ตอนที่ 5 เงื่อนไขที่จะได้แต่งงาน
ตอนที่ 5
เงื่อนไขที่จะได้แต่งงาน
ครอบครัวโจวย้ายเข้ามาอยู่ในจวนพระราชทานที่เมืองหลวงได้เกือบสองเดือน โจวหงเฟิงปรับตัวและเรียนรู้วางตัวให้เหมาะสมกับชนชั้นใหม่ได้อย่างรวดเร็ว เมิ่งจิ้งเฟยผู้เป็นภรรยาเองก็สามารถไปร่วมงานตามจวนต่าง ๆ ที่ได้รับเทียบเชิญมาได้อย่างไม่เคอะเขิน และไม่ได้ทำตัวให้ตระกูลต้องอับอายขายขี้หน้า
โจวจวิ้นหลงเองก็เป็นขุนนางหนุ่มอนาคตไกลมากฝีมือ แล้วยังเป็นคนที่เสนาบดีกรมพิธีการให้การยอมรับ ในภายภาคหน้าสามารถเลื่อนตำแหน่งเจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงานมากกว่านี้แน่
เขาจึงกลายเป็นชายหนุ่มเนื้อหอม ที่ตระกูลต่าง ๆ ให้ความสนใจ โดยเฉพาะตระกูลที่มีบุตรสาวอยู่ในวัยที่พอจะออกเรือนได้แล้ว หากทางจวนมีการจัดงานเลี้ยง จึงมักจะส่งเทียบเชิญมาให้ตระกูลโจวอยู่เสมอ
“ฮูหยิน คืนนี้เจ้ายังต้องไปร่วมงานเลี้ยงน้ำชาที่จวนใดอีกหรือไม่”
โจวหงเฟิงเอ่ยถามภรรยาขณะนั่งร่วมวงกินอาหารมื้อเช้าด้วยกัน พักหลัง ๆ มานี้ภรรยาต้องออกงานบ่อย ๆ กว่าจะกลับถึงจวนก็ดึกดื่น ตอนนั้นเขาก็นอนหลับไปก่อนแล้ว จึงไม่มีเวลาได้ระบายอารมณ์ที่มันอัดอั้นอยู่ตรงช่วงล่าง อันเป็นสาเหตุที่ทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดอยู่บ่อย ๆ ในช่วงหลายวันมานี้
“ไม่มีเจ้าค่ะ จะมีก็แต่พรุ่งนี้เช้าที่ต้องไปร่วมงานที่จวนตระกูลหวังจัดขึ้น”
เมิ่งจิ้งเฟยรีบตอบคำถามสามี ด้วยรู้ดีว่าสามีต้องการอะไร ความจริงแล้วคืนนี้ก็มีจวนอื่นส่งเทียบเชิญมาเหมือนกัน แต่นางตอบปฏิเสธไป เพราะกลัวว่าสามีจะริอาจทำตัวเหมือนนายท่านจวนอื่น ๆ ที่หาอนุเข้ามาช่วยปรนนิบัติ
โจวหงเฟิงได้รับคำตอบเช่นนั้นสีหน้าพลันสดใสขึ้น ตั้งใจว่าหลังจากกินอาหารเสร็จ จะสั่งให้บ่าวไพร่ไปหาอาหารเสริมบำรุงร่างกายมา คืนนี้จะได้มีเรี่ยวแรงปลดปล่อยกับภรรยาได้เต็มที่
“ดีแล้วละ ไม่รู้คนที่นี่เขาคิดอะไรกันอยู่ เดี๋ยวก็จัดงาน ส่งเทียบเชิญให้จวนนั้นจวนนี้ สิ้นเปลืองเงินทองเปล่า ๆ”
“ท่านพี่ก็ไม่รู้อะไรเสียแล้ว ที่จวนเราได้รับเทียบเชิญบ่อย ๆ ก็เพราะคนพวกนั้นอยากให้ข้าไปดูตัวบุตรสาวของพวกเขาต่างหาก พวกเขาอยากจะเกี่ยวดองกับพวกเรา”
เมิ่งจิ้งเฟยพูดไปก็ฉีกยิ้มด้วยความภาคภูมิใจที่บุตรชายของตนเป็นที่ต้องการของตระกูลต่าง ๆ
คนเป็นพ่อรู้เช่นนั้นแล้ว ก็ล้มเลิกความคิดที่ว่าการจัดงานของจวนต่าง ๆ เป็นเรื่องไร้สาระทันที
“ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง อาจวิ้นลูกเป็นขุนนางที่มีอนาคตไกล หากจะเลือกภรรยาก็ต้องดูให้ดี เอาแบบที่มาสนับสนุนวงศ์ตระกูลของเรา อย่าไปคว้าผู้หญิงชาวบ้านธรรมดาเป็นอันขาด ผู้หญิงพวกนี้ไม่เหมาะสมกับลูกของพ่อเลยแม้แต่น้อย” โจวหงเฟิงหันไปพูดกับบุตรชายที่นั่งก้มหน้าก้มตากินข้าว ไม่ได้โดดเข้ามาร่วมวงสนทนาตั้งแต่แรก
โจวจวิ้นหลงในชุดขุนนางแหงนหน้าขึ้นจากชามข้าวของตนเอง คลี่ยิ้มอ่อนส่งให้บิดามารดา
“ท่านพ่อไม่ต้องเป็นห่วงขอรับ ข้ามีคนที่ถูกใจแล้ว รับรองท่านพ่อท่านแม่จะต้องพอใจอย่างแน่นอน”
“แม่ได้ยินแบบนี้ก็ค่อยเบาใจ ลูกกินข้าวต่อเถอะ จะได้เดินทางเข้าวังหลวงอีก”
บทสนทนาที่ดังเล็ดลอดออกมาถึงระเบียงด้านนอก ทำให้ร่างบางที่แอบหลบสาวใช้เดินมาถึงเรือนหลักจนได้ถึงกลับยืนนิ่งตัวแข็งค้างราวกับถูกสาป ไม่รู้ว่าสตรีที่อยู่ในใจของพี่จวิ้นหลงจะใช่นางอยู่หรือเปล่า เหตุไฉนนางถึงรู้สึกว่าเขาไม่ได้หมายถึงนางแต่หมายถึงสตรีอื่น
‘อย่าพึ่งวิตกไป พี่จวิ้นหลงอาจจะหมายถึงข้าก็ได้ แต่ที่พูดแบบนั้นเพราะอยากให้ท่านพ่อท่านแม่สบายใจ ไม่เป็นไรทำใจดี ๆ เอาไว้ก่อน รอพี่จวิ้นหลงออกมา ค่อยถามความให้กระจ่าง’
อี้หลิงหลานคิดปลอบใจตนเอง นางรีบเดินออกจากเรือนหลักก่อนที่จะมีใครมาเห็นว่านางฝ่าฝืนออกมาจากเรือนท้ายจวน นางลัดเลาะหลบหลีกผู้คนเพื่อไปดักรอพบหน้าชายคนรักที่ลานกลางจวน ซึ่งจะเป็นเส้นทางที่พี่จวิ้นหลงของนางจะต้องผ่าน เฝ้ารออยู่สักพักเป้าหมายก็เดินถือหมวกออกมา นางรีบออกจากที่ซ่อนไปยืนขวางหน้าเขาทันที
“พี่จวิ้นหลง”
เจ้าของชื่อหยุดชะงักมีสีหน้าราวกับเห็นผี ก่อนจะรีบปรับสีหน้าทำเป็นยินดีที่ได้พบคนตรงหน้า
“หลิงเอ๋อร์ พี่ตกใจหมดนึกว่าใครที่ไหน มายืนรอพี่อยู่ตรงนี้มีเรื่องอะไรหรือไม่”
พอได้เผชิญหน้ากับชายที่นางคิดว่านางรักเขา ความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจก็ฉายชัดขึ้นมา จนอี้หลิงหลานอดที่จะเอ่ยตัดพ้อเขาไม่ได้
“ตั้งแต่พี่ได้เป็นขุนนางและย้ายมาอยู่ที่นี่ ดูเหมือนพี่จะไม่คิดถึงข้าเลย พี่คงลืมคำสัญญาระหว่างเราไปหมดสิ้นแล้ว ถึงได้ให้ข้าอยู่แต่ส่วนท้ายจวน ไม่มีสิทธิ์ออกมาหาพี่กับท่านพ่อท่านแม่เลย”
โจวจวิ้นหลงเห็นคนตรงหน้าเริ่มมีน้ำตารื้น รีบเข้าไปคว้ามือหยาบกร้านมากอบกุมเอาไว้ พลางเอ่ยปลอบเสียงนุ่ม
“มันไม่ได้เป็นอย่างที่เจ้าเข้าใจ พี่แค่ยุ่งกับงานที่ทำเลยทำให้ไม่มีเวลาจะไปคิดถึงเรื่องอื่น คำสัญญาที่พี่ให้ไว้กับเจ้าพี่ไม่เคยลืม ส่วนเรื่องที่มีคนคอยคุมไม่ให้เจ้าออกห่างจากเรือนท้ายจวน ล้วนเป็นท่านแม่ที่จัดการ แต่ที่ท่านทำก็เพราะในเมืองหลวงสตรีที่ยังไม่ออกเรือน มักจะไม่นิยมให้ออกมาพบปะผู้คน ทั้งหมดที่ทำก็เพื่อเจ้านะหลิงเอ๋อร์”
อี้หลิงหลานได้ฟังเหตุผลของชายหนุ่มแล้ว เรื่องที่ถูกสั่งให้อยู่แต่เรือนท้ายจวนก็คลี่คลายลง เหลือแต่เรื่องที่ได้ยินคนบ้านโจวพูดคุยกัน
“แล้วเรื่องผู้หญิงที่อยู่ในใจของพี่เล่าเจ้าคะ พี่หมายถึงใคร”
ใบหน้าหล่อเหลาเลิ่กลั่กขึ้นทันตาเห็น ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะไปได้ยินเรื่องที่เขากับบิดามารดาพูดคุยกันด้วย หัวสมองเริ่มประมวลผลอย่างหนัก คิดหาคำแก้ต่างให้ตนเอง ก่อนจะนึกอะไรดี ๆ ขึ้นมาได้ โจวจวิ้นหลงรีบเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่หวานเชื่อมยิ่งกว่าเดิม
“พี่จะหมายถึงใครได้ หากไม่ใช่หมายถึงเจ้า แต่เจ้าก็น่าจะรู้ว่าท่านพ่อท่านแม่คาดหวังกับตำแหน่งสะใภ้ของท่านมาก พี่เองก็เป็นลูกชายเพียงคนเดียว จึงไม่สามารถตัดสินใจเรื่องแต่งงานได้เอง เอาแบบนี้ดีหรือไม่ เจ้าหาเงินมาให้ได้สักหนึ่งร้อยตำลึงเงินก่อน เอาไว้เป็นสินเดิมของเจ้า ระหว่างนั้นพี่จะพยายามหาทางคุยกับท่านพ่อท่านแม่ พอเจ้าหาเงินได้ครบ พี่จะให้พวกท่านจัดงานแต่งให้เราอย่างยิ่งใหญ่”
อี้หลิงหลานจ้องเข้าไปในดวงตาหวานหยดย้อยของคนตัวสูงกว่า เงินจำนวนหนึ่งร้อยตำลึงไม่ใช่น้อย ๆ นางต้องใช้แรงกายแรงใจทำงานเกือบปีถึงจะพอหาเงินจำนวนนี้มาได้ แต่ถ้าชายหนุ่มตรงหน้ายอมรักษาคำสัญญาจริง ๆ มันก็ถือว่าคุ้มค่ากับแรงกายที่เสียไป
“พี่ไม่ได้หลอกข้าใช้หรือไม่เจ้าคะ”
“พี่จะไปหลอกเจ้าทำไมเล่าหลิงเอ๋อร์ พวกเรามีใจให้กันมานานแล้วไม่ใช่หรือ แต่ถ้าไม่ใช้วิธีนี้ ท่านแม่คงไม่มีวันยอมให้พวกเราแต่งงานกันแน่ หรือว่าเจ้าอยากให้เป็นเช่นนั้น”
“ไม่เจ้าค่ะ ข้า...ข้าจะหาเงินหนึ่งร้อยตำลึงมาเป็นสินเดิมให้ได้”
อี้หลิงหลานรีบกล่าวขึ้นมา กลัวว่าคนตรงหน้าจะเปลี่ยนใจไปมองสตรีอื่นก่อน พี่จวิ้นหลงกับพ่อแม่บุญธรรมเปรียบเสมือนคนที่ฉุดดึงให้นางหลุดพ้นจากความโดดเดี่ยว และนางไม่อยากกลับไปสัมผัสความรู้สึกแบบนั้นอีก นางจึงจะทำทุกอย่างเพื่อรักษาพวกเขาเอาไว้
โจวจวิ้นหลงได้รับคำมั่นอย่างหนักแน่นก็คลี่ยิ้มแววตาฉายแววพึงพอใจ หลังจากจัดการกล่อมหญิงสาวให้อยู่ในโอวาทเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็รีบคลายมือที่กุมมือหยาบกร้านออก เอ่ยขอตัวลาแทบจะทันที
“พี่ต้องรีบไปแล้ว ยังมีงานที่ให้ไปจัดการอีกมาก”
ร่างสูงก้าวฉับ ๆ ผ่านร่างบอบบางไป โดยไม่แม้แต่จะเหลียวหลังกลับมามอง พอผ่านพ้นประตูรั้วไปได้ก็รีบก้าวขึ้นรถม้า สั่งให้สารถีออกรถอย่างเร็ว กลัวว่าหญิงสาวที่มาดักรอจะตามออกมาส่งถึงหน้าจวน แล้วจะทำให้ผู้อื่นเข้าใจเขาผิด
ทางด้านอี้หลิงหลาน หลังจากรู้เงื่อนไขที่จะทำให้นางสามารถแต่งงานอยู่กินกับชายคนรักได้แล้ว ก็ไม่นิ่งนอนใจ รีบออกจากจวนเดินหางานทำ อยู่ที่นี่ไม่มีงานสวนงานไร่ นางก็ไปหารับจ้างหาบน้ำบ้าง ทำความสะอาดบ้าน ขนของ หรือว่างานอื่น ๆ ที่มีคนต้องการหาแรงงาน นางรับทำไม่มีเกี่ยง
ทำให้นางเริ่มมีสหายที่เป็นคนในเมืองนี้ พวกเขารู้ว่านางต้องการใช้เงิน จึงพานางไปตระเวนทำงานรับจ้างตามสถานที่ต่าง ๆ เป็นงานในร่มบ้าง ตากแดดบ้าง นางก็ไม่มีปริปากบ่น...
