ตอนที่ 5 สยบอสูรเขี้ยวตัน
ตอนที่ 5 สยบอสูรเขี้ยวตัน
นางเดินลึกเข้าไปในเขตป่าดิบแล้ง ต้นไม้เริ่มหนาตาขึ้น แสงแดดที่เคยแผดเผาถูกบดบังด้วยยอดไม้สีเขียวขจี ซูหลันกวาดสายตามองหาพืชสมุนไพรหรือของป่าที่มีค่า ในความทรงจำของโลกก่อน นางเคยดูสารคดีเกี่ยวกับเห็ดและพืชมีพิษมาบ้าง ซึ่งมันมีประโยชน์อย่างมากในยามนี้
“นั่นมัน...เห็ดหูหนู!”
นางตาเป็นประกายเมื่อเห็นกลุ่มเห็ดสีน้ำตาลเข้มเกาะอยู่ตามขอนไม้ผุใกล้น้ำตกเล็กๆ นางรีบเก็บพวกมันลงตะกร้าอย่างเบามือ แม้มันจะไม่ใช่ของราคาแพง แต่มันก็เป็นอาหารชั้นดีและเก็บไว้ได้นานหากตากแห้ง
ซูหลันเดินต่อไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมายที่แน่นอน แต่นางอาศัยสังเกตสภาพดินและความชื้น ทันใดนั้น นางก็ได้กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่แสนคุ้นเคยลอยมาตามลม กลิ่นนั้นมันหอมเย็นและสดชื่นจนทำให้นางต้องหยุดชะงัก
นางพยายามดมหาต้นตอของกลิ่น จนกระทั่งเดินมาถึงซอกหินที่มีน้ำซึมออกมาจากหน้าผา ที่นั่น... นางเห็นต้นพืชล้มลุกชนิดหนึ่งมีดอกสีม่วงอ่อนเป็นช่อเล็กๆ
“มิ้นต์ป่า...ไม่ใช่สิ นี่มันพิมเสนต้น!”
ดวงตาของซูหลันเบิกกว้างด้วยความตื่นเต้น พิมเสนต้นเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณมากมาย ทั้งช่วยขับลม แก้จุกเสียด และที่สำคัญ กลิ่นของมันสามารถนำมาทำเครื่องหอมหรือยาดมสมุนไพรได้ ในยุคโบราณแบบนี้ ของจำพวกเครื่องหอมเป็นสิ่งที่สตรีชั้นสูงถวิลหาเป็นอย่างมาก
นางลงมือเก็บพิมเสนใส่ตะกร้าทันที พลางวางแผนในใจ ถ้านางหาทางสกัดเอาน้ำมันหรือตากแห้งไปขายในเมือง น่าจะได้ราคาดีกว่าผักป่าทั่วไปแน่ๆ
ขณะที่กำลังเพลิดเพลินกับการเก็บสมุนไพรอยู่นั้น เสียง กรอบแกรบของใบไม้แห้งที่ถูกเหยียบย่ำก็ดังขึ้นจากพุ่มไม้ด้านหลัง
ซูหลันตัวแข็งทื่อ ก่อนจะรีบหยิบมีดมาถือไว้ในมือแน่น หัวใจเต้นรัวราวกับกลองรบ นางพยายามกวาดสายตามองผ่านช่องว่างของพุ่มไม้
เงาสีดำขนาดใหญ่เคลื่อนไหวอยู่หลังพุ่มไม้หนาม มันไม่ใช่คน... แต่เป็นหมูป่าตัวผู้ที่มีเขี้ยวสีขาวขนาดใหญ่!
สัญชาตญาณเอาตัวรอดบอกให้นางวิ่งหนี แต่ความรู้จากรายการสารคดีเตือนนางว่า การวิ่งหนีหมูป่าในป่ารกชัฏอาจเป็นความคิดที่ผิดมหันต์ เพราะมันวิ่งเร็วกว่าคนมาก ซูหลันพยายามควบคุมลมหายใจ นางค่อยๆ ถอยหลังอย่างช้าๆ โดยไม่ให้เกิดเสียง พลางมองหาต้นไม้ใหญ่ที่พอจะปีนขึ้นไปได้
ทว่า... หมูป่าตัวนั้นดูเหมือนจะรับรู้ถึงการมีอยู่ของนาง มันหันขวับมาทางซูหลัน ดวงตาสีแดงก่ำจับจ้องมาที่ร่างบาง มันส่งเสียงขู่ในลำคอ และเริ่มขุดเท้ากับพื้นดิน เตรียมพร้อมที่จะพุ่งชน
“เอาวะ...สู้ก็ตาย ไม่สู้ก็ตาย!” ซูหลันกัดฟันแน่น นางมองไปรอบๆ เห็นเถาวัลย์ที่ห้อยลงมาจากกิ่งไม้ใหญ่ด้านบน แผนการเสี่ยงตายแวบเข้ามาในหัวทันที
เมื่อหมูป่าพุ่งตัวออกมาด้วยความเร็วราวกับลูกธนู ซูหลันไม่ได้วิ่งหนีเป็นเส้นตรง แต่นางกลับพุ่งตัวเข้าหาโขดหินใหญ่ที่อยู่ใกล้ๆ แล้วใช้แรงเฮือกสุดท้ายโหนเถาวัลย์ขึ้นไปเหนือพื้นดินในวินาทีที่หมูป่าพุ่งชนเข้ากับโขดหินอย่างแรง!
โครม!
เสียงหัวของหมูป่าปะทะกับหินดังสนั่น มันเสียหลักล้มคว่ำลงไปกองกับพื้นด้วยความมึนงง ซูหลันไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอย นางทิ้งตัวลงมาจากเถาวัลย์ ใช้มีดพร้าสนิมเขรอะเล็งไปที่จุดอ่อนบริเวณลำคอของมันด้วยพละกำลังทั้งหมดที่มี
ฉึก!
เลือดสีแดงฉานกระเซ็นเข้าใบหน้าของนาง หมูป่าดิ้นพล่านอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะนิ่งสงบลง ร่างบางทรุดฮวบลงข้างๆ มัน นางหอบหายใจอย่างรุนแรงจนหน้าอกกระเพื่อม มือที่ถือมีดสั่นเทิ้มจนไม่อาจควบคุมได้
น้ำตาแห่งความหวาดกลัวและดีใจไหลอาบแก้ม “ฉันทำได้... ฉันฆ่ามันได้แล้ว!”
เนื้อหมูป่าตัวนี้มีน้ำหนักไม่ต่ำกว่าสามสิบสี่สิบชั่ง! นี่มันคือโชคลาภขนาดใหญ่ที่นางไม่เคยฝันถึง หากนางนำเนื้อไปขาย และเก็บส่วนหนึ่งไว้ทำหมูเค็มตากแห้ง นางกับลูกก็จะมีอาหารกินไปได้อีกนานเป็นเดือน ๆ และอาจมีเงินพอที่จะซื้อเสื้อผ้าใหม่ให้ลูกๆ ได้ด้วย
ซูหลันพักจนเรี่ยวแรงเริ่มกลับมา นางจึงใช้มีดตัดเถาวัลย์มาทำเป็นเชือกผูกหมูป่าแล้วลากไปตามทางเดินลงเขา แม้จะหนักแสนหนักแต่ความหวังที่เต็มเปี่ยมทำให้นางรู้สึกราวกับมีพลังวิเศษ
แต่ทว่านางลากร่างอันหนักอึ้งของมันไปได้เพียงสิบก้าว เข่าทั้งสองข้างของนางก็ทรุดฮวบลงกระแทกพื้นดินอย่างแรง ความเจ็บปวดแล่นปลาบไปทั่วร่าง พละกำลังที่เพิ่งพลุ่งพล่านจากอะดรีนาลีนเมื่อครู่มอดดับลงรวดเร็ว
“โธ่เอ๊ย!...” นางทุบต้นขาตัวเองอย่างขัดใจ น้ำตาแห่งความกดดันเริ่มคลอเบ้า
นางมองดูซากหมูป่าที่นอนนิ่งสนิท เลือดของมันไหลเป็นทาง ท่ามกลางป่าลึกที่เงียบสงัดจนได้ยินเสียงนกกระพือปีก ความคิดหนึ่งแล่นเข้ามาในหัว หากนางทิ้งมันไว้ที่นี่แล้วลงไปตามคนในหมู่บ้านมาช่วย ลาภลอยชิ้นใหญ่ขนาดนี้คงไม่พ้นสายตาของพรานป่าคนอื่น หรือไม่ก็สัตว์นักล่าอย่างหมาป่าที่จะตามกลิ่นคาวเลือดมาในไม่ช้า แต่หากนางยังดึงดันจะลากมันต่อไป นางเองนั่นแหละที่จะขาดใจตายอยู่กลางทางเสียก่อน
“นั่น... นั่นมันหมูป่าของข้านี่!” เสียงแหบพร่าดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของบุรุษร่างสูงใหญ่ ใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเคราและรอยแผลเป็นจางๆ ที่แก้มข้างซ้าย เขาคือพรานจาง
พรานจางเดินดุ่มๆ เข้ามาหาซูหลันด้วยท่าทางคุกคาม ในมือของเขาถือธนูและคันศร “ข้าตามรอยมันมาตั้งแต่เช้า มันถูกลูกธนูของข้าแล้ววิ่งหนีมา เจ้าหัวหมอมาแอบชุบมือเปิบงั้นรึนังซูหลัน!”
ซูหลันโกรธจนตัวสั่น นางชี้มีดไปที่คอของหมูป่า “ท่านพรานจาง อย่ามากล่าวหาพล่อยๆ หมูป่าตัวนี้ไม่มีรอยธนูแม้แต่ดอกเดียว แผลที่คอนี้ข้าเป็นคนทำเองกับมือ ท่านคิดจะมาปล้นหญิงหม้ายกลางป่าอย่างนั้นรึ!”
“หญิงหม้ายร่างซูบผอมอย่างเจ้าเนี่ยนะจะฆ่าหมูตัวนี้ได้?” พรานจางหัวเราะเสียงดังลั่นป่า “ยอมให้ข้าเสียดีๆ ข้าจะแบ่งเนื้อให้เจ้าสักชิ้นสองชิ้นไปต้มซุปให้ลูกๆ กิน ถือว่าเป็นค่าเฝ้ามันให้ข้า!”
พรานจางยื่นมือหนาจะเข้ามาคว้าเถาวัลย์ที่มัดขาหมูไว้ ถ้านางยอมตอนนี้ก็โง่เต็มทน
“ถ้าท่านก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว ข้าจะทำให้คนทั้งหมู่บ้านรู้ว่าท่านรังแกแม่ม่าย!” ซูหลันขู่เสียงแข็ง แม้ข้างในใจจะสั่น เพราะกลัวว่านายพรานจางอาจจะฆ่านางแล้วแย่งหมูไป แต่ตอนนี้นางไม่มีอะไรจะเสียแล้ว
พรานจางชะงักไปครู่หนึ่ง ซูหลันเห็นจังหวะที่พรานจางลังเล นางจึงยื่นข้อเสนอที่นางเพิ่งคิดได้ให้เขา
“พรานจาง ข้าไม่ใช่คนใจแคบ หมูตัวนี้ใหญ่เกินกว่าที่ข้าจะจัดการไหวคนเดียว หากท่านช่วยข้าลากมันไปส่งที่กระท่อม และช่วยข้าแล่เนื้อแบ่งเป็นสัดส่วน ข้าจะแบ่งเนื้อขาหลังให้ท่านหนึ่งขา และเครื่องในทั้งหมดท่านก็เอาไปเถอะ ดีกว่าท่านไม่ได้อะไรเลย แถมยังไม่ต้องมาต่อปากต่อคำกับข้าให้เสียชื่อเสียง”
พรานจางนิ่งไปครู่ใหญ่ คำนวณความคุ้มค่าในใจ
ซูหลันหรี่ตาลง มองเห็นอาการชะงักของชายร่างยักษ์ นางรู้จุดอ่อนของพรานผู้นี้ดี พรานจางแม้อยู่นอกบ้านจะดุดันราวกระทิงป่า แต่ทว่าคนในหมู่บ้านต่างรู้กันดีว่าเขากลัวเมีย ยิ่งกว่ากลัวเสือในป่า หากเรื่องที่เขาข่มเหงรังแกหญิงหม้ายกลางป่าหลุดไปถึงหู ‘นางเถา’ ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากของเขามีหวัง เขาคงถูกตะหลิวเหล็กฟาดกบาลจนแยก แถมอาจถูกสั่งให้ไปนอนที่เหล้าหมูทั้งเดือนเป็นแน่
ซูหลันแสร้งถอนหายใจ “หากข้ากลับไปถึงหมู่บ้านด้วยสภาพสะบักสะบอมแล้วบอกว่าท่านพยายามจะทำมิดีมิร้ายข้า...ท่านคิดว่าป้าเถาจะยอมให้ท่านเข้าบ้านคืนนี้หรือไม่?”
พรานจางหน้าถอดสีทันที พลางปาดเหงื่อที่หน้าผาก “เออ! เอ็งนี่มันร้ายนักนะนังซูหลัน ตกลงตามนั้น! ข้าจะช่วยเจ้าลากมันไปส่งที่กระท่อม แต่จำไว้ อย่าให้ข้าได้ยินว่าเจ้าไปพูดจาเหลวไหลในหมู่บ้านเด็ดขาด!...เข้าใจหรือไม่?”
ซูหลันลอบยิ้มมุมปาก “ท่านวางใจเถิด หากท่านช่วยข้าอย่างเต็มใจ ข้าจะไปป่าวประกาศที่กลางหมู่บ้านเสียด้วยซ้ำ ว่าท่านพรานจางช่างเป็นบุรุษมีน้ำใจ ช่วยเหลือแม่ม่ายตกยากอย่างข้าด้วยความเมตตา”
“ไม่ต้องถึงขนาดนั้น! แค่เจ้าเงียบปากไว้ก็พอแล้ว” พรานจางรีบตัดบท ใบหน้าเข้มดุเริ่มขึ้นสีระเรื่อด้วยความอับอาย เพราะหากนางไปพูดเช่นนั้นนังแก่ที่บ้านได้แหกอกเขาแน่
ด้วยพละกำลังของชายร่างกำยำ ซากหมูป่าที่เคยดูเหมือนภูเขาสำหรับซูหลัน กลับถูกลากไปตามพื้นหญ้าได้อย่างง่ายดาย ซูหลันเดินตามหลังด้วยความรู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก แม้จะต้องเสียเนื้อไปบางส่วน แต่นางก็ได้เบาแรง
