บท
ตั้งค่า

6 แม่นางเกาที่มาร่ำไห้ต่อหน้าเถ้าแก่เฉิน

หลังจากเกิดเรื่องในวันนั้น เถ้าแก่เฉินก็หันมาทำหน้าที่ของตัวเองที่ควรจะทำตั้งเนิ่นนานอย่างการหาคนมาช่วยดูแลลูกสาว ทั้งแม่นม ทั้งพี่เลี้ยงต่างๆ นานา มีคนคอยล้อมหน้าล้อมหลังคุณหนูตระกูลเฉินทุกย่างก้าว เพื่อแบ่งเบาภาระผู้เป็นมารดา

เรื่องในเรือนนั้นก็ให้พ่อบ้านซุ่ยรับดูแลไป ไม่ต้องให้ฟ่านลี่ได้ทำอะไร นอกจากนอนพักให้กำลังฟื้นคืน แล้วให้นมลูกเท่านั้น เพราะยิ่งหลังคลอดยิ่งต้องดูแล ต่อไปฟ่านลี่จะได้ไม่เจ็บป่วยง่าย

แต่ถึงกระนั้น ทำไมเฉินเฟยหยางจึงรู้สึกได้ว่าฟ่านลี่มีบางอย่างในใจ แต่ก็ยังไม่พูดออกมา เขาเสนอให้ต่อเติมเรือนหลังให้ลูก นางก็ปรามว่าไม่ต้องทำให้ใหญ่โตนัก ใช้ประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้น มิต้องให้ลำบาก คำพูดที่ทำให้เฉินเฟยหยางฉงนใจเป็นนักหนา ใช้ประเดี๋ยวประด๋าวหมายความว่าอย่างไรกันเล่า ในเมื่อกว่าลูกจะโตก็อีกนานปี ทำเสียตอนนี้อย่างไรก็ได้ใช้เป็นสิบๆ ปี

ไหนจะเรื่องพี่เลี้ยงคนดูแลที่นางมิได้อยากให้ว่าจ้างมามากมายนัก ด้วยเหตุผลเช่นก่อนหน้านี้ แต่เพิ่มเติมมาอีกอย่างเช่นว่า นางให้ทางบ้านของนางจัดหาไว้ให้แล้ว ทั้งแม่นม ทั้งคนดูแล ทางนี้จึงไม่ต้องจ้างให้เปลืองเงินเปล่า...

“อีกนานเชียวกว่าทั้งน้องหญิงกับรุ่ยฟางจะเดินทางได้...จ้างคนที่นี่เพิ่มก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร”

“...”

“หรือ...หรือน้องหญิงมีเหตุผลอื่นอีก”

“...”

เฉินเฟยหยางไต่ถาม แต่ก็มิได้คำตอบใดกลับมา ความสัมพันธ์ของตนกับภรรยานั้นค่อยๆ ห่างเหินเสียจนเฉินเฟยหยางประหม่าในการเข้าใกล้ภรรยาของตน ชนักติดหลังอันเขื่องทำให้เขาไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามหากไม่ได้ถามความเห็นของฟ่านลี่ หรือแม้แต่ยามนี้ที่อยากได้คำตอบเป็นนักหนาก็ยังไม่กล้าแม้แต่จะเซ้าซี้ ด้วยกลัวว่าภรรยาจะรำคาญตนไปเสียก่อน

“...แต่ถ้าน้องหญิงอยากได้แบบนั้นข้าก็ไม่นึกขัด แต่ตอนนี้ให้คนมาช่วยดีกว่า จะเยอะจะน้อยก็ไม่เป็นอะไร ให้น้องหญิงได้พักก็พอแล้ว”

เฉินเฟยหยางทิ้งคำพูดที่เป็นดั่งความปรารถนาของตนเอาไว้ ก่อนจะปลีกตัวออกมา ปล่อยให้นางได้พัก นับจากนี้ไปอีกร่วมเดือนฟ่านลี่จะอยู่ในห้องนั้น และความสัมพันธ์ที่ห่างเหินเป็นทุนเดิมอยู่แล้วคงยิ่งทวีความห่างหนักกว่าเก่า แต่จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อทั้งหมดนั้น เป็นสิ่งที่เฉินเฟยหยางที่ครอบครองความทรงจำทั้งหมดนั้นได้ทำลงไปทั้งสิ้น

ทั้งไม่ให้เกียรติ ทั้งเห็นคนอื่นดีกว่า ก็สาสมที่จะโดนภรรยาเมินเฉยใส่แบบนี้...

แต่ออกมาจากห้องของภรรยาได้ไม่เท่าไร คนสนิทของตนก็เดินหน้านิ่วเข้ามาหา พร้อมกับรายงานในเรื่องที่ไม่เข้าหู

“นายท่านขอรับ แม่นางเกาให้คนมาตามนายท่านขอรับ”

“ขนาดนั้นเชียวหรือ แม่นางคนนั้นกล้าให้คนมาตามข้าให้ไปหาเชียวหรือ”

“...”

“ปกติก็เป็นเช่นนี้รึ อยากให้ข้าไปหาก็ส่งคนมาเรียก”

“...ขอรับ”

“ให้ตาย เฉินเฟยหยางมันโง่เง่าแบบนี้ตั้งแต่เมื่อใด” โง่เง่าที่ยอมเขาไปเสียหมด ส่งคนให้มาตามไปหาราวกับสุนัขเชื่องๆ ก็มิปาน

“นายท่านไม่อยากให้แม่นางเกามาที่นี่เลยบอกว่าหากมีอะไรจะไปหาเอง แต่...แต่นางก็ยังส่งคนมาตามเป็นเนืองๆ ขอรับ”

“เช่นนั้นก็ให้นางรอ ครั้งนี้ข้าจะไม่ไป มีเรื่องในเรือน เรื่องในร้านมากมายข้าจะทิ้งไปได้อย่างไร ไหนความทรงจำเกี่ยวกับนางยังไม่มีสักอย่าง ข้าหาเหตุผลไปเจอนางไม่ได้สักอย่างเดียว”

เฉินเฟยหยางปัดที่จะไปหาแม่นางคนนั้น ด้วยว่าไม่เห็นเหตุผลหรือความสำคัญที่ต้องไป ซ้ำร้ายไปกว่านั้น หากออกจากเรือนไปในยามนี้คนจะพูดกันไปแบบไหน

ภรรยาคลอดบุตรได้ไม่กี่วัน เถ้าแก่เฉินก็ออกจากเรือนไปหาหญิงคนนั้นเสียแล้ว ใช้ได้เสียที่ไหน ไม่ได้เสียมาถึงแค่ตน แต่หากทำแบบนั้นย่อมเสียไปถึงฟ่านลี่ด้วยเช่นกัน ฉะนั้น สิ่งที่เฉินเฟยหยางเลือกทำคือไม่ออกไปไหน และไม่คิดจะพบใครทั้งนั้น

แต่นางผู้นั้นก็มิได้สำเหนียกเลยแม้แต่น้อย เพราะหลังจากเถ้าแก่เฉินเอ่ยปัดว่าจะไม่ไปหานางก็มาหาเสียเองถึงที่

มาถึงก็นั่งร้องห่มร้องไห้อยู่หน้ากำแพง เศร้าโศกโศกาประหนึ่งถูกทิ้งก็มิปานทั้งๆ ที่เรื่องทุกอย่างนั้นไม่มีสิ่งใดที่ถูกต้องเลยตั้งแต่แรก การกระทำเช่นนี้มีหรือเขาจะดูไม่ออกว่านางจะทำให้คนทั้งเมืองมองภรรยาของเขาผิดไป เช่นว่าฟ่านลี่เมื่อให้กำเนิดบุตรก็ไม่คิดให้สามีออกจากเรือน เป็นภรรยาเอกที่ใจร้ายจนแม่นางเกาต้องมานั่งร่ำไห้ เฉินเฟยหยางโตมาในตลาด คำพูดจากปากชาวบ้านเขาได้ยินมานับไม่ถ้วน ฉะนั้น มั่นใจได้เลยว่าสิ่งที่แม่นางเกาต้องการนั้นไม่ได้ต่างจากที่เขาคิดเป็นแน่

แต่อีกสิ่งหนึ่งที่เฉินเฟยหยางรับรู้ได้ คือเขาคุ้นหน้านาง แต่มิอาจจำเรื่องราวใดๆ ได้เลย ฉะนั้น ทุกอย่างที่เอาไปตัดสินนางนั้นคือคำบอกเล่าของภรรยาและคนสนิท ไหนจะท่าทีเสแสร้งตรงหน้าของเขาในยามนี้อีก

ท่าทีเช่นนี้มีหรือเขาจะดูไม่ออก ทำไมหนอทำไม เฉินเฟยหยางก่อนหน้านี้ถึงได้โง่เง่า ดูมารยาของสตรีนางนี้ไม่ออกกัน

“นายท่าน นายท่านมาหาข้าแล้ว”

เฉินเฟยหยางขืนตัวออกห่างจากสตรีที่วิ่งถลาเข้ามากอดขาของตนเอาไว้ เขาถอยห่างจากแม่นางคนนี้ก่อนจะปรายตามองสตรีที่วิ่งโร่มาร้องไห้ไม่อายฟ้าอายดิน

“มาทำไม”

“นายท่านไม่ไปหาข้า...”

“เลยมาหาเสียเอง ไม่มียางอายบ้างรึ”

“นายท่าน....”

“มาที่นี่เพื่อมาประจานทั้งตัวเอง ทั้งข้ากระมัง” เฉินเฟยหยางพูดอย่างไม่หวั่นเกรง แม้ในยามนี้ชาวบ้านที่ผ่านไปผ่านมาจะเริ่มเข้ามามุงแล้วก็ตาม แต่ใครจะสน หากเขาจะอายขายขี้หน้าก็ใช่ว่าจะอายเพียงลำพัง อีกอย่างสิ่งที่ตนกระทำลงไปก็ควรถูกประจานแบบนี้...

“นายท่านกล่าวเช่นนี้มิใช่ว่าจะทิ้งข้าหรอกหรือ”

“แล้วเหตุใดข้าต้องไปชุบเลี้ยงเจ้า อนุภรรยารึก็ไม่ใช่ เจ้าเคยย่างกายเข้ามาในเรือนข้าหรือก็ไม่ แล้วจะหวังสิ่งใดจากข้า หวังว่าข้าจะพาเจ้าเข้าเรือนรึ”

“นายท่าน”

“อยากจะนั่งป่าวประกาศการกระทำไร้ยางอายของเจ้ากับข้าก็เชิญ ข้าไม่ห้าม แต่อย่าคิดที่จะก้าวเข้ามาในเรือนของข้า”

“นายท่าน ไม่...”

“มู่เฉิน ให้คนเฝ้าเอาไว้ นางอยากนั่งพร่ำเพ้ออะไรก็ปล่อยไป แต่อย่าปล่อยให้นางเข้ามาในเรือนของข้า”

“ขอรับ”

เฉินเฟยหยางพูดอย่างเด็ดขาด ก่อนจะทิ้งให้แม่นางที่ร่ำไห้ปานจะขาดใจเสียให้ได้นั่งอยู่ที่พื้นแบบนั้น การกระทำแบบนี้ไม่ต่างอะไรกับการประจานตัวนางเองและประจานเขาเองเช่นที่ได้พูดไป

แต่ก็ดีแล้ว เฉินเฟยหยางมันก็คู่ควรกับการถูกประณามเหมือนกัน ในเมื่อนางมาเพื่อจะเสแสร้งว่าโดนรังแก ทำให้คนคิดว่าฟ่านลี่รั้งตัวเขาไว้ไม่ให้ไปหานาง ก็ให้คนทั้งเมืองรู้กันไปว่าเป็นเขาเองที่เลือกจะตัดรอนความสัมพันธ์กับนางเองหาใช่ภรรยาของตนไม่...

เรื่องทุกอย่างเฉินเฟยหยางจะไม่ปล่อยให้ไปกระทบกับฟ่านลี่อีกแม้แต่นิดเดียว

ไม่มีทาง...

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel