ตอนที่ 3 แม่ผัวตัวร้าย
ตอนที่ 3 แม่ผัวตัวร้าย
ไม่นานนางก็สังเกตเห็นระลอกคลื่นเล็ก ๆ ใกล้กับกอหญ้าริมตลิ่งที่ยื่นลงไปในน้ำ ปลาตัวที่สองเป็นปลาตะเพียนตัวเล็กกว่าปลาตัวแรกเล็กน้อย แต่มันว่องไวพริบตาเดียวก็มุดหายไปหลังโขดหิน
หวังซูหลันรู้หงุดหงิดกับความไวของมัน นางขยับเท้าอย่างแผ่วเบาที่สุดเท่าที่จะทำได้ นางค่อย ๆ เคลื่อนตัวไปทางซ้าย ปรับองศาการยืนเพื่อไม่ให้เงาของตัวเองลงไปบนจุดที่ปลาอยู่ นางรู้ดีว่าตำแหน่งที่เห็นปลาด้วยตาเปล่า ไม่ใช่ตำแหน่งจริงของมันใต้น้ำ นางต้องแทงให้ต่ำกว่าที่เห็นเล็กน้อย
วินาทีที่ปลาตะเพียนตัวนั้นโผล่หัวออกมาฮุบอากาศที่ผิวน้ำ หวังซูหลันก็ไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดลอย
ฉึก!
แรงกระแทกจากหอกไม้ส่งผ่านมือขึ้นมาถึงต้นแขน ปลาตัวที่สองดิ้นพล่านอยู่ปลายไม้หอก รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้าซูบผอม นางรีบก้าวกลับขึ้นฝั่ง นำปลาตัวที่สองใส่ลงในตะกร้ารวมกับปลากระบอกตัวแรก
จากนั้นหวังซูหลันก็หันไปก้มลงเก็บหอยขมเหล่านั้นต่อ นางเก็บพวกมันใส่ในมุมหนึ่งของตะกร้าจนได้ประมาณหนึ่งถ้วยใหญ่ ๆ นางถึงเดินย้อนกลับทางเดิมด้วยความรู้สึกที่ต่างจากตอนขามาอย่างสิ้นเชิง อาจเป็นเพราะความหวังที่เต็มเปี่ยมอยู่ในอก นางจินตนาการถึงภาพเด็กน้อยทั้งสองที่จะได้กินอิ่มครั้งแรกในรอบหลายวัน
แต่ทว่า... เมื่อเดินมาถึงเกือบจะถึงตัวกระท่อม เสียงเอะอะโวยวายก็ดังขึ้นมาจากทางหน้ากระท่อม
“พวกเจ้าเด็กเหลือขอ! แม่ของพวกเจ้าไปมุดหัวอยู่ที่ไหน? ข้าบอกให้มันเอาของกินมาส่งที่บ้านหลักตั้งแต่วันก่อน ป่านนี้ยังไม่เห็นแม้แต่เงา มันอยากจะลองดีกับข้าใช่ไหม!”
เสียงแหลมสูงปรี๊ดนั่นทำให้หวังซูหลันชะงักฝีเท้า ความทรงจำแล่นปลาบเข้ามาในหัวทันที นั่นคือเสียงของนางจ้าว แม่สามีใจยักษ์ที่ชอบมาโขกสับนางกับลูกๆ อยู่เป็นประจำ ทั้งที่ไล่นางกับลูกออกมาจากบ้านแล้วแท้ๆ
“ท่านย่า...ท่านแม่ป่วยเจ้าค่ะเลยไม่ได้ออกไปหาของป่า” เสียงเล็กๆ ของอาเหมยสะอื้นไห้ด้วยความหวาดกลัว
ร่างซูบผอมของหวังซูหลันสั่นสะท้าน ไม่ใช่เพราะความเหนื่อยล้า แต่เป็นเพราะความโกรธเกรี้ยวที่ปะทุขึ้นมาจากก้นบึ้งของหัวใจ ความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมฉายชัดราวกับภาพยนตร์ม้วนเก่า ภาพหวังซูหลันถูกตบหน้าเพียงเพราะหาไข่ไก่และข้าวสารไปส่งบ้านหลักไม่ครบ ภาพเด็กน้อยสองคนต้องนั่งมองลูกของพี่ชายสามีแย่งกันกินเนื้อชิ้นโตในขณะที่พวกตนได้เพียงน้ำข้าวใสๆ
“อีแก่หนังเหนียวนี่!…” ซูหลันกัดฟันกรอด นางกระชับมีดในมือแน่นก่อนจะก้าวเท้าเดินไปที่หน้าบ้าน
“ป่วยงั้นรึ! สำออยล่ะไม่ว่า!” นางจ้าวแผดเสียงดังลั่น พลางก้าวพรวดเข้าไปหาอาเหมยน้อยที่ถอยกรูดไปจนติดฝาบ้านผุๆ
อาหลงเห็นท่าไม่ดี รีบกางแขนออกปกป้องน้องสาวตัวน้อย ใบหน้าของเด็กชายวัยห้าขวบซีดเผือดแต่ดวงตาฉายแววเด็ดเดี่ยว
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
เสียงตวาดของหวังซูหลัน ทำให้นางจ้าวถึงกับชะงักมือค้างกลางอากาศ นางหันขวับมามองลูกสะใภ้ที่นางตราหน้าว่าเป็นตัวอัปมงคลด้วยสายตาดูแคลน
“อ้อ...นึกว่าไปมุดหัวอยู่ที่ไหน ที่แท้ก็แอบไปหาของกินมาซ่อนไว้รึ!” สายตาร้ายกาจของนางจ้าวมองไปที่ตะกร้าบนบ่าของซูหลัน
หวังซูหลันเดินเข้าไปยืนบังหน้าลูกทั้งสองคนไว้ อาหลงรีบคว้าชายเสื้อแม่ไว้แน่น นางยืนจ้องหน้าแม่สามีใจยักษ์ด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ดวงตาที่เคยหม่นแสงและยอมคน บัดนี้กลับวาวโรจน์ด้วยความเด็ดเดี่ยว
นางจ้าวเห็นท่าทีแข็งกร้าวของลูกสะใภ้ที่เคยเป็นเพียงทาสรับใช้ประจำบ้านก็ชะงักไปครู่หนึ่ง แต่สายตาของนางดันเหลือบไปเห็นหางปลาที่โผล่พ้นออกมาในตะกร้า จากตอนแรกนางเห็นแค่ผักป่ากับหอยขมเท่านั้น ดวงตาของนางเบิกกว้างก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปหมายจะแย่งตะกร้านั้นมา แต่ต้องหยุดชะงักเมื่อเห็นซูหลันชูมีดที่ถือไว้ขึ้นมาเหนือหัว
“ก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว ข้าจะเฉือนนิ้วท่านทิ้งซะ!”
คราวนี้ดวงตาของนางจ้าวเบิกกว้างกว่าเดิมด้วยความตกตะลึง ใบหน้าที่เคยเต็มไปด้วยความถือดีบัดนี้เปลี่ยนเป็นแดงก่ำเพราะความโกรธจัด
“กล้าชูมีดใส่ข้าเรอะนังซูหลัน! เจ้าจะฆ่าแม่สามีรึไง! เจ้าข้าเอ้ยมาดูนี้เร็ว! นังลูกสะใภ้อกตัญญูมันจะฆ่าข้าแล้ว!”
“หยุดแหกปากได้แล้วท่านแม่!” ซูหลันตวาดกลับ เสียงของนางนิ่งลึกและทรงพลังจนเด็กน้อยทั้งสองที่เกาะหลังอยู่ถึงกับสะดุ้ง “ข้าไม่ใช่ซูหลันคนเดิมที่ท่านจะมาตบตี แย่งเอาของกินไปได้ตามใจชอบอีกแล้ว ท่านบอกว่าข้ากับลูกเป็นตัวอัปมงคล แล้วเหตุใดท่านยังหน้าด้านกล้ามาแย่งอาหารจากปากจากปากหลานแท้ๆ ของตัวเองอีก”
“แย่งงั้นรึ! นี่มันคือค่าเช่าที่ดินที่พวกแกซุกหัวนอนอยู่ยังไงเล่า!...เอาปลามาให้ข้าเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นข้าจะไปบอกผู้ใหญ่บ้านให้ไล่พวกเจ้าออกไปจากที่นี่เสีย!”
ซูหลันหัวเราะออกมาเบาๆ แต่มันเป็นเสียงหัวเราะที่เย็นเยียบไปถึงขั้วหัวใจ “ที่ดินตรงนี้เป็นที่รกร้างท้ายหมู่บ้าน ไม่ใช่สมบัติของท่านเสียหน่อย อีกอย่าง... ถ้าท่านอยากไปฟ้องผู้ใหญ่บ้านก็เชิญ! ข้าอยากรู้นักว่าชาวบ้านในหมู่บ้านซานสุ่ยจะมองท่านอย่างไร!”
นางจ้าวหน้าแดงสลับเขียว นางรู้ดีว่าหากเรื่องถึงหัวหน้าหมู่บ้าน นางอาจจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบเพราะชาวบ้านต่างก็รู้ว่านางปฏิบัติกับหวังซูหลันเยี่ยงทาสเพียงใด แต่ความอยากเอาชนะทำให้นางยังไม่ยอมถอยง่ายๆ
“มันเป็นหน้าที่ของเจ้า! ในเมื่อลูกชายข้าไม่อยู่ เจ้าก็ต้องเลี้ยงดูข้า!” นางจ้าวเถียงข้างๆ คูๆ สายตายังคงจ้องปลาในตะกร้าเขม็ง
ซูหลันแค่นยิ้มเย็นชา “หน้าที่งั้นหรือ? ในกฎหมายบ้านเมืองหรือแม้แต่กฎของหมู่บ้านซานสุ่ย มีข้อไหนบอกว่าคนถูกตัดขาดจากบ้านใหญ่แล้วยังต้องส่งอาหารให้แม่สามีบ้าง? ถ้าท่านยังไม่ถอยออกไปจากเขตบ้านข้า ข้าจะลากท่านไปหาหัวหน้าหมู่บ้านให้เขาตัดสินเดี๋ยวนี้!”
นางจ้าวหน้าเขียวสลับแดง ก่อนพ่นน้ำลายลงพื้นด้วยความรังเกียจ
“ฝากไว้ก่อนเถอะนังตัวดี!” เอ่ยจบนางก็สะบัดหน้าหนีเดินกระทืบเท้าจากไปพลางสบถด่าสาปแช่งตลอดทาง
เมื่อแผ่นหลังของแม่สามีลับหายไปจากทางเดิน หวังซูหลันก็ผ่อนลมหายใจออกมาพรืดใหญ่ มีดในมือร่วงลงพื้นพร้อมกับร่างที่ทรุดลงนั่งอย่างหมดแรง
“ท่านแม่! ท่านแม่เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ” อาเหมยน้อยรีบโผเข้ากอดคอแม่พลางร้องไห้กระซิก ส่วนอาหลงกอดแม่จากทางด้านหลัง
“แม่ไม่เป็นไร...แม่แค่เหนื่อย ลูกๆ ไม่ต้องกลัวนะ ต่อไปนี้จะไม่มีใครมารังแกพวกเราได้อีก แม่สัญญา” ซูหลันกอดเด็กทั้งสองไว้แนบอก สัมผัสถึงร่างกายที่ผอมจนเห็นกระดูกแล้วนางยิ่งเศร้าใจ
ซูหลันพาลูกๆ เข้าไปในห้องครัวแคบๆ นางเริ่มจัดการปลาทั้งสองตัว ขูดเกล็ด ผ่าท้อง และล้างน้ำจนสะอาด หอยขมถูกแช่น้ำทิ้งไว้เพื่อให้คายดิน
นางเริ่มก่อไฟด้วยฟืนแห้งที่พอจะหาได้รอบบ้าน ท่ามกลางควันไฟที่พวยพุ่ง ซูหลันหยิบหัวไชเท้าเหี่ยวๆ มาปอกเปลือกแล้วหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ นางใส่ข้าวสารเม็ดหักเพียงหยิบมือนั้นลงในหม้อดินเติมน้ำจนค่อนหม้อ เมื่อน้ำเริ่มเดือด กลิ่นหอมของข้าวต้มอ่อนๆ ก็เริ่มโชยออกมา ตอนแรกนางกะว่าจะทำเป็นซุปปลาแต่กลัวเด็ก ๆ จะไม่อิ่มท้อง นางจึงทำเป็นข้าวต้มแทน
หวังซูหลันใช้ช้อนไม้คนข้าวสารเม็ดหักอย่างใจเย็นจนมันเริ่มฟูจากนั้นจึงใส่หัวไชเท้าที่หั่นเป็นชิ้นเล็กลงไปต้มจนใส ตามด้วยเนื้อปลากระบอกและปลาตะเพียนที่นางแล่เอาแต่เนื้อขาวนวล ขยำกับเกลือเม็ดหยาบที่มีติดก้นไหเพียงน้อยนิดเพื่อดับคาว
สุดท้ายนางโรยผักชีล้อมที่สับละเอียดลงไป กลิ่นหอมฉุนละมุนของผักชีล้อมช่วยชูรสให้ข้าวต้มหม้อนี้ดูพิเศษขึ้นมาทันตา ทำให้อาเหมยที่นั่งเฝ้าหน้าเตาถึงกับกลืนน้ำลายดังอึก
“หอมจังเลย” อาเหมยพูดพลางลูบท้องตัวเองเบาๆ
"รอแป็บนึงนะ ใกล้เสร็จแล้ว" ซูหลันหันไปบอกเด็กทั้งสอง
เมื่อข้าวต้มปลาได้ที่ ซูหลันตักแบ่งใส่ถ้วยดินเผาที่มีรอยบิ่นให้ลูกทั้งสอง นางมองดูอาเหมยที่เป่าข้าวต้มร้อนๆ แล้วซดเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย รสชาติของเนื้อปลาทำให้เด็กน้อยทั้งสองดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันตา
“หวาน...ท่านแม่ ข้าวต้มหวานจังเลยเจ้าค่ะ”
“หวานก็กินเยอะๆ นะลูก แม่ทำไว้ตั้งเยอะแน่ะ” ซูหลันลูบหัวลูกสาวเบาๆ ในขณะที่อาหลงก้มหน้าก้มตากินเงียบๆ
เมื่อเด็กๆ กินจนอิ่มหนังตาก็หย่อน หวังซูหลันพาทั้งคู่ไปนอนบนแคร่ไม้ไผ่ที่ปูรองด้วยเสื่อไม้ไผ่ นางห่มผ้าผืนบางที่ปะชุนจนแทบไม่เห็นเนื้อผ้าเดิมให้ลูกๆ ก่อนจะเดินออกมานั่งรับลมที่หน้าบ้านเพียงลำพัง
วันพรุ่งนี้นางตั้งใจจะไปที่ลำธารอีกครั้ง แต่ครั้งนี้นางต้องหาวิธีจับปลาให้ได้มากขึ้นเพื่อนำไปแลกเกลือกับข้าวสาร
สายลมอ่อนๆ พัดผ่านมา ซูหลันหลับตาลง นางรู้สึกได้ถึงจิตวิญญาณของหวังซูหลันคนเดิมที่ยังคงหลงเหลืออยู่ ความรักความผูกพันที่มีต่อลูกน้อยมันช่างรุนแรงจนนางสาบานกับตัวเองว่า จะใช้ความรู้ที่มีทั้งหมดจากโลกก่อนสร้างสวรรค์บนดินในพื้นที่กระท่อมท้ายหมู่บ้านแห่งนี้ให้ได้
“หลับให้สบายนะหวังซูหลัน ข้าจะดูแลลูกๆ ของเจ้าเอง...”
