1 ความคับแค้นใจของฟ่านลี่
“อึ่ก…ฟู่วว” ฟ่านลี่ตัวงอ มือข้างหนึ่งประคองท้องอันใหญ่โตของตัวเองเอาไว้ อีกข้างก็กำผ้าปูเตียงจนมันยับย่นเพื่อระบายความเจ็บปวดที่ตนกำลังเผชิญ
ฟ่านลี่กำลังจะคลอด และบัดนี้ก็พยายามข่มความเจ็บปวดที่ตัวเองกำลังเผชิญอย่างสุดกลั้น
“นายหญิงอดทนหน่อยเถิด ข้าน้อยให้คนไปตามหมอแล้ว”
“...แล้ว แล้วนายท่านเล่า นายท่านอยู่ไหน”
‘ฟ่านลี่’ ถามกับสาวใช้คนสนิทที่คอยเข้ามาประคองเอาไว้ไม่ห่าง ด้วยว่าอาการเจ็บท้องที่ฟ่านลี่เผชิญมาหลายชั่วยามนั้นยังไม่มีทีท่าว่าจะทุเลาลงเลยแม้แต่น้อย
ฟ่านลี่กำลังจะคลอด หลังจากอุ้มครรภ์นี้มาเกือบสิบเดือน แต่ความทรมานที่ได้เจอนั้นก็ทำให้จิตใจของนางไม่มั่นคง สตรีที่กำลังจะให้กำเนิดบุตรจึงถามถึงผู้เป็นสามีที่ไม่แม้แต่จะเข้ามาถามไถ่ ทั้งๆ ที่ทั้งเรือนวุ่นวายเมื่อนางเริ่มเจ็บครรภ์ตั้งแต่รุ่งสาง จนบัดนี้ตะวันแทบจะตรงหัวแล้ว ‘เฉินเฟยหยาง’ ก็ไม่แม้แต่จะเข้ามาให้นางได้เห็นหน้า จนถึงตอนนี้จึงได้เอ่ยปากถามกับ ‘ซูมี่’ คนสนิทที่หน้าม้านเมื่อได้ยินคำถามของนาง
“เอ่อ คือ…”
“อีก…อีกแล้วหรือ…ออกไปหา แม่นางเกาอีกแล้วหรือ”
ฟ่านลี่พูดในขณะที่พยายามข่มความเจ็บปวดของตัวเอง จนตอนนี้นางชักจะแยกไม่ออกว่าความเจ็บปวดที่จวนเจียนจะคลอดบุตร กับความเจ็บแปลบในใจที่สามีสร้างเอาไว้นั้น สิ่งใดเจ็บปวดยิ่งกว่ากัน
ทั้งๆ ที่ในตอนนี้เฉินเฟยหยางควรเข้ามาถามไถ่นางสักครึ่งคำว่าเป็นอย่างไรบ้าง แต่กลับหายไปจากเรือนทั้งๆ ที่ก็รู้ว่านางกำลังจะคลอด
บุตรที่นางอุ้มท้อง และกำลังจะให้กำเนิดมิใช่บุตรของเขาด้วยหรอกหรือ เหตุใดจึงไม่มาดูดำดูดีกันถึงเพียงนี้เล่า…
หากเมื่อย้อนไปในวันนั้น ฟ่านลี่ที่ถึงวัยออกเรือน ครอบครัวก็จัดแจงบอกกล่าวกับบุตรสาวเพียงคนเดียวของครอบครัว ว่าจะให้ตบแต่งกับคุณชายตระกูลเฉิน ตระกูลพ่อค้าคหบดี เจ้าของร้านค้าน้อยใหญ่มากกว่าครึ่งในเมืองฉางหยาง ผู้เป็นดั่งเศรษฐีใหญ่ประจำเมือง นั่นมิใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร
นางตบแต่งเป็นภรรยาเอก เข้ามาในเรือนตระกูลเฉิน ดูแลบ้านให้ดีแทนสามีที่คร่ำเคร่งหาเงิน ทุกอย่างก็เรียบร้อยไม่ได้มีอะไรเป็นปัญหา จนกระทั่ง อยู่กินกันมาได้ครึ่งปี ฟ่านลี่ถึงได้รู้ว่าก่อนที่เฉินเฟยหยางจะมาคำนับฟ้าดินกับนางนั้น อีกฝ่ายมีสตรีที่ต้องใจอยู่ก่อนแล้ว
สตรีนางนั้นคือแม่นางเกา 'เกาเซียงอวี๋' แม่นางผู้นี้เป็นเพียงเสมียนในร้านขายผ้าร้านหนึ่งของตระกูลเฉิน แต่ว่าด้วยผิวพรรณเกลี้ยงเกลา หน้าสละสลวย เป็นหญิงงามคนหนึ่ง ไม่แปลกหาเฉินเฟยหยางที่มีฐานะเป็นเถ้าแก่ร้านจะหลงใหลชอบพอในตัวนาง
แต่ด้วยฐานะที่ต่างกัน ด้วยความไม่ชอบใจของครอบครัวทำให้ความรักของคนทั้งคู่เป็นดั่งความรักต้องห้าม แม้จะแต่งเป็นอนุภรรยาให้เข้ามาอยู่ร่วมชายคายังทำมิได้ ด้วยว่าบิดา มารดาของเถ้าแก่เฉินนั้นไม่เห็นสม…
ลูกชายแต่งอนุภรรยาที่เป็นเพียงเสมียนในร้านน่ะหรือ หากใครเขารู้เข้าคงเอาไปพูดกันสนุกปากเสียกระมัง เพราะคิดแบบนี้เถ้าแก่เฉินจึงจำต้องหลบๆ ซ่อนๆ อยู่แบบนั้น
ฟ่านลี่รู้ดี แต่รู้แล้วนางจะทำอย่างไรได้ ในเมื่อนางเองก็ถูกครอบครัวส่งมาให้ตบแต่งกับเถ้าแก่เฉินเช่นกัน นางมิใช่พระโพธิสัตว์ที่จะยอมผิดใจกับครอบครัวเพื่อให้ความรักของเถ้าแก่เฉินสมหวัง สิ่งที่นางทำมาโดยตลอดคือปิดตาข้างหนึ่งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ตราบใดที่เถ้าแก่เฉินไม่พาแม่นางผู้นั้นมาเหยียบในเรือนชาน นางเองก็จะไม่พูดสิ่งใดออกมา
ตราบใดที่เงินทองในบ้านไม่กระเด็นออกไปข้างนอก ตราบใดที่เถ้าแก่เฉินไม่ได้ปล่อยปละละเลยเรื่องในบ้าน หรือพานางผู้นั้นออกหน้าให้ใครต่อใครนำไปพูดกันสนุกปาก ฟ่านลี่ก็จะไม่พูดอะไร…
จนกระทั่ง เมื่อบิดามารดาของเถ้าแก่เฉินสิ้นชีพไปแล้ว จากที่เคยหลบๆ ซ่อนๆ เถ้าแก่เฉินก็เริ่มจะทำอะไรโผงผางออกมา เช่นว่าออกไปหาโดยไม่ต้องลอบกระทำ ไหนจะเริ่มมีคนเอาเรื่องของทั้งคู่มาโพนทะนา กระทบถึงนางว่าเป็นเพียงนายหญิงที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวหมุดอยู่แต่เรือนหลังของสามี…
ฟ่านลี่พยายามอดทนมาตลอด อดทนต่อคำนินทาว่าร้าย เช่นว่านางร้ายกาจถึงขั้นยื่นคำขาดว่าจะไม่ยอมรับแม่นางเกาเป็นอนุภรรยา ร้ายกาจถึงขั้นไม่ให้สามีมีอนุภรรยาไร้หัวนอนปลายเท้าจนเถ้าแก่เฉินต้องออกไปลอบเจอกับแม่นางเกาถึงท้ายตลาด
ฟ่านลี่ทนมาโดยตลอด จนตอนนี้ก็คล้ายว่าฟางเส้นสุดท้ายของฟ่านลี่ได้ขาดสะบั้นลงแล้ว...
นางที่ไม่เคยแม้แต่จะร้องขออะไรเถ้าแก่เฉินเลยสักครั้ง กำลังเจ็บปวดเหลือคณากับสิ่งที่เถ้าแก่เฉินทำกับนางในยามนี้...
“ตายแล้ว ใกล้จะคลอดแล้ว เร็วเข้า เร็ว”
