ช่างมัน
“ความหมายมิเหมือนกันหรือ....ช่างมัน” คนเมาโบกมือปอกปัดไม่ใส่ใจ “หากตบแต่งข้าเข้ามาเป็นภรรยาแล้วมิทำเรื่องในห้องหอ มิสู้ปล่อยให้ข้าไปเจอบุรุษผู้อื่น ๆไม่ดีกว่าหรือ หน้ามิอาย ไอ้ผู้ชายปากไม่ดี อึก....”
“ท่านเป็นสตรีพูดเช่นนี้ใครมาได้ยินจะคิดว่าท่านมีความคิดสวมหมวกเขียวให้คุณชายจิวฝูนะขอรับลูกพี่”
เฟยเซยที่โดนปิดปากแน่นโดยสหายของตนเองหลี่ตามองพลางขมวดคิ้ว สมองในยามนี้ของนางเช่องช้ายิ่งนัก ประมวลผลอยู่ราวก้านธูปใหญ่จึงเข้าใจที่สหายของนางพูดเมื่อสักครู่จึงส่ายศีรษะหนักอึ้งของตนเอง
“ข้ามิไร้คุณธรรมเช่นนั้น” ถึงนางจะมิใช่คนดีแต่เรื่องการนอกใจนั้นถือเป็นสิ่งที่สตรีในยุคสองพันเช่นนางเกลียดเป็นที่สุด “หรือข้าควรยื่นหนังสือหย่ากับบุรุษผู้นั้นเลยดีหรือไม่”
“มิได้!/มิได้!/มิได้!”
เสียงคัดค้านทันทีทันใดของสามสหาย การสามัคคีแบบที่มิได้เจอบ่อยเช่นนี้ทำเอาเฟยเซียนเกือบสร่างเมา
“เป็นเช่นนั้นมิได้แน่ขอรับลูกพี่”
“สตรีได้ใบหย่านั้นแถมยังเป็นใบหย่าจากการแต่งงานเพียงไม่ถึงหนึ่งวันนั้นชื่อเสียงย่ำแย่ถึงที่สุด ผู้คนไม่มีใครทำเช่นนั้นหรอกขอรับ แม้กระทั่งชาวบ้านตระกูลธรรมดายังมีฐานะที่ดีกว่าสตรีที่โดนใบหย่า”
“ลูกพี่เลิกคิดเช่นนั้นไปได้เลย ข้าขอชี้แนะ”
เฟยเซียนมองสหายทั้งสามนางตาปริบ ๆ อันใดจะมีสีหน้าเคร่งเครียดกันเช่นนั้น นางเพียงแค่ขอหย่ามิได้จะฆ่าตัวตายสักหน่อย
“แล้วจะให้ข้าทนอยู่กับบุรุษที่ชังน้ำหน้าข้าอย่างนั้นรึ อีกอย่างนะ พวกเจ้ารู้หรือไม่ ข้าจะหย่ามิหย่ากับเขาก็มิค่อยต่างกันเท่าไหร่หรอกกระมัง นู่น....คุณชายคนเก่งของพวกเจ้าบอกว่าจะไปออกศึกนู่น สามีอาสาไปออกรบทั้งที่เพิ่งแต่งภรรยาเข้าจวนคงมิใช่ข่าวที่ดีนัก ไหน ๆก็มีข่าวไม่ดีแล้วมิสู้ข้าตัดปัญหาทีเดียวจบมิดีกว่ารึ”
“ลูกพี่ข้ามิเห็นด้วยอย่างยิ่ง ข้าเข้าเจ้าคุณชายจิวฝูอยู่มิน้อยนะขอรับ มิได้รักท่านแถมยังโดนบิดาตนเองบีบให้แต่งสตรีไม่เคยเห็นหน้าเลยสักครั้งย่อมรู้สึกไม่พอใจบ้างเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เอาอย่างนี้เป็นอย่างไรขอรับ ท่านก็แค่ค่อย ๆทำความรู้จักคุณชาย ใบหน้าลูกพี่งดงามมิเป็นสองรองใครหากได้รู้จักกันให้มากกว่านี้มิแน่จากมิอยากมองหน้าท่านอาจจะกลายเป็นรักใคร่ท่านก็ได้นะขอรับ”
“เขาอยู่ให้ข้าอ่อยหรืออย่างไรเล่า จิวหู ก็ข้าบอกแล้วว่าเขาอาสาฮ่องเต้ออกไปทำกาศึก หนึ่งปี สองปี หรือสิบปี ข้ามิหน้าเหี่ยวกันพอดีหรอกรึ”
“โถ่ ลูกพี่ ข้าผิดหวังในตัวท่านยิ่งนัก”
“ลูกพี่มิเคยยอมแพ้สิ่งใดง่ายดายเพียงนี้ การหย่าเท่ากับลูกพี่เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ทั้งที่ยังมิได้เริ่มลงสนามขะ....”
ปึก!
“บังอาจ พวกเจ้าบอกว่าใครขี้ขลาด ข้า เฟยเซียนแม้ร่างกายเป็นสตรี แต่จิตใจข้ามิอ่อนด้อยเช่นนั้น”
คนเมามีนิสัยเช่นไรไรสหายทั้งสามผู้ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาหลายปีจะไม่รู้
บุรุษทั้งสามยกยิ้มและมองสบตากันโดยมิได้นัดหมาย
“พวกเจ้าคอยดู มิว่าจะต้องใช้วิธีใดข้าจะเกี้ยวสามีผู้นี้ของข้าให้โงหัวมิขึ้น พวกเจ้าคอยดู!”
หนึ่งเดือนผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เป็นเวลาที่มากพอสำหรับการเดินทางเคลื่อนทหารจำนวนห้าร้อยคนผ่านหมู่บ้านผ่านป่าและภูเขามายังแถบชายแดนของแคว้นหลิ่นหลินอันเป็นแคว้นที่พื้นที่มิได้กว้างขวางยิ่งใหญ่เท่าแคว้นข้างเคียงทว่าหากพูดถึงความมั่นคงแข็งแกร่งแคว้นนี้ติดอยู่ในชื่อแน่นอน
เพราะยี่สิบปีมานี้กองทัพของแค้วนหลิ่งหลินแข็งแกร่งมิแพ้ใครเพราะได้แม่ทัพใหญ่ฝีมือเก่งกาจอย่างจิ้นอัน แล้วยิ่งมีข่างลือว่าบุตรคนรองของแม่ทัพใหญ่ผู้นี้ก็เดินตามรอยเท้าพ่อมาติด ๆจึงยิ่งสั่นประสาทสร้างความหวาดกลัวให้ศัตรูเข้าไปใหญ่
ยามนี้แม้มิได้มีข้าศึกเดินทางมาโจมตี ทว่าทางราชวงศ์ลู่ผู้ปกครองแคว้นรู้สึกมิวางใจจึงให้แม่ทัพใหญ่จัดการส่งคนมาเฝ้าระวังชายแดนทางเหนืออันเป็นบริเวณที่ติดกับดินแดนไร้ผู้ปกครอง ดังนั้นจึงมีชนเผ่าอิสระจำนวนมากที่มักลอบเข้าแคว้นมาขโมยและก่ออาชญากรรมต่าง ๆนานาแก่เมืองที่ติดขอบชายแดนนั้น
ภารกิจในครั้งนี้มิได้ยิ่งใหญ่ขนาดถึงมือแม่ทันใหญ่ผู้มากฝีมืออย่างจิ้นอัน และใรความจริงก็มิต้องถึงมือของลูกชายผู้มากฝีมืออย่างจิ้นฝูด้วยเช่นกัน
ทว่าในวันงานเลี้ยงฉลองชัยชนะวันสุดท้ายบุรุษวัยยี่สิบหนาวที่มีข่าวลือว่าจะแต่งงานในอีกไม่กี่วันข้างหน้าก็ทูลขออาสาเป็นหัวหน้าคุมทหารห้าร้อยนายไปกับภารกิจในครั้งนี้ ฮ่องเต้ราชวงศ์ลู่มีหรือจะปฏิเสธให้เสียน้ำใจ จึงถ่านทอดคำสั่งอนุมัติให้ชายหนุ่มนำกำลังปราบปรามชนเผ่าอิสระป่าเถื่อนในครั้งนี้นั่นเอง
เวลานี้ท่านแม่ทัพใหญ่ของกองทัพแคว้นก็ได้เดินทางมาถึงที่ชายแดนร่วมสามวัน ค่ายทหารจึงถูกจัดแจงเสร็จเรียบร้อยหมดแล้ว ที่นี่ถือเป็นค่ายทหารชั่วคราวแสนครบครัน มีกระโจมพักผ่อนเรียงรายเป็นระเบียบ มีลานฝึกซ้อมทหาร มีกระโจมและลานโรงครัว และเดินไปมิไกลมากนักมีลำธารขนาดใหญ่เอาไว้ชำระร่างกายอยู่
เรียกได้ว่าให้อยู่ที่นี่สักสิบปีก็มิมีปัญหา
นี่คือความคิดของท่านแม่ทัพใหญ่ของค่ายนั่นเอง
แม้บนใบหน้าของชายหนุ่มมิได้ปรากฎรอยยิ้มพิมพ์ใจแสดงความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ทว่าหากเป็นนายทหารที่ติดตามจิวฝูมานานจะรู้ดีว่ายามที่ท่านแม่ทัพมิได้ยิ้มทว่ามิได้ขมวดคิ้วนั่นแหละแสดงว่าเจ้าตัวกำลังอารมณ์ดีอย่างยิ่ง
“ท่านแม่ทัพวันนี้อารมณ์นะขอรับ มีข่าวดีเรื่องใดหรือ”
หลวนเล่อ รองแม่ทัพหนุ่มวัยเดียวกันและนับเป็นสหายร่วมเรียนสำนักเดียวกันเดินเข้ามายืนมองใบหน้าสหายและหัวหน้าในคราวเดียวกัน ซึ่งยามนี้เป็นยามเหม่า เป็นช่วงเวลาของการฝึกซ้อมของทหาร
จิวฝูเป็นแม่ทัพไฟแรงจึงออกมาเฝ้าดูการฝึกซ้อมด้วยตนเองทุกวันหากมิมีงานด่วนใด รองแม่ทัพอย่างหลวนเล่อผู้มีหน้าที่คุมการฝึกซ้อมบ่อยครั้งจึงพลอยไม่มีงานทำ
โดนแม่ทัพผู้เคร่งครัดยิ่งกว่าตน ดวงตาเฉียบแหลมยิ่งแย่งงานไปหมดน่ะสิ
บางทีเขามองมิเห็นนายทหารทำท่าผิดแต่จิวฝูผู้มีดวงตาเฉียบแหลมมิต่างจากเหยี่ยวกลับสังเกตเห็นได้
นายทหารส่วนใหญ่จึงมิชื่นชอบวันที่ท่านแม่ทัพเข้ามาในสนามเพื่อคุมการฝึกด้วยตนเองเสียเท่าไหร่