ตอนที่ 2 ไร้ที่พักพิง
ดวงตาหงส์มองความงดงามของอุทยานหลวงแคว้นต้าเอี้ยนแล้วสะท้อนในอก อีกไม่นานนางจะได้เป็นเหมือนบุปผาเหล่านี้ อยู่ในกรงขังและวังหลัง ต้องสู้รบกับสตรีนับพันเพื่อแย่งชิงความโปรดปรานจากสวามี จ้าวจื่อรั่วเกิดและเติบโตในวังหลวง นางจึงเห็นภาพเหล่านั้นจนชินตา ภาพที่เสด็จแม่ต้องเจ็บปวดเพราะเสด็จพ่อเสด็จไปค้างตำหนักสนมที่ทั้งสวยและสาวกว่าตน
จ้าวจื่อรั่วก้าวเท้าเปล่าเปลือยของตัวเองไปข้างหน้า เป้าหมายคือหน้าผาสูงชันหลังอุทยานหลวง ที่นี่ไม่มีทั้งนางกำนัลและทหารยาม เพราะเป็นจุดอันตรายที่ผู้ใดก็ไม่ปรารถนาเข้าใกล้
เดิมทีความปรารถนาอันสูงสุดของนางคือการได้เป็นภรรยาเพียงคนเดียวของบุรุษสักคน เขาคนนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นเชื้อพระวงศ์ อาจเป็นเพียงขุนนางเล็กๆที่สามารถเลี้ยงดูนางกับลูกๆได้ก็พอ ทว่าทุกอย่างกลับพังทลายลงเมื่อฉินอ๋องก่อกบฏ
หญิงสาวทราบดีว่าหากมาถึงเมืองหลวงแคว้นต้าเอี้ยนเมื่อไร ฐานะองค์หญิงเชลยเช่นนางย่อมไม่พ้นต้องถวายตัว นางจึงตัดสินใจขอร้องให้หยางเทียนรับตนเข้าจวนแม่ทัพ “ท่านแม่ทัพ ได้โปรดให้ข้าติดตามท่านไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ให้ข้าได้ตอบแทนบุญคุณที่ท่านช่วยชีวิต”
ทว่าชายหนุ่มกลับปฏิเสธเลือกมอบนางให้แก่เอี้ยนอู่ตี้ฮ่องเต้ โดยให้เหตุผลว่าตนเองไม่ได้มีอำนาจขนาดนั้น ทั้งที่ความจริงจ้าวจื่อรั่วทราบดีว่าหากเขาทูลขอในท้องพระโรงมีหรือฮ่องเต้จะกล้าปฏิเสธ ความดีความชอบที่สามารถตัดศีรษะฉินอ๋องและขยายดินแดนเพิ่มนั้น ต่อให้ทูลขอมากกว่านี้เอี้ยนอู่ตี้ก็ประทานให้ได้
“จวนของข้าไม่น่าอยู่เหมือนวังหลวงหรอก ที่นี่องค์หญิงจะสุขสบาย มีข้าวของเครื่องใช้และข้าทาสบริวารไม่ต่างจากที่ที่องค์หญิงจากมา” นั่นคือคำพูดสุดท้ายของหยางเทียนที่จ้าวจื่อรั่วเข้าใจว่ามันคือคำปลอบโยน เขาคงคิดว่านางชื่นชอบความสบายและทนลำบากไม่ไหว ซึ่งเขาคิดผิด แต่ก็ป่วยการที่จะอธิบาย เพราะถึงอย่างไรหยางเทียนก็ไม่ต้องการนางอยู่ดี หญิงสาวมาทราบภายหลังว่าเหตุผลที่แม่ทัพหนุ่มไม่ยอมรับนางเป็นภรรยา เพราะว่าเขามีฮูหยินเอกอยู่แล้วนั่นเอง
เท้าเล็กทั้งสองข้างมาหยุดอยู่บริเวณหน้าผาสูงชัน มองจากมุมนี้จะเห็นได้ว่าเบื้องล่างคือแม่น้ำขนาดใหญ่ คำนวณจากความสูงเท่านี้หากตกลงไป แม้จะถูกรองรับด้วยผืนน้ำแต่กระดูกและอวัยวะภายในคงแหลกละเอียดทันทีที่ร่างกายกระแทกกับผิวน้ำ
“จงมีชีวิตรอด และขอให้ลูกใช้ชีวิตต่อไปอย่างมีความสุข พ่อขอโทษที่ปกป้องเจ้าไม่ได้”
จ้าวจินเฟิงฮ่องเต้กล่าวสั่งเสียบุตรสาวเป็นครั้งสุดท้าย ในพระหัตถ์ถือดาบเอาไว้มั่น เบื้องหน้าพระองค์คืออนุชาร่วมสายโลหิตที่สมคบคิดศัตรู ก่อกบฏเพื่อหวังยึดครองบัลลังก์ แต่เจ้าน้องโง่นั่นหารู้ไม่ว่านั่นเป็นเพียงคำลวง คนที่ไร้ความรู้ความสามารถทั้งบุ๋นและบู๊จะปกครองบ้านเมืองได้อย่างไร เมื่อใดภารกิจสำเร็จ หมากอย่างฉินอ๋องจะถูกกำจัดทันที
“รั่วเออร์หนีไปลูก วิ่งให้เร็วที่สุด อย่าหันหลังกลับมาจนกว่าจะเจอทหารต้าเอี้ยน” มารดาของจ้าวจื่อรั่วกำชับ มองมายังบุตรสาวด้วยสายตาเชื่อมั่น ทรงมั่นพระทัยว่าหญิงสาวจะสามารถหนีพ้นเงื้อมมือทรราชได้ ทั้งที่ตัวจ้าวจื่อรั่วเองยังไม่มั่นใจ ที่นี่มีแต่คนของเสด็จอาเต็มไปหมด ทหารพวกนี้นางแทบไม่เคยเห็นหน้าสักครั้ง
จ้าวจื่อรั่วไม่ได้ทำตามที่มารดาสั่ง นางหันกลับไปมองบุพการีทั้งสอง แล้วพบว่าพวกท่านถูกฉินอ๋องสังหารอย่างเลือดเย็น ภาพอันเหี้ยมโหดนั่นยังคงติดตาสะเทือนใจมาจนถึงทุกวันนี้
“ลูกเหนื่อยเหลือเกินเพคะ ไม่อยากอยู่ที่นี่ท่ามกลางผู้คนที่ไม่รู้จัก ที่พักพิงสุดท้าย..เขาไม่ต้องการลูก” จ้าวจื่อรั่วไว้ใจคนยาก ยิ่งเป็นคนที่เพิ่งเคยพบครั้งแรกยิ่งแล้วใหญ่ นางค่อนข้างประหลาดใจที่ตัวเองถึงขั้นคาดหวังไปถึงตำแหน่งภรรยาของชายผู้มีคุณ
ตั้งแต่เล็กจนโตจ้าวจื่อรั่วมักฝันเห็นสถานที่แห่งหนึ่ง คลับคล้ายคลับคลากับแคว้นจ้าวทว่าไม่ใช่ ที่นั่นมีดรุณีน้อยหน้าตางดงาม ชายชราท่าทางใจดีกับบ่าวไพร่ผู้ซื่อสัตย์อีกจำนวนหนึ่ง แม้จะไม่ใหญ่เท่าราชวังแคว้นจ้าว ทว่าก็มิได้คับแคบเหมือนบ้านเรือนราษฎรทั่วไป
รอยยิ้มเศร้าปรากฏขึ้นบนใบหน้างามพร้อมกับเท้าเล็กที่ค่อยๆก้าวไปข้างหน้า จากที่ตรงนี้สามารถมองเห็นดินแดนแคว้นจ้าวอันไกลลิบ แม้ใจอยากจะกระโดดลงไปแค่ไหนนางก็ทำไม่ลงอยู่ดี บิดามารดาอุตส่าห์สละชีพปกป้อง ต้องสมควรดูแลเอาใส่ให้ดี
มือเรียวเล็กทั้งสองขนาบข้างลำตัวถูกยกขึ้นมา เพราะสังขารที่อ่อนแอไร้ค่านี้ทำให้นางไม่สามารถช่วยเหลือบุพการีได้ ฉินอ๋องเป็นเสด็จอาที่มีภาพลักษณ์อบอุ่นเสมอมา นึกไม่ถึงว่าสุดท้ายแล้วเขาจะต่ำช้าถึงขั้นสังหารทุกคนที่เป็นสายเลือดเดียวกัน
ใบหน้างามหลับตาลงเพื่อรับระลึกถึงถิ่นเกิด คืนพรุ่งนี้จ้าวจื่อรั่วต้องถวายตัวให้ฝ่าบาท ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจหลีกหนีชะตานี้พ้น นางเตรียมการไว้หมดแล้ว หากจำเป็นจริงๆนางอาจต้องแสร้งป่วย หรือไม่ก็ทูลไปว่าตนร่างกายอ่อนแอมิสามารถรับใช้ฝ่าบาทได้
ขณะที่หญิงสาวกำลังขบคิดหาวิธีเอาตัวรอด พลันเปลือกตาก็ลืมขึ้นกะทันหัน มีบางอย่างผิดปกติ สายลมที่ตนรู้สึกว่าอ่อนโยนมาทั้งชีวิต ยามนี้กลับกระโชกแรงปะทะใบหน้าและร่างกายจนนางรู้สึกถึงเจ็บ แรงปะทะมหาศาลยามร่างกายกระทบกับผิวน้ำเบื้องล่าง ส่งผลให้น้ำแตกกระจายเป็นบริเวณกว้าง จ้าวจื่อรั่วจำไม่ได้ว่าสิ้นใจตอนไหนและลมหายใจหยุดลงเมื่อใด นางรู้เพียงว่าใครบางคนปรารถนาให้นางตาย
“ช่วยด้วย องค์หญิงจ้าวจื่อรั่วกระโดดหน้าผาฆ่าตัวตาย” เมื่อเสียงตะโกนขอความช่วยเหลือดังขึ้น ร่างขององค์หญิงก็จมลงสู่ก้นแม่น้ำเบื้องล่างเสียแล้ว
