บท
ตั้งค่า

บทที่ 2

เด็กผู้ชายคนนั้นมีดวงตาที่เหมือนกับฉันทุกประการ ไม่ใช่ดวงตาสีเทาเย็นชาของเดเมียน แต่เป็นดวงตาของฉันเอง—สีน้ำผึ้งอำพันเข้ม แต้มประกายสีทองเล็ก ๆ เหมือนกับที่แม่ของฉันเคยบอกว่าเป็น "สีน้ำผึ้งยามต้องแสงแดด"

เขากำลังดึงชายเสื้อสูทของเดเมียน ใบหน้ากลมเล็กขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัย

"คุณพ่อครับ คุณน้าคนนั้นหน้าตาเหมือนผมเลย เหมือนกำลังมองตัวเองในกระจก"

สีหน้าของเดเมียนเปลี่ยนไป เขามองฉัน แล้วหันไปมองลูกชายของตัวเอง ฉันเห็นชัดว่าในเสี้ยววินาทีนั้น สมองของเขากำลังคำนวณทุกอย่างอย่างรวดเร็ว ดวงตาฉายแววตกใจที่จำฉันได้ ก่อนจะถูกกดเก็บไว้จนไม่เหลือร่องรอย

"อย่าพูดเหลวไหล อีธาน"

เขาพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย พร้อมพาเด็กชายถอยออกไปด้านข้าง "ไปหาน้องชายสิ"

แต่อีธานไม่ขยับ เขายังคงจ้องมองฉันไม่วางตา พลางเอียงศีรษะเล็กน้อย ก่อนจะใช้สายตาที่จริงจังเกินกว่าเด็กห้าขวบจะมี พินิจใบหน้าของฉันอย่างละเอียด "ตรงนี้...คุณน้าก็มีไฝเหมือนผม" เขาพูดเสียงเบา พลางชี้ไปที่ไฝเม็ดเล็กข้างดวงตาซ้ายของฉัน

ลำคอของฉันเหมือนถูกอะไรบางอย่างอุดตันในทันที

ฉันมีไฝเม็ดนั้น แม่ของฉันก็มี

ตำหนิเล็ก ๆ ที่สืบทอดกันมาสามชั่วอายุคน ราวกับเป็นตราประทับที่ถูกสลักไว้บนผิวหนังของพวกเรา

"อีธาน" น้ำเสียงของเดเมียนแข็งกร้าวขึ้นทันที "ไปเดี๋ยวนี้"

เด็กชายสะดุ้งจนตัวหด ก่อนจะรีบหันหลังวิ่งจากไป ฉันมองแผ่นหลังเล็ก ๆ ของเขาค่อย ๆ หายไปท่ามกลางผู้คน แล้วรู้สึกราวกับบาดแผลที่คิดว่าหายดีแล้ว ถูกฉีกกระชากออกอีกครั้งอย่างรุนแรง

วิกตอเรียเดินเข้ามาหยุดข้างเดเมียนอย่างเงียบเชียบ รอยยิ้มบนใบหน้าคมกริบเสียจนเหมือนอาวุธ

"ที่รัก คนนี้เป็นเพื่อนคุณหรือคะ"

"ลีน่า ครอส" เดเมียนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเย็นจนจับอารมณ์ไม่ได้ "ซีอีโอของ Crossfire Technologies ตอนนี้เรากำลังหารือเบื้องต้นเกี่ยวกับโครงการบูรณาการระบบ AI"

สายตาของวิกตอเรียกวาดมองฉันตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ประเมินทั้งชุดราตรี เครื่องประดับ และมูลค่าของฉันอย่างเงียบ ๆ

"อ้อ...คุณผู้หญิงแห่งวงการเทคโนโลยีคนนั้นนี่เอง น่าสนใจดีนะคะ"

เธอยื่นมือมาอย่างแผ่วเบา "หวังว่าคืนนี้คุณจะมีความสุขกับงานเลี้ยงเล็ก ๆ ของเรานะคะ"

"มีความสุขมากค่ะ" ฉันตอบ ทั้งที่ข้างในปั่นป่วนจนแทบควบคุมไม่อยู่ แต่น้ำเสียงยังคงสงบนิ่ง "โดยเฉพาะสุนทรพจน์ของคุณ ซาบซึ้งมากจริง ๆ โดยเฉพาะช่วงที่พูดถึงแม่อุ้มบุญ"

แววตาของเธอวาบประกายอันตรายขึ้นทันที

"ดีใจที่คุณชอบนะคะ"

"ฉันชอบมากจริง ๆ" ฉันยิ้มบาง ๆ "แต่มีเรื่องหนึ่งที่ฉันสงสัย ถ้าความรักของแม่เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำหรับคุณขนาดนั้น แล้วตอนนั้นทำไมคุณถึงต้องใช้แม่อุ้มบุญล่ะ"

บรรยากาศระหว่างเรานิ่งงันราวกับถูกแช่แข็ง

รอยยิ้มบนใบหน้าของวิกตอเรียไม่สั่นไหวแม้แต่น้อย แต่ปลายนิ้วที่เกาะแขนเดเมียนกลับบีบแน่นขึ้นจนข้อนิ้วซีดขาว

"คุณพูดว่าอะไรนะ"

"ลูกแฝดของตระกูลแอชฟอร์ดนะคะ"

ฉันพูดสบาย ๆ เหมือนกำลังคุยเรื่องทั่ว ๆ ไป "พวกเขาเกิดจากแม่อุ้มบุญ วิกตอเรีย เรื่องนี้ค้นเจอได้จากข้อมูลสาธารณะ คุณคิดจริง ๆ เหรอว่าจะไม่มีใครไปตรวจสอบ"

เดเมียนก้าวมาข้างหน้า ร่างสูงใหญ่ของเขาเข้ามาขวางระหว่างเราทั้งสอง

"คุณครอส ผมคิดว่าคืนนี้คุณคงดื่มแชมเปญมากเกินไปแล้ว"

"ฉันยังไม่ได้ดื่มแม้แต่หยดเดียว" ฉันยกแก้วแชมเปญที่แตกและเปื้อนเลือดขึ้นให้เขาดู

"ตอนนี้ฉันมีสติที่สุด"

หน้ากากของวิกตอเรียแตกสลายลงในเสี้ยววินาทีนั้น

เพียงหนึ่งวินาทีสั้น ๆ ฉันเห็นความเกลียดชังที่บริสุทธิ์และไม่คิดปิดบังแม้แต่น้อยในดวงตาของเธอ

"คุณควรไปได้แล้ว" เธอพูดด้วยเสียงแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน

"ฉันไปแน่" ฉันตอบ "หลังจากได้เจอลูกชายอีกคนของคุณก่อน เขาชื่ออะไรนะ...โอลิเวอร์ ใช่ไหม"

สีหน้าของวิกตอเรียซีดเผือดในทันที

ไม่ใช่แค่ซีดธรรมดา แต่ซีดเหมือนเลือดทั้งร่างถูกสูบหายไปจนหมด

เพราะชื่อของโอลิเวอร์ไม่เคยถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ

ตระกูลแอชฟอร์ดเก็บข้อมูลของเด็กทั้งสองไว้เป็นความลับอย่างเข้มงวด ถ้าคืนนี้อีธานไม่ได้แอบหลุดจากสายตาของพี่เลี้ยง เขาก็คงไม่มีทางมาปรากฏตัวในงานนี้

"คุณรู้ชื่อนี้ได้ยังไง"

น้ำเสียงของเดเมียนยังคงสุขุมและกดเอาไว้ แต่ฉันสัมผัสได้ถึงแรงคุกคามที่ซ่อนอยู่ใต้ความนิ่งนั้น

ฉันยกยิ้มมุมปากเบา ๆ

"ราตรีสวัสดิ์ค่ะ คุณแอชฟอร์ด"

ฉันหมุนตัวเดินจากมา เสียงส้นรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนดังกังวานเป็นจังหวะตรงไปยังทางออก มือทั้งสองข้างสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ แต่แผ่นหลังของฉันยังเหยียดตรงราวกับเหล็กกล้า

เพิ่งเดินมาถึงโถงด้านหน้า เขาก็ตามมาทัน

"หยุด"

มือของเขาคว้าข้อศอกฉันไว้แน่น แรงพอจะรั้งฉันไว้ แต่ไม่ได้ถึงกับทำให้เจ็บ

ฉันก้มมองมือที่จับแขนของตัวเอง ก่อนจะเงยหน้ามองเขา

ในระยะใกล้ขนาดนี้ ฉันมองเห็นรอยแผลเป็นเล็ก ๆ ตรงคางของเขาได้ชัดเจน ฉันเคยเห็นรอยนั้นจากในนิตยสาร เป็นแผลจากอุบัติเหตุสมัยเด็ก ลูกชายของเขาก็คงมีรอยแบบเดียวกันอยู่ที่คางเหมือนกัน

แต่น่าเสียดาย...ฉันไม่มีวันรู้

เพราะฉันเคยอุ้มพวกเขาเพียงสิบเอ็ดวินาทีเท่านั้น

"ฉันก็คือผู้หญิงที่ภรรยาของคุณเพิ่งทำให้อับอายต่อหน้าทุกคนเมื่อครู่นี้"

ฉันพูดเรียบ ๆ "ปล่อยฉัน"

"คุณรู้เรื่องที่ไม่ควรรู้" เขายังไม่ยอมปล่อยมือ สายตาลุ่มลึกจับจ้องมาที่ฉัน "ทั้งเรื่องครอบครัวของผม เรื่องลูกของผม ผมต้องรู้ว่าคุณรู้มาได้ยังไง"

"ไปถามภรรยาคุณสิ" ฉันตอบ "ดูเหมือนเธอจะรู้ดีว่าฉันเป็นใคร"

ฉันสะบัดตัวหลุดจากมือของเขา ก่อนจะก้าวขึ้นรถที่จอดรออยู่หน้าประตูทันที

ขณะที่รถค่อย ๆ เคลื่อนออกไป ฉันหันกลับไปมองผ่านกระจกด้านหลัง

เดเมียนยังยืนอยู่บนบันได โทรศัพท์แนบอยู่ข้างหู ใบหน้าทั้งหมดถูกปกคลุมด้วยความเย็นเยียบและโทสะที่น่าสะพรึงกลัว

ทันใดนั้น โทรศัพท์ของฉันก็สั่นขึ้น

เป็นข้อความจากหมายเลขที่ไม่รู้จัก

คุณเคยเซ็นสัญญาปกปิดความลับไว้แล้ว ถ้าคุณกล้าพูดเรื่องลูกของฉันอีกแม้แต่คำเดียว ฉันจะทำลายคุณให้หมดสิ้น — V.A.

ฉันจ้องข้อความนั้นเขม็ง ก่อนจะพิมพ์ตอบกลับไปเพียงประโยคสั้นๆ

พวกเขาคือลูกของฉัน

อีกฝ่ายตอบกลับแทบจะทันที

เอาหลักฐานมาให้ได้ก่อน ไม่อย่างนั้นฉันรับรองว่าชาตินี้คุณจะไม่มีวันได้เจอพวกเขาอีก ต่อให้เป็นสิบเอ็ดวินาทีก็ไม่มีวัน

เธอรู้เรื่องสิบเอ็ดวินาทีนั้น เธอรู้ทุกอย่าง

โทรศัพท์ของฉันสั่นขึ้นอีกครั้ง คราวนี้เป็นสายจากทนายความ

"ลีน่า เรามีปัญหาใหญ่แล้ว เมื่อกี้มีคนยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอคำสั่งอายัดทรัพย์สินฉุกเฉิน ขออายัดทรัพย์สินทั้งหมดของ Crossfire Technologies ฝ่ายโจทก์คือตระกูลแอชฟอร์ด โดยอ้างว่าบริษัทเราละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา"

เลือดทั้งร่างของฉันเย็นเฉียบในพริบตา

วิกตอเรียไม่ได้แค่ข่มขู่ด้วยคำพูด

เธอต้องการทำลายบริษัทของฉันให้พังย่อยยับ และทำลายอาวุธเพียงชิ้นเดียวที่ฉันยังใช้ต่อกรกับพวกเขาได้

ฉันหลับตาลงอย่างสิ้นหวัง ก่อนจะพิงหน้าผากลงกับกระจกหน้าต่างรถที่เย็นเฉียบ

ในจังหวะนั้นเอง โทรศัพท์สั่นเป็นครั้งสุดท้าย

เป็นรูปภาพหนึ่งใบ

ในภาพ เด็กชายตัวน้อยสองคนกำลังนอนหลับอยู่บนเตียงเล็กที่วางคู่กัน ใบหน้ากลม ๆ หลับสนิทอย่างไร้เดียงสา เส้นผมสีดำยุ่งนิด ๆ

นั่นคือลูกชายแท้ ๆ ของฉัน

ใต้ภาพมีข้อความจากเดเมียน

พรุ่งนี้เก้าโมงเช้า มาพบผมที่ห้องทำงาน มาคนเดียว ไม่อย่างนั้นผมจะโทรแจ้งตำรวจทันที

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel