บท
ตั้งค่า

5

รชนิศนั่งเคียงข้างพิมพ์ฝันอยู่ภายในเครื่องบินชั้นธุรกิจทั่วไปที่มีที่นั่งแคบหน่อยและไม่มีบริการอาหารหรือเครื่องดื่มบนเครื่อง เพราะคนที่จะทำงานที่ไต้หวันกับป้าของพิมพ์ฝันในชุดนี้มีเงินไม่เพียงพอหรอกที่จะนั่งชั้นเฟิร์สทคลาส ลำพังมีเงินจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินก็ดีเท่าไหร่แล้ว หญิงสาวดึงสายตาออกมาจากทิวทัศน์เบื้องนอกเครื่องบินเมื่อรู้สึกว่าเพื่อนรักจะเงียบไปต่างจากปกติที่ต้องชวนคุยไม่ได้หยุดหย่อน และส่วนใหญ่พิมพ์ฝันจะเป็นคนพูดส่วนรชนิศจะเป็นผู้นั่งฟังเสียมากกว่า

“ทำไมเงียบๆ ไปล่ะฝัน? ดูสิ...หน้างอเป็นจวักเชียว”

“ทะเลาะกับพ่อมาน่ะสิ” พิมพ์ฝันบอกพลางถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายกับความไม่ลงรอยกับพ่อ เธอกับพ่อทะเลาะกันบ่อยๆ เพราะความคิดที่ขัดแย้งแต่ก็ไม่รุนแรง แต่ครั้งนี้มันต่างออกไป...เมื่อเธอบอกพ่อว่าจะไม่ยอมหมั้นกับคนที่พ่อเลือกไว้ พ่อของเธอจึงบอกว่าจะไม่สนับสนุนด้านการเรียนอีกต่อไป ซึ่งพิมพ์ฝันก็ไม่ลังเลเลยที่จะตกลงตามนั้นเพราะได้ทำการตกลงกับป้าไว้แล้วว่าจะมาทำงานที่ไต้หวัน “พ่อไล่ฉันออกจากบ้านเพราะไม่ยอมหมั้นกับลูกชายเพื่อนพ่อ ฉันก็เลยจัดให้เพราะถ้าจะให้ฉันผูกชีวิตของตัวเองไว้กับผู้ชายที่ไม่เคยเห็นแม้แต่หน้าฉันก็ขอไปตายเอาดาบหน้าซะดีกว่า”

“ใจเย็นน่า...” รชนิศบอกพลางบีบกระชับแน่นที่ไหล่บางของเพื่อนอย่างให้กำลังใจ “ลุงฤทธิ์แกคงกำลังโมโหเท่านั้นแหละ อีกสักพักแกคงจะหายโกรธเองแหละ” ลุงฤทธิ์หรือพฤทธิ์ จรุงเนตรคือพ่อของพิมพ์ฝัน “ไม่มีพ่อแม่คนไหนตัดลูกได้ลงคอหรอกนะ”

หลังจากที่เครื่องร่อนลงจอดที่สนามบินแห่งหนึ่งในกรุงไทเปแล้ว ทุกคนต่างก็มารอกระเป๋าของตัวเองที่ช่องรอรับกระเป๋า พิมพ์ฝันยืนคล้องแขนอยู่กับรชนิศและกระเป๋าเดินทางของรชนิศก็ออกมาก่อน เจ้าของกระเป๋าเดินไปหยิบกระเป๋าเดินทางสีน้ำตาลเข้มของตัวเองออกมา ซึ่งไม่หนักนักเพราะข้าวของส่วนตัวก็ไม่ได้มีอะไรมากมาย พิมพ์ฝันมองกระเป๋าเดินทางสีน้ำทะเลของตัวเองกำลังเคลื่อนตัวออกมา หญิงสาวกำลังจะยื่นมือไปคว้าเอากระเป๋าเดินทางนั้น แต่มือเรียวทว่าใหญ่คล้ายๆ จะเป็นมือของผู้ชายกลับยื่นไปคว้ากระเป๋าเดินทางของเธอขึ้นมาเสียก่อน พิมพ์ฝันเงยหน้าขึ้นมองคนที่บังอาจแย่งกระเป๋าเดินทางของเธอ และก็พบว่าเป็นชายหนุ่มในเสื้อเชิ้ตที่ปล่อยกระดุมบนสองสามเม็ดให้เป็นอิสระและเก็บชายเสื้อเข้าไปในกางเกงผ้าที่ประเมินจากสายตาแล้วก็คงจะเป็นผ้าเนื้อดีกับเข็มขัดหนังและหัวเข็มขัดสุดหรูมันปลาบ ใบหน้ามีส่วนคมส่วนเหลี่ยมดูบึกบึนสมเป็นชายหนุ่มและมีแนวหนวดไม่ยาวมากขึ้นไล่ตามสันขากรรไกรปากไปจนถึงลูกคางเหลี่ยมน้อยๆ ของเขา แต่เธอไม่อาจเห็นหน้าตาทั้งหมดของเขาได้เมื่อเขาสวมแว่นกันแดดยี่ห้อดังที่ปิดหน้าเกือบครึ่ง

พิมพ์ฝันยืนอึ้งอ้าปากค้างอย่างตกใจอยู่ครู่หนึ่งเมื่อกระเป๋าเดินทางสุดรักสุดหวงถูกชายนิรนามฉกไปต่อหน้าต่อตา โดยที่เขาไม่รู้ตัวเลยหรือว่านั่นมันเป็นกระเป๋าของเธอ! ก่อนที่จะตั้งสติได้แล้วรีบวิ่งตามชายหนุ่มที่มีช่วงก้าวยาวและหนักแน่นไปโดยมีรชนิศวิ่งตามไปติดๆ

“เฮ้! เฮ้! นี่นาย หยุดนะ!” พิมพ์ฝันส่งเสียงตะโกนร้องออกไปเป็นภาษาไทยแต่อีกฝ่ายก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด ก่อนที่เธอจะเปลี่ยนมาเรียกเขาเป็นภาษาอังกฤษซึ่งเปรียบเสมือนเป็นภาษาราชการของโลกนี้แทน “นี่! หยุดนะ นายกำลังขโมยกระเป๋าฉันนะ”

เสียงของเธอไม่ได้เบาแม้แต่น้อย เรียกความสนใจจากทุกคนในสนามบินให้หันมองเธอเป็นตาเดียวขณะที่ยังวิ่งตามร่างสูงนั้นไม่หยุด ไม่รู้ว่าเขาไม่ได้ยินเธอจริงๆ หรือแกล้งไม่ได้ยินกันแน่จึงไม่หยุดเดินเสียที เสียงตะโกนของพิมพ์ฝันทำให้ตำรวจประจำสนามบินต้องวิ่งเข้ามาเพื่อควบคุมสถานการณ์ก่อนที่มันจะสร้างความวุ่นวายให้แก่ผู้ใช้บริการคนอื่นไปมากกว่านี้

“เกิดอะไรขึ้นครับคุณผู้หญิง?” ตำรวจสนามบินถามเป็นภาษาอังกฤษอย่างสุภาพ

“ผู้ชายคนนั้นเขาเอากระเป๋าเดินทางของฉันไปค่ะ”

พิมพ์ฝันตอบกลับทำให้นายตำรวจหนึ่งในสองคนวิ่งไปตามชายคนที่ถูกกล่าวหาว่าขโมยกระเป๋าของหญิงสาว ในขณะที่นายตำรวจอีกคนยืนอยู่สงบสถานการณ์ทางด้านพิมพ์ฝันและรชนิศ พิมพ์ฝันยืนมองตำรวจสนามบินที่ยืนคุยกับชายขี้ขโมยและเหมือนเขาจะถูกเชิญให้มาไกล่เกลี่ยกับคู่กรณีอารมณ์ร้อนอย่างพิมพ์ฝัน และเมื่อคนตัวสูงคนนั้นมาหยุดยืนอยู่ต่อหน้าหญิงสาวทั้งสองพร้อมกับนายตำรวจที่ไปเชิญตัวเขามาแล้วพิมพ์ฝันก็ชิงใส่ก่อนไม่ยั้ง

“ไอ้คนขี้ขโมย! แหม...คนสมัยนี้มันดูที่หน้าตาไม่ได้จริงๆ รูปร่างหน้าตาการแต่งตัวก็ออกจะดี ที่แท้ก็เป็นแค่ขี้ขโมยดีๆ นี่เอง โธ่เอ๊ย! ไม่มีปัญญาทำมาหากินด้วยวิธีอื่นแล้วหรือไง?”

“เดี๋ยวๆ ผมนี่นะขโมย?” อีกฝ่ายตอบกลับมาด้วยภาษาอังกฤษเหมือนที่พิมพ์ฝันใช้ “ผมขโมยอะไรของคุณไม่ทราบครับคุณผู้หญิง?”

เขาถามพลางวางท่ายียวนกวนประสาทเอามือล้วงกระเป๋าอย่างกวนโทสะหลังจากเห็นท่าทางที่เลือดร้อนของคู่กรณีเข้าให้อย่างนี้ อีกฝ่ายทำหน้าตาขึงขังโกรธอย่างเอาเรื่อง

“ยังมีหน้ามาถามอีกว่าขโมยอะไรจากฉัน! ก็กระเป๋าเดินทางที่อยู่ในมือนายนั่นไงล่ะ”

หญิงสาวพูดพลางหอบด้วยอารมณ์โมโหกับท่าทางกวนเบื้องล่างและคำพูดที่เหมือนจะไม่รู้สึกรู้สาของเขา อีกฝ่ายมองดูใบหน้าเนียนที่แดงก่ำกว่าปกติด้วยโทสะแล้วรู้สึกชอบใจยิ่งนักที่กวนเธอให้อารมณ์ขึ้นได้ขนาดนี้

“ใจเย็นน่า...ฝัน ค่อยๆ พูดกันก็ได้” รชนิศพยายามจะดึงแขนเพื่อนรักไว้เพื่อให้เธอสงบสติอารมณ์

“อะไรกันครับ? กระเป๋าเดินทางนี้ของผมต่างหากล่ะ ว่าแต่ผม...คุณเองนั่นแหละที่เป็นขโมยขี้ตู่ที่พยายามจะยื้อแย่งกระเป๋าเดินทางที่เป็นของผม”

“นี่ๆ อย่ามามั่วนะ! นั่นมันกระเป๋าของฉันต่างหาก ไม่เชื่อเปิดดูเลยว่าไอ้ที่อยู่ข้างในกระเป๋านั่นน่ะเป็นจีสตริงหรือถุงยางอนามัย!”

คำพูดของเธอหากในสภาวการณ์ปกติคงเรียกเสียงหัวเราะจากคนที่เหลือซึ่งยืนล้อมวงได้ แต่บรรยากาศตึงเครียดเช่นนี้คงไม่มีใครหัวเราะออก ยกเว้นคู่กรณีที่แอบยิ้มขำอย่างดูแคลนกับคำพูดบางคำของเธอ

‘จีสตริงอย่างนั้นหรือ? อย่างยัยลิงนี่หรือใส่จีสตริง แค่กางเกงในผ้าฝ้ายก็หรูแล้ว เดี๋ยวคงได้เห็นคนหน้าแตกกันล่ะทีนี้’ เขาคิดในใจพลางส่ายหน้าเบาๆ ก่อนก้มลงไปเปิดกระเป๋าตามที่เธอท้าทาย ด้วยอยากเห็นคนหน้าแตกเร็วๆ

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel