บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 4 เข้าป่าหาโชค

ตอนที่ 4 เข้าป่าหาโชค

เช้าวันต่อมา แสงอาทิตย์แรกแย้มสาดส่องผ่านรอยร้าวของฝาผนังไม้ไผ่มากระทบเปลือกตาของหวังซูหลัน นางขยับกายเล็กน้อย ความรู้สึกปวดเมื่อยลามไปทั้งแผ่นหลังและต้นคอจากการนอนบนแคร่ไม้ไผ่แข็งๆ แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับเสียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอของเด็กน้อยสองคนที่นอนเบียดอยู่ข้างกาย

ซูหลันค่อยๆ ลุกขึ้นอย่างเงียบเชียบเพื่อไม่ให้ลูกๆ ตื่น นางมองดูใบหน้าซูบผอมของอาหลงและอาเหมยที่เริ่มมีเลือดฝาดขึ้นมาบ้างหลังจากได้กินเนื้อปลาไปเมื่อวาน นางจัดแจงมัดผมที่ยุ่งเหยิงให้เรียบร้อยด้วยเศษผ้าเก่าๆ ก่อนจะก้าวออกไปล้างหน้าล้างตาที่ตุ่มน้ำหน้าบ้าน น้ำเย็นๆ ช่วยให้รู้สึกสดชื่นขึ้นเล็กน้อย นางมองออกไปที่แนวเขาที่ถูกโอบกอดด้วยสายหมอกจางๆ แผนการในหัวเริ่มเปลี่ยนไป

“มื้อเช้าสำคัญที่สุด ถ้าจะขึ้นเขาต้องกินให้อิ่มท้อง” ซูหลันพึมพำกับตัวเองเบา ๆ ก่อนจะคว้าตะกร้าใบเดิมและหอกไม้คู่ใจมุ่งหน้าไปยังลำธารอีกครั้ง

ในยามเช้าตรู่ น้ำยังนิ่งและฝูงปลากำลังออกหาอาหารกินตามริมตลิ่ง นางค่อย ๆ ก้าวลงน้ำด้วยความชำนาญที่มากขึ้น สายตากวาดมองตามโขดหิน วันนี้นางไม่รีบร้อนเหมือนเมื่อวาน นางยืนนิ่งราวกับเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ

ฉึก!

ไม่นานนัก ปลากระบอกขนาดกำลังดีก็ติดปลายหอก ตามมาด้วยปลาตะเพียนอีกตัว

หวังซูหลันมองดูปลาตะเพียนและปลากระบอกในตะกร้าด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ แม้ร่างกายจะยังประท้วงด้วยความเหนื่อยล้า แต่ความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ นี้กลับเพิ่มกำลังให้นางมีแรงสู้ต่อเป็นอย่างดี นางรีบก้าวขึ้นจากลำธาร กลับไปยังกระท่อมเพราะกลัวว่าลูกน้อยทั้งสองตื่นขึ้นมาแล้วไม่เห็นนางจะร้องไห้

เมื่อกลับมาถึงกระท่อม นางเห็นอาหลงอาเหมยนั่งรออยู่ที่หน้ากระท่อม ดวงตาของเด็กทั้งสองเบิกกว้างเมื่อเห็นแม่หิ้วตะกร้าที่มีปลามา

“ท่านแม่! ท่านไปจับปลามาอีกแล้วหรือ?!” อาหลงร้องเรียกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น

“ใช่แล้วจ้ะ วันนี้แม่จะย่างปลาสดๆ ให้พวกเจ้ากินนะ”

ซูหลันไม่รอช้า นางจัดการก่อกองไฟที่ลานหน้าบ้านอย่างคล่องแคล่ว กลิ่นควันไฟจางๆ ผสมกับกลิ่นอายดินยามเช้าช่างให้ความรู้สึกของชีวิตใหม่ นางใช้ไม้ไผ่เหลาแหลมเสียบปลาทั้งสองตัวแล้วนำไปย่างไฟ

เปลวไฟสีส้มเลียวนรอบตัวปลา กลิ่นหอมหวลของปลาย่างสดๆ เริ่มโชยฟุ้งไปทั่วบริเวณ อาเหมยน้อยนั่งยองๆ จ้องมองปลาตาไม่กะพริบ พลางกลืนน้ำลายอึกใหญ่

“อดทนรออีกนิดเดียวนะลูก เนื้อปลาใกล้จะสุกแล้ว” ซูหลันพลิกท้ายไม้ไปมา

เมื่อปลาสุกได้ที่ นางก็แกะเนื้อปลาขาวๆ ที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยรสหวานตามธรรมชาติวางลงใส่ถ้วย แบ่งให้อาหลงและอาเหมยคนละตัว ส่วนตัวนางเองนั้นหยิบเพียงหัวกับก้างปลาที่มีเนื้อติดอยู่บ้างเล็กน้อยมาแทะเล็ม และกินหอยขมที่ต้มไว้เมื่อคืนประทังหิว

“อร่อยมากเลยเจ้าค่ะท่านแม่” อาเหมยเคี้ยวตุ่ยๆ จนแก้มป่อง

ขณะที่มองดูเด็กๆ กินอย่างมีความสุข ความกังวลหนึ่งก็แล่นเข้ามาในใจของซูหลัน วันนี้นางเปลี่ยนแผนจะขึ้นเขาไปสำรวจหาของป่า เผื่อนางโชคดีเจอสมุนไพรหายากหรือหาอาหารได้มากกว่าแถวลำธาร แต่นางจะทิ้งลูกไว้ที่กระท่อมลำพังได้อย่างไร?

ภาพเหตุการณ์เมื่อวานที่นางจ้าวมาอาละวาดแทบจะทำให้นางประสาทเสีย หากนางไม่อยู่ แล้วยัยหญิงแก่นั่นย้อนกลับมาฉุดคร่าหรือทุบตีเด็กๆ ในตอนที่นางไม่อยู่จะทำยังไง? ใจหนึ่งนางอยากจะกระเตงลูกทั้งสองขึ้นเขาไปด้วย แต่อีกใจก็รู้ขีดจำกัดของร่างกายตนเอง

‘ร่างนี้มันช่างอ่อนแอเหลือเกิน แค่เดินไปลำธารก็หอบซี่โครงบานแล้ว’ ซูหลันคิดพลางมองดูแขนขาที่ลีบเล็กของตนเอง

นางหันไปมองอาเหมยที่อายุเพียงสามขวบ หากต้องเดินขึ้นเขา นางคงต้องอุ้มเด็กน้อยไปตลอดทาง ซึ่งกำลังวังชาของนางในตอนนี้ไม่มีทางทำได้แน่ ส่วนอาหลง แม้จะดูเด็ดเดี่ยวเกินวัย แต่ร่างกายของเด็กห้าขวบที่ขาดสารอาหารมานานก็ดูเปราะบางเสียจนนางไม่กล้าปล่อยให้เดินไกล

ซูหลันนิ่งคิดครู่ใหญ่ แสงแดดเริ่มแรงขึ้นทุกที นางต้องรีบตัดสินใจ

“อาหลง อาเหมย...วันนี้แม่จะขึ้นเขาไปหาของป่ามาขาย แต่แม่คงพาพวกเจ้าไปด้วยไม่ได้ ทางมันลำบากเกินไปสำหรับพวกเจ้า”

อาเหมยเริ่มเบะปากทำท่าจะร้องไห้ ส่วนอาหลงก้มหน้านิ่งพลางกระชับชายเสื้อแม่ “ข้า...ข้าจะดูแลน้องเองขอรับท่านแม่ ท่านแม่ไม่ต้องห่วง”

ซูหลันลูบหัวลูกชายด้วยความสงสาร “แม่รู้ว่าเจ้าเก่ง แต่อาหลง... แม่ไม่ไว้ใจท่านย่าของเจ้า หากนางมาที่นี่ตอนแม่ไม่อยู่ พวกเจ้าจะรับมือนางอย่างไร”

เมื่อพูดถึงท่านย่าอาหลงก็ตัวสั่นเล็กน้อย รอยแผลเป็นที่หลังมือจากการถูกก้านธูปจี้ยังคงย้ำเตือนถึงความใจร้ายของหญิงชราผู้นั้น

“แม่จะพาพวกเจ้าไปฝากไว้ที่บ้านป้าหลี่ชั่วคราว ป้าหลี่เป็นคนใจดี เมื่อก่อนนางเคยแอบเอาหมั่นโถวมาให้พวกเราตอนที่บ้านใหญ่เผลอ แม่คิดว่านางน่าจะเมตตาพวกเจ้า”

ป้าหลี่หรือหลี่ต้าเหนียง เป็นเพื่อนบ้านเพียงไม่กี่คนที่ยังคงให้ความสงสารหวังซูหลัน สามีของนางเป็นพรานป่าที่พอจะมีฐานะอยู่บ้าง แม้จะไม่ร่ำรวยแต่ก็มีไม่อดยากแร้นแค้น

ซูหลันรีบเก็บกวาดถ้วยชามและดับกองไฟให้เรียบร้อย แล้วจูงมือเด็กทั้งสองเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางเล็กๆ มุ่งหน้าเข้าหมู่บ้านซานสุ่ย บ้านของป้าหลี่ตั้งอยู่ถัดจากทางเข้าหมู่บ้านไปไม่ไกลนัก เป็นบ้านดินที่มุงหลังคาด้วยกระเบื้อง

เมื่อไปถึง ซูหลันเห็นป้าหลี่กำลังนั่งตากเมล็ดธัญพืชอยู่บนลานหน้าบ้าน

“ป้าหลี่เจ้าคะ...” ซูหลันร้องเรียกเบาๆ

ป้าหลี่เงยหน้าขึ้น เมื่อเห็นว่าเป็นใคร นางก็รีบวางมือแล้วเดินเข้ามาหาด้วยสีหน้าตกใจ “อ้าว! ซูหลัน! ลมอะไรหอบเจ้ามาถึงนี่ได้ แล้วนั่น...ทำไมหน้าตาเจ้าดูซีดเซียวปานนั้น”

ซูหลันส่งยิ้มให้ป้าหลี่เล็กน้อย “ป้าหลี่…ข้ามีเรื่องอยากขอรบกวนหน่อย วันนี้ข้าจำเป็นต้องขึ้นเขาไปหาของป่า แต่ข้าไม่กล้าทิ้งลูกๆ ไว้ที่กระท่อมเพียงลำพัง ข้ากลัวว่า...แม่สามีจะมายุ่มย่ามกับพวกเขา ข้าเลยอยากจะขอฝากเด็กๆ ไว้ที่บ้านท่านสักครึ่งวันได้ไหมเจ้าคะ?”

ป้าหลี่มองดูเด็กน้อยทั้งสองที่แอบอยู่ข้างหลังซูหลันด้วยความสงสาร นางถอนหายใจยาว “โถ่เอ๊ย...เมื่อวานข้าก็ได้ยินเสียงนางจ้าวด่าทอเจ้าแว่วๆ มาถึงนี่ ใจคอทำด้วยอะไรถึงได้รังแกกันนัก”

ป้าหลี่กวักมือเรียกอาหลงและอาเหมย “มานี่มาลูก มาหาป้าไม่ต้องกลัวนะ ที่นี่ไม่มีใครกล้ารังแกพวกเจ้าหรอก”

“ขอบคุณป้าหลี่มากนะเจ้าคะ ข้าไม่มีอะไรจะตอบแทนท่านในตอนนี้ แต่ถ้าข้าได้ของป่าดีๆ มา ข้าจะแบ่งให้ท่านแน่นอน”

“ไม่ต้องเกรงใจไปหรอกซูหลัน คนบ้านใกล้เรือนเคียงกัน มีอะไรช่วยได้ก็ต้องช่วย เจ้าไปเถอะ ระวังตัวด้วยนะ ช่วงนี้บนเขามีหมาป่าชุกชุม อย่าเข้าไปลึกนักล่ะ”

“เจ้าค่ะป้าหลี่”

ซูหลันกำชับลูกๆ อีกครั้งให้อยู่ในโอวาทของป้าหลี่ ก่อนจะหมุนตัวเดินจากมา นางไม่กล้าหันกลับไปมอง เพราะกลัวว่าความอาลัยอาวรณ์ของอาเหมยจะทำให้ขาของนางก้าวไม่ออก

ซูหลันสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมกำลังใจที่เหลืออยู่มุ่งหน้าสู่ภูเขาซานสุ่ยที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า

ทางเดินขึ้นเขานั้นลำบากกว่าที่นางคิดไว้มาก ลาดชันและเต็มไปด้วยกรวดหินที่พร้อมจะทำให้นางลื่นไถลได้ทุกเมื่อ เหงื่อเม็ดโตเริ่มผุดซึมตามไรผมและแผ่นหลัง อาภรณ์ชุดเก่าเปียกชุ่มจนแนบเนื้อไปกับร่างที่ซูบผอม ซูหลันต้องใช้ไม้ที่เก็บได้ระหว่างทางช่วยพยุงกาย

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel