ตอนที่ 6 เรือนเสวี่ยจิงมีแขก
“บ่าวไม่เข้าใจเลยเจ้าค่ะว่าคนร้ายมุ่งหวังสิ่งใดกันแน่” ไม่ต้องการให้ถึงตายแต่ก็ตามราวีไม่เลิก คนร้ายจะได้อะไรจากการกระทำนี้
“ชื่อเสียงอย่างไรเล่า คนผู้นั้นกว้างขวางและมีเส้นสายพอสมควร ถึงได้วางยาข้าได้ตั้งแต่ตอนอยู่ที่เมืองเฉินซิ่น หลันฮวาสีเลือดค่อยๆละลายพฤติกรรมและสำนึกผิดชอบชั่วดีของข้า ทำให้ท่านหญิงเอี้ยนหรูอี้กลายเป็นเชื้อพระวงศ์ที่น่ารังเกียจ ผู้ใดก็ไม่อยากเข้าใกล้” หากวิญญาณของนางไม่เข้ามาในร่างนี้ เรื่องราวเหล่านี้คงตายไปพร้อมกับเอี้ยนหรูอี้ คงไม่มีใครล่วงรู้ว่าแท้จริงแล้วมีใครบางคนคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง ชีวิตของนางเปรียบเสมือนหมากบนกระดานตัวหนึ่งเท่านั้น
“แสดงว่าที่ผ่านมาทุกอย่างที่ฮูหยินแสดงออกมามิใช่นิสัยและตัวตนที่แท้จริงหรือเจ้าคะ มิน่าเล่าบ่าวถึงรู้สึกว่าอารมณ์ของฮูหยินไม่ค่อยคงที่นัก” บทจะดีก็ดีใจหาย บทจะร้ายก็ร้ายเสียน่ากลัว อีอีจึงต้องคอยดูสีหน้าของผู้เป็นนายตลอดเวลา
“เก็บเรื่องนี้เป็นความลับอย่าได้เล่าให้ผู้ใดฟังเป็นอันขาด ระหว่างนี้ข้าจะขับพิษออกจากร่างกายให้หมดก่อน ส่วนเรื่องตามตัวคนร้ายค่อยว่ากันอีกที” เอี้ยนหรูอี้สั่งกำชับ ยามนี้นางอยู่ที่แจ้ง ส่วนศัตรูอยู่ในที่ลับจะประมาทมิได้เด็ดขาด
“เจ้าค่ะ บ่าวสัญญาว่าจะรักษาความลับนี้เท่าชีวิต”
หลังกลับมาจากด้านนอกเอี้ยนหรูอี้พบว่ายามนี้บรรยากาศเรือนเสวี่ยจิงครึกครื้นยิ่งนัก หน้าเรือนมีสตรีอยู่สามนาง หญิงสาวที่เป็นเจ้าของเรือนค่อยๆเดินเข้าไปทักทายอย่างไม่รีบร้อน เรือนร่างอรชรย่อกายลงทำความเคารพสตรีอาวุโสที่อีอีกระซิบว่านั่นคือแม่สามี ตามด้วยชิวเยียนที่มีศักดิ์เป็นอาสะใภ้ ก่อนจะทักทายชิวหรงหลานสาวของอาสะใภ้เป็นลำดับสุดท้าย
“ข้าไม่ทราบว่าทุกคนจะมาเยี่ยมจึงมิทันได้เตรียมตัว ต้องขออภัยที่ให้รอนาน” เอี้ยนหรูอี้ในอาภรณ์สีเขียวเข้มธรรมดา เกล้าผมขึ้นเรียบง่ายปักเพียงปิ่นหยกไร้เครื่องประดับหรูหรา เพราะต้องออกไปข้างนอกเพื่อจัดการหลายอย่าง นางจึงต้องการความคล่องตัวมิได้พิถีพิถันนัก
“ไม่ต้องมากพิธี ข้าแค่มาดูว่าเจ้าหายดีหรือยัง แต่จากที่เห็นแสดงว่ากลับมาเป็นปกติแล้วใช่ไหม” หญิงชราโบกมือเป็นเชิงบอกว่าไม่ได้ถือสาอันใด นางอยากมาดูให้แน่ใจว่าลูกสะใภ้หายดีแล้ว ได้ยินพวกบ่าวพากันพูดว่าฮูหยินเพิ่งให้รถม้าไปส่งที่ร้านยา แสดงว่านางคงป่วยจริงๆมิได้เสแสร้งอย่างที่ทุกคนเข้าใจ “เจ้าค่ะท่านแม่” เอี้ยนหรูอี้ตอบรับอย่างนอบน้อม ปฏิกิริยาของนางทำให้ทุกคนถึงกับตกตะลึงพร้อมกัน ก่อนหน้านี้ฮูหยินไม่เคยเรียกแม่สามีว่าท่านแม่ นอกจากท่านแม่ทัพแล้วนางไม่ญาติดีกับผู้ใดเลย
“หลานสะใภ้คงป่วยหนักจนสมองกระทบกระเทือน ถึงได้เปลี่ยนไปราวคนละคนเช่นนี้” ชิวเยียนพูดโพล่งออกไป คนในจวนแม่ทัพต่างทราบดีว่านางกับหลานสะใภ้ไม่ถูกชะตากัน จึงไม่จำเป็นต้องรักษาหน้าผู้ใด แต่ถึงกระนั้นก็ยังอดมองใบหน้างามพิสุทธิ์ด้วยความริษยาไม่ได้
นางไม่ชินกับภาพลักษณ์เช่นนี้ของหลานสะใภ้ เอี้ยนหรูอี้คนเก่าเลือกสวมใส่แต่อาภรณ์หรูหรา ประโคมเครื่องประดับราคาแพงบนตัว ผัดหน้าทาชาดเข้มราวกับคนมีอายุ ทว่านางในตอนนี้กลับไร้ซึ่งเครื่องประทินโฉม ใบหน้าเกลี้ยงเกลาขึ้นเลือดฝาดเล็กน้อยเพราะเพิ่งกลับเข้ามา ร่างกลมกลึงสวมเพียงอาภรณ์เนื้อพลิ้วสีเรียบ ผมยาวสลวยเกล้าขึ้นครึ่งศีรษะ มีไรผมหลุดลุ่ยเล็กน้อย ให้ความรู้สึกน่ามองเป็นธรรมชาติ
“ข้าไม่ได้เป็นอันใดมากเจ้าค่ะ ขอบคุณอาสะใภ้ที่เป็นห่วง ข้าเพียงสำนึกได้ว่าตนเองเคยก้าวร้าวใส่ท่านแม่จนเกินงาม จึงอยากปรับปรุงตัวเท่านั้น” เจ้าของเรือนประสานสายตากับชิวเยียน ก่อนจะเลื่อนไปยังแม่สามี และจบที่หลานสาวของอาสะใภ้ที่ยิ้มแย้มพร้อมสาวเท้าเข้ามาใกล้
“ท่านหญิงเพิ่งหายป่วยแท้ๆ เหตุใดถึงออกไปตากลมด้านนอกเจ้าคะ ขาดเหลือสิ่งใดให้คนมาแจ้งก็ที่เรือนใหญ่ได้” ชิวหรงมีศักดิ์เป็นหลานสาวของชิวเยียนจึงมิได้เรียกเอี้ยนหรูอี้ว่าพี่สะใภ้ นางจับมือนุ่มของอีกฝ่ายไว้แน่น ส่งสายตาเห็นอกเห็นใจไปให้ ภาพลักษณ์ของนางเปรียบเสมือนดอกบัวขาวบริสุทธิ์ ใบหน้ามักถูกแต่งแต้มร้อยรอยยิ้มละมุนเสมอ
“ไม่ลำบากเจ้าค่ะ ขอบคุณทุกคนมากที่อุตส่าห์มีน้ำใจมาเยี่ยม ตอนนี้ข้าหายดีแล้วถ้าอย่างไรเข้าไปดื่มชากันก่อนดีหรือไม่” เอี้ยนหรูอี้เอ่ยชักชวนพร้อมกับผายมือเชื้อเชิญ
“ไม่เป็นไร ที่จวนข้ามีชามากพอไม่ต้องรบกวนเจ้าหรอก” ฮูหยินผู้เฒ่าปฏิเสธเสียงแข็ง ก่อนจะเอ่ยต่อว่า “อีกเดี๋ยวช่างจะเข้ามาตัดชุด เจ้าอาจไม่สะดวกไปที่เรือนใหญ่ เอาไว้ข้าจะให้ช่างมาวัดตัวที่เรือนเสวี่ยจิงก็แล้วกัน” ที่ผ่านมาลูกสะใภ้คนนี้ไม่เคยเห็นหัวนาง ไม่ไปยกน้ำชาเคารพแม่สามีตามธรรมเนียมสักครั้ง เหตุใดนางต้องลดศักดิ์ศรีมาดื่มชาถึงเรือนเสวี่ยจิงด้วย
“ตัดชุดเนื่องในโอกาสอันใดหรือเจ้าคะ” ตัดชุดใหม่แสดงว่ากำลังจะมีงานใหญ่ ส่วนใหญ่สตรีชนชั้นสูงและเหล่าเชื้อพระวงศ์มักเรียกช่างฝีมือดีจากร้านดังเข้ามาวัดตัวล่วงหน้าก่อนวันงานไม่กี่วัน
“จริงสิข้าลืมบอกไป งานบุปผาร่ายรำ จะจัดขึ้นในอีกเจ็ดวันข้างหน้า เทียนเออร์คงกลับมาไม่ทัน ฉะนั้นเจ้าในฐานะฮูหยินเอกต้องไปเป็นตัวแทน” ฮูหยินผู้เฒ่าหวังใช้โอกาสนี้เปิดตัวว่าที่ลูกสะใภ้รอง และเปรียบเทียบให้ทุกคนได้เห็นว่าเอี้ยนหรูอี้ไม่มีสิ่งใดเทียบชิวหรงได้เลยนอกจากหน้าตาและชาติกำเนิด
บิดาของหยางเทียนและท่านอาของเขาเสียชีวิตพร้อมกันในสนามรบ ชายหนุ่มจึงต้องขึ้นดำรงตำแหน่งแม่ทัพแทนบิดาตั้งแต่อายุยังไม่ชนสิบแปด ฮูหยินผู้เฒ่ามีหยางเทียนเป็นบุตรเพียงคนเดียว ชิวเยียนเองก็ไม่มีบุตร ยังดีที่ชิวหรงคอยแวะเวียนมาเยี่ยมท่านน้าของตัวเองที่จวนแม่ทัพเสมอ บางครั้งก็มาค้างคืนหลายวัน พลอยทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าสนิทสนมกับนางไปด้วย
ชิวหรงเป็นสตรีอ่อนหวาน กิริยามารยาทดี สมกับเป็นบุตรสาวคนเก่งของสกุลชิว ฮูหยินผู้เฒ่าเคยตั้งใจจะให้บุตรชายแต่งกับนาง ทว่ากลับมีสมรสพระราชทานลงมาเสียก่อน กอปรกับตอนนั้นฮูหยินผู้เฒ่าท่านย่าของชิวหรงเพิ่งเสียชีวิตได้ไม่นาน ต้องไว้ทุกข์ถึงสามปีจึงจะสามารถจัดงานมงคล หญิงชราบอกให้ชิวหรงอดทนรอสักหน่อย อีกแค่สองปีนางจะมอบตำแหน่งลูกสะใภ้ให้ และตอนนี้เวลานั้นก็มาถึงแล้ว
