนออกมา ก้อนเลือดสีน้ำตาลเข้มเด้งดึ๋งราวกับวุ้นชั้นดี นางนำมันมาล้างน้ำเปล่าอีกรอบเพื่อล้างเมือกคาวออก
เมื่อน้ำในหม้อเดือดจนส่งไอขาวฟุ้งอีกครั้ง ซูหลันก็หย่อนขิงและกระเทียมป่าลงไปเพื่อดับคาว ตามด้วยเกลือเม็ดหยาบที่เหลือเพียงก้นถุง กลิ่นหอมของสมุนไพรเริ่มโชยออกมา
จากนั้นนางก็ค่อยๆ หย่อนก้อนเลือดหมูลงไปในน้ำเดือด พร้อมกับเนื้อหมูป่าส่วนสันนอกที่นางแบ่งไว้สับจนละเอียดแล้วปั้นเป็นก้อนเล็กๆ ใส่ลงไปติดๆ กัน เนื้อหมูสับเมื่อโดนน้ำร้อนก็เริ่มสุกเปลี่ยนเป็นสีชมพูอ่อนและลอยตัวขึ้นมา
สุดท้าย นางกำผักชีล้อมที่อาเหมยเด็ดไว้โยนลงไปในหม้อ ความร้อนทำให้ผักสีเขียวสลดลง กลิ่นหอมฉุนเฉพาะตัวของผักชีล้อมกับกระดูกหมูช่างชวนน้ำลายสอ
“หอมมากเลยเจ้าค่ะท่านแม่! ข้าอยากกินแล้ว!” อาเหมยร้องบอกพร้อมกับถือถ้วยดินเผามารอหน้าเตา
ซูหลันตักแกงจืดร้อนๆ แบ่งใส่ถ้วยให้ลูกทั้งสอง ก้อนเลือดหมูที่นุ่มละลายในปาก และน้ำซุปที่หวานหอมกลมกล่อมจากสมุนไพรป่า ทำให้เด็กน้อยทั้งสองกินอย่างลืมตาย
“กินช้าๆ ลูก...ระวังร้อน” นางเตือนพลางลูบหลังลูกสาว
ตัวซูหลันเองซดน้ำซุปร้อนๆ เข้าไปอึกใหญ่ ความร้อนของแกงจืดช่วยกระตุ้นให้ร่างกายที่อ่อนเพลียกลับมามีกำลังอีกครั้ง
หลังจากมื้อเช้าที่แสนอร่อยจบลง ซูหลันเดินไปดูเนื้อหมูรมควันที่แขวนไว้บนกองไฟ เนื้อเริ่มแห้งและเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้มสวยงาม กลิ่นควันไม้พิมเสนต้นป่าซึมลึกเข้าสู่ทุกอณูเนื้อ
“อาหลง...เดี๋ยวแม่จะนำเนื้อหมูพวกนี้บางส่วนไปขายในเมือง เจ้าอยู่กับน้องที่นี่เฝ้าเนื้อให้แม่ได้ไหม? หรือจะให้แม่พาพวกเจ้าไปฝากไว้ที่บ้านป้าหลี่?”
อาหลงนิ่งคิดครู่หนึ่ง ดวงตาคมกริบของเด็กน้อยกวาดมองไปที่ราวแขวนเนื้อหมูรมควันจำนวนมากที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วบริเวณ ก่อนจะเงยหน้ามองมารดาด้วยสีหน้าเป็นกังวล
“ท่านแม่...หากท่านไปเมือง แล้วท่านย่ามาที่นี่เห็นเนื้อพวกนี้...นางต้องแย่งไปจนหมดแน่”
คำพูดของอาหลงทำให้ซูหลันชะงักฝีเท้าที่กำลังจะก้าวไปเก็บเนื้อใส่ตะกร้า นางลืมคิดเรื่องนี้ไปเสียสนิท!
“นั่นสินะ...แม่ก็ลืมนึกไป ป่านนี้ที่บ้านใหญ่คงรู้เรื่องที่แม่ได้หมูป่ามาจากนายพรานจางแล้วแน่ๆ” ซูหลันขมวดคิ้วมุ่น นางมองไปรอบกระท่อมผุๆ ที่ไม่มีแม้แต่กลอนประตูที่แข็งแรง จะเอาไปซ่อนใต้แคร่หรือ? นางจ้าวก็คงรื้อจนเจอ จะเอาไปซ่อนในป่า? สัตว์ป่าก็คงคาบไปกิน
“อาหลง เจ้าช่วยแม่ขุดหลุมหลังบ้านเร็วเข้า! เราต้องเอาเนื้อยัดใส่ไหดินเผาแล้วฝังดินไว้ก่อน ส่วนที่เหลือแม่จะรีบแบกไปขายในเมืองให้หมด”
ยังไม่ทันที่ซูหลันจะหยิบจอบเก่าๆ ขึ้นมา เสียงที่นางเกลียดแสนเกลียดก็ดังแหวมาแต่ไกล
“นั่นไง! ข้าว่าแล้ว กลิ่นมันหอมโชยไปถึงศาลเจ้าหมู่บ้าน! นังซูหลัน! นังลูกสะใภ้เลว เจ้าแอบซุกซ่อนเนื้อไว้กินคนเดียวรึ!”
