บทที่ 3
เขาถามด้วยน้ำเสียงเหมือนจะลองเชิง
“ยมล เธออย่าเข้าใจผิดนะ ฉันแค่ยังไม่เตรียมของขวัญวันเกิดให้รวีพรเฉย ๆ เดี๋ยวหลังจากนี้ฉันจะซื้อวงที่ดีกว่าให้เธอ”
“อืม รู้แล้วค่ะ เอาของเหลือมาใช้ต่อก็ดีเหมือนกัน”
ยังไงฉันก็กำลังจะแต่งงานกับคนอื่น แหวนวงนี้เก็บไว้ก็มีแต่ขวางหูขวางตา
ลัทธพลเหมือนโล่งใจขึ้น ถึงได้ถามต่อว่า
“ฉันเห็นใบลาออกที่เธอส่งมาแล้ว ทำไมจู่ ๆ ถึงตัดสินใจออกงานล่ะ?”
งั้นก็แปลว่า เขาเห็นตั้งนานแล้ว แต่ไม่มีเวลามาสนใจฉัน
ฉันตอบแผ่ว ๆ ว่า:
“แค่เหนื่อยน่ะค่ะ เลยอยากพักหน่อย”
เขาก็ตอบตกลงทันทีแบบไม่คิด
“ก็ดีนะ ออกจากงานแล้วเธอก็พักผ่อนอยู่บ้านดูแลลูกได้ ฉันเลี้ยงเธอเอง เย็นนี้กลับบ้านมากินข้าวกัน”
ฉันเผลอยกมือไปแตะที่ท้อง ซึ่งตอนนี้ว่างเปล่าแล้ว ก่อนจะตอบไปว่า:
“ค่ะ”
ฉันเก็บของเสร็จ ก็เรียกแท็กซี่กลับบ้านทันที
ลัทธพลที่ไม่เคยเข้าครัวเลยสักครั้ง วันนี้กลับทำอาหารเต็มโต๊ะเอาไว้ก่อนแล้ว
ฉันมองแค่แวบเดียวก็รู้ เป็นแต่กับข้าวเผ็ดทั้งนั้น ฉันเป็นโรคกระเพาะ เผ็ดนิดเดียวก็กินไม่ได้
แปลว่า อาหารทั้งหมดนี้ไม่ได้ทำเพื่อฉันตั้งแต่แรก
ลัทธพลเห็นฉันก็พูดว่า
“วันนี้วันเกิดรวีพรน่ะ เธอไม่ค่อยถูกปากอาหารข้างนอก ฉันเลยคิดว่าจะลองทำให้เธอกินสักมื้อ มานั่งกินด้วยกันสิ”
“ฉันกินพวกนี้ไม่ได้หรอก พวกเธอกินกันเถอะ”
ฉันพูดจบก็หมุนตัวจะเดินกลับเข้าห้องนอน
รวีพรทำท่าหน้าเสียเหมือนจะร้องไห้
“พี่ลัทธพล หรือว่าพี่ยมลไม่ค่อยอยากให้เค้าอยู่ ถ้าอย่างนั้นเค้ากลับก็ได้นะคะ”
ลัทธพลทำหน้าไม่ค่อยดีขึ้นมา
“ยมล เธอหยุดทำงอแงหน่อยได้ไหม? ฉันก็อธิบายแล้วว่าวันนี้แค่ฉลองวันเกิดให้รวีพรเท่านั้นเอง ตอนนี้ฉันลงมือทำกับข้าวเอง เรียกเธอมานั่งกินด้วย เธอทำหน้าแบบนั้น ใคร ๆ ก็อึดอัดกันหมดนะ”
ฉันจึงพูดกับเขาอย่างจริงจังว่า
“ฉันไม่ได้งอแง ฉันเป็นโรคกระเพาะ”
โรคกระเพาะที่ฉันได้มาจากการดื่มเหล้าแทนเขาตอนคุยงานในอดีตนั่นแหละ
แต่คำตอบนี้กลับทำให้เขายิ่งไม่พอใจ เขาหยิบเค้กชิ้นหนึ่งขึ้นมาแล้วพูดว่า
“เผ็ดกินไม่ได้ งั้นเค้กหวาน ๆ กินได้ไหม?”
ฉันยังไม่ทันพูดอะไร รวีพรก็รีบใส่ไฟทันทีว่า
“เค้าแค่อยากจะแชร์ความดีใจวันเกิดกับพี่ยมลเองค่ะ ไม่คิดว่าจะทำให้พี่ไม่พอใจเลย ได้ยินมาว่าตระกูลดารากรรับพี่ไว้ตั้งสิบห้าปี ถึงไม่เห็นแก่เค้า ก็เห็นแก่พี่ลัทธพลหน่อยเถอะนะคะ อย่าทำให้พี่เขาลำบากใจเลย”
ฉันได้แต่หัวเราะในใจ ดูเหมือนลัทธพลจะชินกับการมองฉันจากที่สูง จนปล่อยให้คนข้าง ๆ ใช้บุญคุณมากดฉันแบบนี้
ใช่ ฉันอยู่บ้านเขามาสิบห้าปี แต่ฉันติดหนี้เขาอะไร ฉันก็ชดใช้ให้หมดตั้งนานแล้ว
ฉันเพิ่งจะอ้าปากจะปฏิเสธ ช้อนเค้กก็ถูกยัดเข้าปากฉันแบบหงุดหงิด
ลัทธพลเอาเค้กที่เหลือในมือเทลงถังขยะ แล้วพูดเสียงแข็งว่า
“กินข้าวแค่นี้ จะเรื่องมากอะไรนักหนา!”
ฉันจำใจกลืนของที่อยู่ในปากลงไป แต่ทันใดนั้นก็รู้สึกว่ารสชาติแปลกไป
ในนั้นมีซอสมะม่วงปนอยู่ ทั้งที่ฉันแพ้มะม่วง!
แต่ตอนนี้ก็สายเกินไปแล้ว หน้าฉันร้อนผ่าวขึ้นมาทั้งหน้า หายใจก็ไม่ออก
ฉันกุมหน้าอก ทรุดตัวนั่งยองลงกับพื้น
พยายามหอบเอาอากาศเข้าปอดทีละนิด
ลัทธพลเห็นสภาพฉัน ก็เริ่มลนลานขึ้นมาทันที
“ยมล เธอเป็น—”
เขากำลังก้าวเข้ามาจะประคองฉัน แต่รวีพรก็รีบส่งเสียงอ่อนปนสั่นขึ้นมากลางคันว่า
“พี่ลัทธพล… ช่วย… ช่วยเค้าด้วย เมื่อกี้เค้าเครียดเพราะพี่ยมล เลยสำลัก… หายใจไม่ออก…”
ลัทธพลได้ยินเสียงเธอ แววตาที่ตื่นตระหนกเพราะฉันก็หายไปในทันที หันกลับไปเต็ม ๆกลายเป็นความห่วงใยและใจอ่อนที่มีให้รวีพรเพียงคนเดียว
เขาอุ้มรวีพรขึ้นมากอดอย่างรวดเร็ว จากนั้นหันมามองฉันด้วยสายตาเต็มไปด้วยความรังเกียจ
“ยมล! ก็เพราะเธอเอาแต่ก่อเรื่องไม่หยุด! ถึงทำให้รวีพรสำลัก! ถ้าเธอเป็นอะไรขึ้นมา เธอรับผิดชอบไหวไหม?!”
เขาตะโกนใส่ฉันด้วยความโมโหสุดขีด ก่อนจะอุ้มรวีพรรีบเดินออกจากประตูไป
ตอนเขาออกไป ฉันยังเห็นรวีพรส่งสายตาเหมือนผู้ชนะให้ฉัน ราวกับกำลังบอกว่า:
“เห็นไหมล่ะ เขาเลือกใครเวลาต้องเลือกสองคน”
ห้องกลับมาเงียบกริบในทันที ฉันเจ็บจนแทบหายใจไม่ออก รีบคว้ามือถือกดโทรเรียกรถพยาบาลด้วยความลนลาน
เมื่อฉันลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง
ลัทธพลกลับนั่งอยู่ข้างเตียงฉัน
พอเห็นฉันฟื้น เขาก็จับมือฉันแน่น
“ยมล……”
พยาบาลเข้ามาตรวจพอดี ขัดจังหวะคำพูดของเขา หลังจากนั้นเขาก็เอ่ยถามด้วยสีหน้ากังวลว่า
“ลูก ไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”
