ตอนที่ 2 สู้เพื่อลูก
ตอนที่ 2 สู้เพื่อลูก
“หิว...ท่านแม่...อาเหมยหิว...”
เด็กน้อยเอ่ยเสียงแผ่วพลางใช้มือน้อยๆ ที่ผอมแห้งจนเห็นกระดูกลูบไปบนท้องเล็กๆ ที่แบนราบของตนเอง
ผักแว่นในร่างของหวังซูหลันมองดูภาพนั้นด้วยความรู้สึกจุกในอก แม้ในชาติก่อนเธอจะไม่เคยมีลูกมาก่อน แต่สัญชาตญาณความเป็นแม่ที่ตกทอดมาจากเจ้าของร่างเดิม บวกกับเนื้อแท้ที่เป็นคนโอบอ้อมอารี ทำให้หัวใจของเธอเจ็บแปลบราวกับถูกบีบ เธอไม่อาจเพิกเฉยต่อสายตาเว้าวอนและร่างกายที่ซูบผอมจนแทบจะเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกของเด็กทั้งสองได้อีกต่อไป
“แม่รู้แล้ว...แม่จะไปหาอะไรให้พวกเจ้ากิน นั่งรอก่อนนะ”
เธอยันกายลุกขึ้น แม้จะรู้สึกเวียนหัวไปบ้างจากอาการขาดสารอาหาร แต่ความมุ่งมั่นที่จะมีชีวิตรอดทำให้เธอพยุงร่างซูบผอมไปยังห้องข้าง ๆ ที่สภาพไม่ต่างจากเล้าไก่นัก
หวังซูหลันเดินไปเปิดถังไม้ใบเก่าที่ใช้เก็บข้าวสาร ที่ก้นถังมีข้าวสารเม็ดหัก ๆ กองอยู่เพียงหยิบมือเดียว มันแทบไม่พอจะทำข้าวต้มใส ๆ ให้เด็กสองคนอิ่มท้องเสียด้วยซ้ำ
สายตาของเธอมองไปที่หัวไชเท้าหัวหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะ สภาพของมันทั้งเหี่ยวทั้งเหลือง ดูเหมือนรากไม้มากกว่าหัวผัก
“มีแค่นี้เองหรือเนี่ย...” เธอกระซิบกับตัวเอง พลางนึกถึงสมุดบัญชี 2 ล้านบาทในโลกก่อนแล้วอยากจะร้องไห้โฮ แต่ชีวิตต้องเดินหน้าต่อ เธอจึงตัดสินใจเดินออกไปสำรวจรอบบ้าน
เมื่อหวังซูหลันก้าวออกมาจากกระท่อม สภาพอากาศภายนอกค่อนข้างเย็นแต่แดดจัด ลมพัดแรงหอบเอาฝุ่นดินคลุ้งไปทั่ว ท่อมนี้ตั้งอยู่ไม่ไกลจากเชิงเขามากนัก แต่พื้นดินส่วนใหญ่เป็นดินหินปนทรายที่ดูไม่อุ้มน้ำ
นางเดินวนรอบบ้านด้วยความหวังว่าจะเจอผักป่าที่ขึ้นเองตามธรรมชาติบ้าง แต่ความจริงช่างโหดร้าย พื้นดินรอบข้างแห้งแล้งจนแทบไม่มีพืชชนิดใดเติบโตได้ นอกจากหญ้าเจ้าชู้และหญ้าไมยราบ
“โธ่เอ๊ย...ในนิยายทะลุมิติทั่วไป อย่างน้อยมันต้องมีของวิเศษหรือระบบไม่ใช่หรือไง?” นางบ่นกระปอดกระแปด
นางมองออกไปไกลกว่านั้น เห็นแนวต้นไม้เขียวครึ้มและเสียงน้ำไหลแว่วมาตามลม ความจำในหัวบอกว่านั่นคือลำธารท้ายหมู่บ้านที่ไหลมาจากภูเขา นางกับลูกใช้น้ำที่นั่นดื่มและอาบ
หวังซูหลันเดินกลับมาที่หน้าประตูกระท่อม เห็นเด็กน้อยสองคนนั่งชะเง้อคอรอด้วยความหิว นางจึงปั้นหน้ายิ้มกว้างเพื่อไม่ให้ลูกๆ เสียขวัญ
“อาหลง อาเหมย แม่จะไปหาเก็บผักป่าที่ลำธารพวกเจ้ารอแม่ที่นี่นะ อย่าไปไหนไกลเด็ดขาด แม่กลับมาแล้วจะทำซุปผักร้อนๆ ให้กิน”
หวังซูหลันเดินไปหยิบตะกร้าไม้ไผ่สานใบเก่าที่สายสะพายเกือบจะขาดรอนๆ กับมีดสนิมเขรอะเล่มหนึ่งที่วางพิงฝาบ้านไว้ นางสูดลมหายใจเข้าเฮือกใหญ่เพื่อเรียกกำลังใจ ก่อนจะมุ่งหน้าตรงไปยังทิศทางของเสียงน้ำไหล
แต่ร่างกายนี้ช่างอ่อนแอนัก เดินมาได้เพียงครึ่งทางก็แทบจะเป็นลมล้มลงแล้ว
“อดทนไว้ผักแว่น...ไม่ใช่สิ ตอนนี้ฉันคือหวังซูหลัน ถ้าแกไม่สู้ เด็กสองคนนั้นได้อดตายแน่”
เมื่อเดินพ้นแนวป่าละเมาะสั้นๆ ภาพตรงหน้าก็ทำให้หวังซูหลันดวงตาเป็นประกาย ลำธารสายเล็กๆ น้ำใสจนเห็นกรวดทรายด้านล่าง สองฟากฝั่งมีพืชพรรณเขียวชอุ่มผิดกับหน้ากระท่อมที่แห้งแล้งราวกับคนละโลก
นางรีบกวาดสายตามองหาผักป่าที่ธรรมชาติมอบให้ ทันใดนั้น สายตาของนางก็ไปสะดุดเข้ากับกลุ่มกอพืชที่ขึ้นเบียดเสียดกันอยู่ริมตลิ่ง
“นั่นมัน... ผักชีล้อม” หวังซูหลันอุทานออกมาด้วยความดีใจ นางรีบถลันตัวลงไปนั่งยองๆ แล้วเริ่มเด็ดผักชีล้อมใส่ตะกร้า กลิ่นหอมฉุนที่เป็นเอกลักษณ์โชยเข้าจมูกช่วยให้รู้สึกสดชื่นขึ้นมาบ้าง
ขณะที่มือบางกำลังขะมักเขม้นเด็ดผักชีล้อมใส่ตะกร้า ท้องเจ้ากรรมของหวังซูหลันก็ส่งเสียงประท้วงโครกครากออกมา ความหิวโหยที่กัดกินกระเพาะทำให้พละกำลังที่เพิ่งฮึดขึ้นมาเริ่มถดถอย ผักสีเขียวเหล่านี้ช่วยให้อิ่มท้องและได้วิตามินก็จริง แต่ร่างกายที่ซูบผอมของนางและลูกๆ ต้องการโปรตีน นางสายตากวาดมองไปรอบๆ ลำธารอย่างมีความหวัง
แหล่งโปรตีนที่ดีที่สุดและหาง่ายที่สุดในตอนนี้ก็คือสัตว์น้ำ หวังซูหลันค่อยๆ ขยับตัวเข้าไปใกล้ขอบตลิ่งที่น้ำนิ่งและใสสะอาด สายตาของอดีตสาวออฟฟิศผู้คลั่งไคล้รายการเอาชีวิตรอดในป่า จับจ้องไปยังโขดหินใต้น้ำ ทันใดนั้นนางก็เห็นการเคลื่อนไหวบางอย่าง เงาสีดำมะเมื่อมซ่อนตัวอยู่ใต้เงาหิน ปลาตัวนั้นขนาดไม่เลวนัก อย่างน้อยก็ยาวเท่าฝ่ามือของนาง ถ้าจับได้สักสองสามตัว ซุปปลาใส่ผักชีล้อมมื้อนี้จะกลายเป็นอาหารอันเลิศรสที่ช่วยกู้พละกำลังของนางกับลูกกลับมาได้
แต่นางไม่มีเบ็ด ไม่มีแห และมีเพียงมีดสนิมเขรอะเล่มเดียว นางสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามดึงทักษะการจับปลาที่เคยดูผ่านหน้าจอมาปรับใช้ในชีวิตจริง
นางมองไปรอบๆ เห็นกิ่งไม้แห้งที่หล่นอยู่ไม่ไกลนัก จึงเอื้อมมือไปหยิบกิ่งที่เหนียวและตรงที่สุดมาหนึ่งกิ่ง จากนั้นใช้มีดค่อยๆ เหลาปลายไม้ให้แหลมคมที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้ร่างกายเรี่ยวแรงจะน้อยแต่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดทำให้มือของนางมีแรงอย่างน่าประหลาด
เมื่อได้หอกไม้แล้ว หวังซูหลันก็ก้าวลงไปในน้ำอย่างช้าๆ แล้วยืนนิ่งๆ รอคอยให้ปลาตายใจและว่ายออกมาจากที่ซ่อน
เวลาผ่านไปเพียงอึดใจ ปลากระบอกตัวเดิมก็ค่อยๆ ว่ายตามกระแสน้ำออกมาหน้าโขดหิน มันยังไม่รู้ตัวว่ามัจจุราชกำลังจ้องมองอยู่
ฉึก!
หวังซูหลันแทงหอกไม้ลงไปในน้ำด้วยความเร็วและแรงทั้งหมดที่มี น้ำสาดกระเซ็นเข้าตาจนนางต้องหยีตาลง พลางลุ้นจนตัวโก่ง เมื่อยกหอกขึ้นมา นางก็แทบจะกระโดดตัวลอยด้วยความดีใจ
“ได้จริงๆ ด้วย!”
ปลากระบอกตัวเขื่องดิ้นพล่านอยู่บนปลายไม้แหลม หวังซูหลันจัดการใช้หินทุบหัวมันเบาๆ เพื่อไม่ให้มันดิ้นหลุดไปในน้ำอีก แล้วนำปลามาใส่ในตะกร้า จากนั้นนางก็มองหาปลาตัวต่อไปทันที ความโชคดีดูเหมือนจะยังเข้าข้างนางอยู่บ้าง เพราะในแอ่งน้ำนิ่งใกล้ๆ กันนั้น นางยังเจอกุ้งฝอยและหอยขมอีกจำนวนหนึ่งที่เกาะอยู่ตามขอนไม้ผุ
ความสำเร็จจากปลาตัวแรกเปรียบเสมือนน้ำหล่อเลี้ยงหัวใจ หวังซูหลันสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสงบสติอารมณ์ที่กำลังตื่นเต้น มือที่ถือหอกไม้สั่นไม่หยุด เพราะความอ่อนแรงของร่างกายที่ฝืนใช้งานหนักเกินพิกัด
นางยังคงยืนนิ่งแช่อยู่ในลำธาร ความเย็นของน้ำที่ไหลผ่านหน้าแข้งช่วยระบายความร้อนจากเปลวแดดได้ดี แต่นางรู้ตัวดีว่าไม่อาจชักช้าได้ แสงแดดเริ่มเปลี่ยนทิศทางแล้ว และเด็กสองคนยังรอคอยด้วยความหิวโหยอยู่ที่กระท่อม
