บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 3 เข้าเมือง

เธอนั่งรออยู่สักพัก ก็มีเกวียนวัวขับผ่านมาพอดี เธอเห็นอี้เฉิงตกลงราคาและกำลังขนสัตว์ขึ้นรถ เขาตกลงกันได้อยู่ที่ หนึ่งตำลึงเงิน เพราะหมีตัวใหญ่มาก และนี่ก็เกือบเย็นแล้วด้วย

“เจ้าให้ข้าช่วยอะไรไหม” เธอก็อยากช่วยอะไรเขาบ้าง

“แค่เจ้าอยู่เฉยๆ ไม่วุ่นวายก็พอแล้ว” เขาและลุงคนขับเกวียนช่วยกันขนหมีตัวใหญ่ขึ้นไปบนเกวียน

“เจ้าหนุ่มหมีของเจ้าตัวใหญ่มาก เจ้าช่างดวงดีจริงๆ ดูจากตามตัวของหมีแล้ว เจ้าต้องฝีมือดีไม่เบาเลย”

ลุงขับเกวียนถามอี้เฉิง แต่อี้เฉิงก็ไม่ได้ตอบอะไรกลับไป เขาทำเป็นนิ่ง เพราะถ้าใจดีมากไปอันตรายอาจจะมาถึงตัวเขาเสียเอง

ลุงขับเกวียนที่ถามออกไป แต่ไม่ได้คำตอบ เขารู้สึกเสียหน้าอยู่บ้าง แต่ล่าหมีตัวใหญ่ได้ก็น่าจะไม่ใช่คนที่เขาจะสามารถคุยด้วยได้ เขามองไปเห็นหญิงสาวที่มาพร้อมกับชายหนุ่ม เธอแต่งชุดไม่เหมือนกับคนอื่น “เจ้าพาภรรยามาล่าสัตว์ด้วยหรือ แต่แต่งตัวสั้นแบบนี้จะทำให้คนอื่นมองภรรยาเจ้าไม่ดีได้ ถ้าเจ้าไม่ว่าอะไรจะซื้อชุดต่อข้าก็ได้พอดีข้ารับชุดจะเข้าไปขายอีกเมืองมานิดหน่อย”

เหมยฮวาได้ยินลุงขับรถถาม เธอจะตอบกลับว่าไม่ใช่ภรรยา เสียงอี้เฉิงก็พูดขึ้นมาก่อน เธอต้องจำเป็นภรรยาของเขาไปก่อน เอาไว้กลับไปที่บ้านเขา เธอต้องคุยเรื่องนี้กับเขาอีกครั้ง

อี้เฉิงมองไปที่เหมยฮวา เธอจำเป็นต้องมีชุดใหม่จริงๆ “ข้าขอซื้อชุดท่านหนึ่งชุดก็แล้วกัน”

“มาลองเลือกดู เจ้าชอบชุดแบบไหน” เขาได้กำไรตั้งสองต่อ ได้ทั้งค่าขนหมีไปขาย และได้ขายเสื้อผ้าที่ขายไม่ค่อยออก ออกไปอีกด้วย

“ขอบคุณค่ะคุณลุง แต่ข้าไม่มีเงินหรอก”

“เจ้าเข้าไปเลือกมาสักชุดเถอะ ข้าจ่ายเงินให้เจ้าเอง”

“เจ้าให้ข้าเลือกชุดพวกนี้จริงๆ นะหรือ ถ้าข้าหาเงินได้ ข้าจะเอาเงินมาคืนเจ้าแน่นอน” เธอพูดเบาๆ กับอี้เฉิงและเดินเข้าไปเลือกชุดมาหนึ่งชุด เสื้อผ้าของลุงที่นำมานั้น เป็นแบบธรรมดา เป็นผ้าหยาบหลากสี และมีผ้าฝ้ายที่ดูใส่สบายปนอยู่บ้าง เธอถูกใจชุดผ้าฝ้ายสีเขียวอ่อนอยู่หนึ่งชุด ดูเรียบๆ ไม่ค่อยสะดุดตาเท่าไหร่

“ข้าเอาชุดนี้ราคาเท่าไหร่”

“ชุดนี้ข้าขายให้เจ้าสี่สิบอีแปะก็แล้วกัน เป็นผ้าสีอ่อน ข้าขายไม่ค่อยออกเท่าไหร่”

เธอหันไปมองที่อี้เฉิงเพื่อบอกว่าเธอต้องการชุดนี้ เขาก็เดินเข้าไปจ่ายเงินให้ลุงสี่สิบอีแปะ “ข้าขอเข้าป่าไปเปลี่ยนชุดก่อนได้หรือไม่” เขาพยักหน้าตอบเธอ เธอก็วิ่งเข้าไปในป่าหาที่เหมาะๆ และก็เริ่มเปลี่ยนชุด เป็นชุดที่ใหม่ ชุดนี้ใส่ไม่ยากเท่าไหร่ เป็นชุดแยกสองชิ้น เป็นเสื้อแขนยาวลำตัวยาวคลุมถึงเท้าและมีกระโปรงใส่ไว้ด้านในอีกชั้น เธอเลยสวมทับชุดนักเรียนที่เธอใส่มาเสียเลย พอเธอใส่ชุดเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็เดินออกมาขึ้นเกวียนวัวที่จอดรอเธออยู่ เธอรู้สึกว่าเกวียนวัวสูงมากเธอไม่มีที่ให้เหยียบขึ้นไป เธอพยายามปีนขึ้นไป ก็ปีนขึ้นไม่ได้เสียที

“เจ้าไม่ช่วยภรรยาของเจ้าขึ้นไปบนเกวียนหน่อยหรือ นางตัวเล็กนิดเดียว”

อี้เฉิงถอนหายใจเสียงดังแค่ให้เธอได้ยิน

“ฉันขึ้นเองได้นายไม่ต้องช่วยก็ได้” แค่ช่วยเธอขึ้นไปบนเกวียนมันยากมากหรือไง ถ้าลำบากใจมากนักเธอจะพยายามปีนขึ้นไปเอง

“จับมือข้าไว้ เจ้าทำให้พวกเราเสียเวลามามากพอแล้ว”

เธอจึงต้องจำใจจับมือของอี้เฉิงไว้ เขาแกล้งดึงเธอขึ้นมาบนเกวียนด้วยความเร็ว ทำให้เธอไม่ทันตั้งตัว เสียการทรงตัว และล้มไปบนตัวของเขา

“เจ้าอยากกอดข้า บอกข้าดีๆ ข้าก็ให้เจ้ากอดอยู่แล้ว” เขาแกล้งกอดนางกลับไป เขาได้กลิ่นหอมมาจากตัวของนาง

“ใครอยากจะกอดเจ้ากัน” เธอรีบลุกออกจากตัวของเขา และหาที่ว่างนั่งโดยหันหลังให้กับอี้เฉิง

“ข้าจะไปแล้ว พวกเจ้านั่งกันดีๆ ข้าจะขับเกวียนเร็วหน่อยเราจะได้ทันเข้าเมืองก่อนที่มันจะมืด”

เธอและเขาก็ไม่ได้พูดคุยอะไรกันอีกระหว่างทางที่เกวียนวิ่งไปเรื่อยๆ มีแค่เธอที่มองสองข้างทางอย่างสนอกสนใจ ที่นี่สองข้างทางมีแค่ป่า ทางที่เอาไว้สำหรับใช้เดินทางก็เป็นทางง่ายๆ มีหลุมตลอดทาง เวลาเกวียนวิ่งไปทำให้เธอรู้สึกเจ็บทุกครั้งที่เกวียนวิ่งผ่านหลุมเหล่านั้น เธอคิดในใจว่าเมื่อไหร่จะถึงเสียที

อี้เฉิงมองไปที่หญิงสาวที่มองดูตลอดสองข้างทาง เหมือนคนไม่เคยเห็น และทำหน้าเจ็บปวดทุกครั้งที่เกวียนวัวคันนี้ขับลงหลุมที่มีอยู่ตลอดเส้นทาง เขามองนางและคิดว่านางคงไม่เคยพบเจอกับความลำบากมาก่อนหรือเปล่า เขาคิดอะไรเพลินๆ ก็ถึงประตูเข้าเมือง เขาจ่ายค่าผ่านทางและบอกให้คนขับเกวียนขับไปที่ร้านอาหารตระกูลฉิ่น

“ถึงร้านอาหารตระกูลฉิ่นแล้ว”

อี้เฉิงเดินลงมาจากรถเกวียนวัว ลูกจ้างที่กำลังทำความสะอาดอยู่หน้าร้านก็วิ่งเข้าไปตามหลงจู๊ออกมา เพราะร้านอาหารตระกูลฉิ่งกับอี้เฉิงซื้อขายกันบ่อยครั้ง

“หลงจู๊ขอรับ นายพรานอี้เฉิงมาหาขอรับ”

“นายพรานอี้เฉิงมาหรือ เจ้าเรียกเขาเข้ามาข้างในร้านเลย”

“ได้ขอรับ” ลูกจ้างเดินออกไปเรียกอี้เฉิงให้เข้ามาคุยภายในร้าน แต่อี้เฉิงบอกว่ามีสินค้าชิ้นใหญ่นำมาขายเอาออกมาวางข้างนอกไม่ได้

“นายพรานอี้เฉิงให้คนขับเกวียนเข้าไปด้านหลังร้านได้เลยขอรับ”

“ข้าจะไปรอหลงจู๊ด้านหลังร้าน”

ลูกจ้างผู้นั้นรีบเดินเข้าไปรายงานหลงจู๊ หลงจู๊ที่ได้ฟังรายงาน ของที่ล่าได้วันนี้ที่นายพรายอี้เฉิงนำมาขายต้องเป็นของหายากอย่างแน่นอน เขาต้องรีบออกไปต้อนรับเสียแล้ว “เจ้าไปรายงานนายท่านว่านายพรานอี้เฉิงมีสินค้าชิ้นใหญ่มาขาย” หลงจู๊สั่งงานกับลูกน้องเสร็จแล้วเขาก็รีบเดินมาด้านหลังร้านทันที

“ข้าต้องทำให้รอนานหรือไม่ท่านนายพรายอี้เฉิง วันนี้ท่านมีของดีอะไรมาขายให้ที่ร้านเล็กๆ ของเรากัน”

“ท่านก็พูดไป ถ้าร้านของหลงจู๊เล็กก็ไม่มีร้านที่ไหนใหญ่ไปกว่านี้แล้ว”

หลงจู๊หัวเราะกับคำตอบของอี้เฉิง “ไม่ทราบว่าสิ่งใดกันที่ท่านนำมาขายให้กับร้านของเรา”

“ท่านลองดูเองเถิดว่าสิ่งนี้พอจะเรียกว่าชิ้นใหญ่ได้หรือไม่”

หลงจู๊เดินไปดูที่หลังรถเกวียนวัวคันนั้น เขาเปิดใบไม้ที่คลุมอยู่ออก ก็เห็นเป็นหมีตัวใหญ่ เป็นหมีตัวเมีย ถ้าแยกชิ้นส่วนออกขายร้านเขาสามารถทำราคาเพิ่มขึ้นได้ “ของชิ้นใหญ่จริงๆ ตอนนี้ข้าให้ลูกน้องไปเรียกนายท่านเจ้าของร้านมาแล้ว ท่านโปรดรอสักครู่”

อี้เฉิงรอไม่นาน ก็เห็นเจ้าของร้านเดินออกมา เจ้าของร้านฉิ่นจางหย่ง เป็นชายหนุ่มหน้าหวานแต่สายตาว่องไว เหมาะสมกับคนทำการค้า “ต้องทำให้ท่านนายพรานอี้เฉิงรอนานแล้ว ข้าขอดูสินค้าของท่านได้หรือไม่”

“เชิญท่านฉิ่นจางหย่งลองเปิดดูสินค้าก่อน”

จางหย่งเปิดดูสินค้าเป็นหมีตัวใหญ่ เขาก็มีราคาขึ้นมาในหัวทันที เขาต้องการเนื้อหมีอยู่พอดี เพราะอีกไม่กี่วันจะมีคนชั้นสูงมาเปิดห้องที่ร้านอาหารของเขา และต้องการกินเนื้อหมีซึ่งเป็นของหายาก

“ข้าขอบอกตามตรง ทางเราก็กำลังต้องการเนื้อหมีอยู่พอดี ท่านเสนอขายในราคาเท่าไหร่”

“ข้าให้ท่านเป็นคนเสนอราคาดีกว่า วันนี้ข้าต้องรีบกลับบ้าน เลยไม่ได้ไปที่อื่น มุ่งตรงมาที่ร้านของท่านโดยตรง ท่านคิดว่าควรให้ราคาข้าเท่าไหร่ดี” อี้เฉิงพูดออกไปและบอกถึงเหตุผลที่เขานำหมีมาขายให้ร้านฉิ่น ถ้าเขาแยกชิ้นส่วนขายเขาจะขายได้ราคาดีกว่า

จางหยงเข้าใจถึงคำพูดที่อี้เฉิงกล่าวออกมา เขามองไปด้านข้างรถเกวียนวัวก็เห็นหญิงสาวนางหนึ่ง นางมีใบหน้าน่ารัก และตัวขาวผ่อง เขาเผลอมองไปที่เหมยฮวานานไปหน่อย จนได้ยินเสียงไอเบาๆ ของอี้เฉิงดังขึ้นมา

“ข้าขอแนะนำให้ท่านรู้จัก คนนี้ภรรยาของข้าเอง มีนามว่าเหมยฮวา ที่ข้าต้องรีบขายหมีเพราะข้าอยากพานางกลับไปที่บ้านเร็วขึ้น”

เหมยฮวามองไปที่อี้เฉิง ส่งสายตาเป็นคำถามว่า ทำไมท่านต้องบอกว่านางเป็นภรรยาด้วย

อี้เฉิงเห็นสายตาของเหมยฮวา เขาก็ทำเป็นไม่สนใจ

“อ่อ ที่แท้แม่นางคนนี้ก็เป็นภรรยาของท่านนี่เอง ข้าชื่อฉิ่นจางหย่ง ยินดีที่ได้รู้จักกับแม่นางเหมยฮวา”

“ข้าเหมยฮวาก็ยินดีที่ได้รู้จักกับท่านฉิ่นจางหย่งเช่นกัน” เธอตอบออกไป พร้อมกับสำรวจชายหนุ่มตรงหน้า เธอคิดในใจว่า ผู้ชายจีนสมัยก่อนต้องหล่อขนาดนี้เลยหรือเนี่ย ผู้ชายที่ชื่อจางหย่งมีหน้าตาที่หล่อเหลาคล้ายบัณฑิต และมีรูปร่างสูงเพรียว

จางหย่งรู้สึกเสียดายที่หญิงสาวมีสามีเสียแล้ว เขาไม่ใช่ว่าจะถูกใจหญิงสาวได้ง่าย แต่พอถูกใจหญิงสาวสักคนก็มีเจ้าของเสียแล้ว “ข้าเสนอราคาให้ท่าน หนึ่งร้อยตำลึงทองเป็นอย่างไร” อี้เฉิงคิดราคาไว้ในใจแล้วว่าไม่น่าจะเกินหนึ่งร้อยตำลึงทอง “ตกลง หนึ่งร้อยตำลึงทอง ข้าขอแลกเงินเป็นตำลึงเงินสองร้อยตำลึงเงิน ที่เหลือข้าขอเป็นตั๋วเงินทั้งหมด”

“ตกลงตามที่ท่านว่า หลงจู๊ท่านไปนำตั๋วเงินและตำลึงเงินมาสองร้อยตำลึงเงิน และเรียกคนมาขนหมีตัวนี้ลงจากเกวียนวัวคันนี้ด้วย”

“ได้ขอรับนายท่าน” หลงจู๊ไปทำตามคำสั่งเจ้านาย และเดินออกมาพร้อมกับส่งตั๋วเงินและตำลึงเงินให้ผู้เป็นนาย

จางหย่งส่งตั๋วเงินและตำลึงเงินให้อี้เฉิง อี้เฉิงรับมาก็เก็บเข้ากระเป๋าทันทีโดยไม่ได้นับ

“ท่านไม่นับหน่อยหรือ”

“ข้าไว้ใจท่าน เรายังต้องทำการค้ากันอีกนาน”

จางหย่งหัวเราะ “ดี ข้าชอบคนเช่นท่านจริงๆ ท่านจะเข้าไปทานอาหารด้านในหรือไม่ข้าให้เด็กๆ เตรียมไว้ให้ท่าน

“ข้าต้องขอปฏิเสธคำชวนของท่านจางหย่งเสียแล้ว ข้าต้องรีบพาภรรยาของข้ากลับบ้าน เพราะนางคงจะเพลียมาก” อี้เฉิงพูดออกไปพร้อมกับมองไปที่เหมยฮวา

เหมยฮวาหน้าแดงขึ้นมาทันที เหนื่อยมากอะไร ใช่เธอเดินทางในป่าเหนื่อยมาก แต่เขาไม่จำเป็นต้องพูดคำพูดกำกวมแบบนี้ก็ได้ อีกอย่างเธอก็หิวมาก ตลอดการเดินทางในป่า เธอได้กินแค่ผลไม้เท่านั้น คนใจร้ายนี่ทำไมไม่พาเธอไปหาอาหารกินบ้าง เธอหิวจะตายอยู่แล้ว

“ถ้าแบบนั้นข้าไม่รั้งพวกท่านไว้แล้ว เดินทางกลับอย่างปลอดภัย ไว้พบกันใหม่นายพรานอี้เฉิง และแม่นางเหมยฮวา”

“ไว้พบกันใหม่เช่นกัน ท่านจางหย่ง”

หลังจากกล่าวลาเสร็จ เธอและอี้เฉิงก็ขึ้นมานั่งบนเกวียนวัว อี้เฉิงจ้างคุณลุงให้ไปส่งที่บ้านต่อ “นี่ข้าหิวจะแย่แล้ว ใจคอนายจะให้ฉันอดตายหรือไร” เธอพูดเบาๆ เพื่อให้อี้เฉิงได้ยิน

“เจ้าไม่บอกข้า ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าอยากกินข้าว”

เธอรู้สึกโกรธจนอยากร้องไห้ออกมา ผู้ชายคนนี้ช่างใจร้ายนัก ถึงเธอจะจน แต่เธอก็ไม่เคยปล่อยให้ตัวเองอดอยาก

อี้เฉิงมองไปทางเหมยฮวา ก็นึกส่งสาร เขาแกล้งนางมากเกินไปหรือไม่ เขาหันไปบอกกับคนขับเกวียนวัว ให้แวะร้านขายของกินที่ยังเปิดอยู่ เป็นร้านข้าวปั้นชุบไข่ธรรมดา เขาลงไปซื้อมาหลายชิ้น เขาแบ่งให้คนขับเกวียนวัวไปหนึ่งชิ้น เขาส่งข้าวปั้นที่มีขนาดใหญ่ให้เหมยฮวาไปสองชิ้น เขาคิดว่าเธอต้องหิวข้าวมากแน่ๆ

เหมยฮวารับมา ใครว่าเธอจะไม่รับ ถึงเธอจะโกรธแต่เธอก็ไม่อยากอดตายด้วยเช่นกัน “ขอบคุณที่หวังดี ถ้าข้าหาเงินได้ข้าจะใช้คืนท่าน”

ผู้หญิงคนนี้เห็นว่าเขาเห็นแก่เงินมากนักหรือไง “ลุงแวะร้านผ้าให้ข้าหน่อยข้าอยากซื้อผ้านวมสักผืน”

“ได้ขอรับ” ลุงขับเกวียนตอบออกไปด้วยอารมณ์ที่ดี วันนี้เขาได้เงินตั้งเยอะ เงินที่ได้เท่ากับเขาขับเกวียนแทบทั้งเดือนเลยด้วยซ้ำ แถมยังได้ข้าวชุบไข่มากินอีกด้วย

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel