ตอนที่ 6 ผิดคำสัญญา
ตอนที่ 6
ผิดคำสัญญา
ผ่านมาหนึ่งปี ที่คนตระกูลโจวไม่ได้เห็นแม้แต่เงาของอี้หลิงหลาน เนื่องจากทุกวันนางต้องออกจากจวนไปหางานรับจ้างทำ จึงทำให้ไม่มีเวลามาหาพวกเขา และพวกเขาเองก็ไม่เคยจะสนใจว่านางจะอยู่หรือไม่อยู่ ทุกคนดูเหมือนจะลืมไปแล้วด้วยซ้ำถึงการมีอยู่ของนาง
จนกระทั่งวันหนึ่ง เป็นวันที่โจวจวิ้นหลงได้หยุดพักจากงานราชการ เขาเข้ามานั่งดื่มชากับบิดามารดาที่โถงรับรอง ในระหว่างที่พูดคุยกันถึงเรื่องสัพเพเหระอยู่นั้น สาวใช้ก็เข้ามารายงาน
“แม่นางอี้มาขอพบเจ้าค่ะ”
สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนไปทันใด โดยเฉพาะเมิ่งฮูหยินที่ไม่อยากให้นางเข้ามาวุ่นวายตอนที่บุตรชายของนางอยู่
“ไม่รู้นางจะมาทำไม บอกให้อยู่แต่ที่เรือนก็ไม่รู้จักจำ เจ้าออกไปบอกนางว่าวันนี้ข้าไม่ว่าง ให้นางกลับเรือนไปก่อน”
สาวใช้ยอบกายหมุนตัวเตรียมจะเดินออกจากประตูไป อี้หลิงหลานก็พรวดพราดสวนทางกับสาวใช้เข้ามาในโถงรับรอง ทำเอาสาวใช้ถึงกลับหน้าเหวอ กลัวว่าตนเองจะถูกนายท่านลงโทษ
อี้หลิงหลานไม่สนใจท่าทางของสาวใช้ นางเดินถือถุงเงินเข้ามาหยุดยืนต่อหน้าคนทั้งสาม ก่อนจะยื่นถุงเงินออกไปตรงหน้า
“นี้เจ้าค่ะพี่จวิ้นหลง สินเดิมร้อยตำลึงของข้า” แววตาใสซื่อจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาอย่างมีความสุข ในที่สุดนางก็สามารถหาเงินหนึ่งร้อยตำลึงมาได้ คราวนี้พ่อแม่บุญธรรมจะต้องยอมรับในตัวนางเป็นแน่
เมิ่งจิ้งเฟยมองถุงเงินในมือหญิงสาว หัวคิ้วขมวดมุ่นแทบจะผูกกันเป็นปม รู้สึกขัดหูกับคำว่าสินเดิมอย่างบอกไม่ถูก
“สินเดิมอะไร เจ้าพูดบ้าอะไรของเจ้า...หลิงหลาน”
โจวจวิ้นหลงรีบรับถุงเงินไปจากมือของหญิงสาวก่อนที่นางจะทันได้ตอบคำถามของมารดา พร้อมกับเปิดปากถุงให้มารดามองดูเหรียญที่อยู่ข้างในนั้น
“เงินหนึ่งร้อยตำลึงนี้ ข้าจะนำไปซื้อของกำนัลให้คุณหนูจาง ท่านแม่ว่าดีหรือไม่ขอรับ”
พอบุตรชายกล่าวถึงคุณหนูจาง บุตรสาวของเสนาบดีจางเฉินหลง เมิ่งฮูหยินก็ลืมเรื่องของหลิงหลานไปชั่วขณะ รีบหันไปยิ้มแย้มกับบุตรชาย
“ดีสิ ต้องเลือกของดี ๆ ราคาแพงหน่อย นางจะได้เห็นว่าลูกของแม่จริงใจกับนางมากแค่ไหน”
อี้หลิงหลานที่หวังจะได้ยินชายคนรักพูดกับมารดาเรื่องงานแต่งของเขากับนาง แต่กลับมาได้ยินเขาพูดถึงเรื่องซื้อของกำนัลให้สตรีอื่นแทน ถึงกลับยืนงงงันไปครู่ใหญ่กว่าจะตั้งสติได้
“ของกำนัล คุณหนูจาง นี่มันอะไรกันเจ้าคะพี่จวิ้นหลง”
โจวจวิ้นหลงละสายตาจากมารดา ปิดปากถุงเงินให้สนิท หันมาส่งยิ้มใสซื่อให้หญิงสาว
“ขอบใจเจ้ามากหลิงเอ๋อร์ ที่ช่วยพี่หาเงินหนึ่งร้อยตำลึงนี้ เพื่อไปซื้อของกำนัลให้คุณหนูจาง หากภายภาคหน้า ตระกูลโจวได้เกี่ยวดองกับตระกูลจาง ครอบครัวของเราก็จะมีทั้งอำนาจและเงินทอง ความดีความชอบนี้ต้องยกให้น้องสาวของพี่”
น้องสาว...นี้เป็นครั้งแรกที่ชายหนุ่มตรงหน้าเรียกนางว่าน้องสาว ไหนจะเรื่องตระกูลโจวกับตระกูลจางจะเกี่ยวดองกันอีก ทุกสิ่งที่ได้ยินเองเต็มสองหูนี้ หรือว่าจะเป็นเพราะนางนอนหลับแล้วฝันไป
ปลายนิ้วยกขึ้นไปหยิกผิวเนื้อบริเวณต้นแขนของตนเอง ก่อนจะนิ่วหน้าออกมาด้วยความเจ็บ ‘นี้ข้าไม่ได้ฝัน’ เมื่อไม่ใช่ความฝัน นางก็ไม่อาจเก็บงำทุกสิ่งทุกอย่างได้อีกต่อไป เอ่ยถามชายหนุ่มตรงหน้าตรง ๆ ไม่คิดจะปิดบังเรื่องของนางกับพี่จวิ้นหลงอีก
“ไหนพี่บอกว่าให้ข้าหาเงินหนึ่งร้อยตำลึงมาเป็นสินเดิม เพื่อให้ท่านแม่ใจอ่อนยอมให้พวกเราแต่งงานกันอย่างไรเล่าเจ้าคะ แล้วเหตุไฉนมันถึงกลายเป็นว่าพี่จะนำเงินของข้าไปซื้อใจสตรีอื่นเล่า”
“แต่งงาน” สิ้นคำของอี้หลิงหลาน เมิ่งฮูหยินลุกพรวดพราดขึ้น ส่วนนายท่านโจวก็ถึงกลับสำลักน้ำชาที่กำลังยกขึ้นดื่ม ก่อนที่ทุกสายตาจะหันมามองใบหน้าที่เต็มไปด้วยฝ้ากระเป็นตาเดียว “เจ้ากับอาจวิ้นจะแต่งงานกัน นี่มันเรื่องอะไรกัน” ใบหน้าของหญิงวัยกลางคนหันไปมองหน้าบุตรชายสลับกับบุตรสาวบุญธรรม
โจวจวิ้นหลงสีหน้าไม่ได้เปลี่ยนไปยังคงสงบนิ่ง เขาหันมาสบสายตากับหญิงสาวตรงหน้า กล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงผิดหวัง
“หลิงเอ๋อร์ เจ้าเอาเรื่องอันใดมาพูด พี่คิดว่าเจ้าคือน้องสาวของพี่มาตลอด แล้วเงินหนึ่งร้อยตำลึงนี้ พี่ก็บอกเจ้าไปแล้ว ว่าพี่จะนำไปซื้อของกำนัลให้กับผู้หญิงที่พี่รัก แล้วเหตุใดวันนี้เจ้าถึงมาพูดจาเหลวไหล หรือว่าเจ้าจะทำงานหนักจนล้มป่วย ถึงได้สับสนไปหมด”
“ไม่ใช่ พี่ไม่ได้พูดกับข้าแบบนี้ ตั้งแต่ตอนที่ข้าผ่านพ้นพิธีปักปิ่น พี่ก็บอกข้าเอง ว่าพี่คิดกับข้าเกินกว่าน้องสาว ให้ข้าตั้งใจหาเงินเยอะ ๆ เพื่ออนาคตของพวกเรา แล้วเงินหนึ่งร้อยตำลึงนี้ พี่ก็บอกว่าจะทำให้ท่านพ่อท่านแม่ ยินยอมให้พวกเราแต่งงานกัน”
อี้หลิงหลานยกข้อเท็จจริงมาโต้แย้ง นางไม่เข้าใจว่าเหตุใด ชายที่เคยสัญญาทุกอย่างกับนาง ถึงได้ไม่พูดความจริงออกมา
“เจ้าอย่ามาใส่ร้ายพี่นะ อ้อ...พี่รู้แล้ว เจ้าเห็นว่าพี่ได้ดีมีอนาคตไกล แล้วคิดว่าด้วยสารรูปของเจ้าเองคงหาสามีดี ๆ ไม่ได้ เลยคิดจะเปลี่ยนฐานะ คิดจะจับพี่ไปเป็นสามีของตัวเอง หลิงเอ๋อร์ พี่ไม่เคยคิดเลยนะ ว่าเจ้าจะมีความคิดต่ำทรามเช่นนี้”
โจวจวิ้นหลงพูดทุกคำราวกับว่าสิ่งที่พูดอยู่คือความจริง นั่นก็เป็นเพราะว่า เขารู้ว่าบิดามารดาไม่มีวันเชื่อคำพูดของคนอื่น มากกว่าคำพูดของบุตรชายที่เป็นหน้าเป็นตาให้วงศ์ตระกูลอย่างแน่นอน
แล้วก็เป็นจริงเช่นนั้น เพราะทันทีที่เมิ่งซื่อได้ฟังข้อสันนิษฐานของบุตรชายก็ปักใจเชื่อหมดหัวใจ ว่าลูกสาวบุญธรรมที่นางเมตตาเก็บมาชุบเลี้ยง คิดจะริอ่านจับบุตรชายของนางเพื่อเลื่อนฐานะของตัวเอง
“นังหลิงหลาน ข้าอุตส่าห์ชุบเลี้ยงแกมาอย่างดี แต่แกกลับคิดไม่ซื่อกับอาจวิ้นของข้า นังเด็กอกตัญญู เลี้ยงไม่เชื่อง”
คำว่าอกตัญญูเป็นคำกล่าวหาที่ร้ายแรงนัก อี้หลิงหลานทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าลงกับพื้นต่อหน้าทุกคน หยดน้ำอุ่น ๆ เอ่อล้นในดวงตา สะอึกสะอื้นจนไหล่สั่นสะท้าน
“ไม่ใช่อย่างนั้นนะเจ้าคะ ที่ข้าพูดมาทั้งหมดล้วนเป็นความจริง แต่ข้าไม่เข้าใจว่าเหตุใดพี่จวิ้นหลงถึงกลับคำ พูดโกหกออกมา”
ปัง!...
โจวหงเฟิงขบกรามแน่นจนเป็นสัน ฟาดฝ่ามือลงบนโต๊ะ จนเกิดเสียงดัง ทำเอาคนที่นั่งคุกเข่าตัวสั่นสะท้านมากกว่าเดิม
“เจ้ายังกล้าใส่ร้ายว่าลูกชายของข้าโกหกอีกหรือ มันจะมากเกินไปแล้วนะ เจ้านี่มันไม่สำนึกถึงข้าวแดงแกงร้อนที่ตระกูลโจวเลี้ยงดูเจ้ามาจนโตขนาดนี้ เป็นเช่นนี้แล้ว คงจะอยู่ด้วยกันไม่ได้อีกต่อไป กลับไปเก็บข้าวของแล้วออกไปจากจวนนี้เสีย”
“ฮือ ๆ ไม่นะเจ้าคะ ท่านพ่อ” หยดน้ำตายิ่งไหลทะลักออกมาราวกับทำนบแตก อี้หลิงหลานคลานเข่าเข้าหาบิดาบุญธรรม สองมือเกาะขาของท่านเอาไว้ “อย่าไล่ข้าไปไหนเลย ชั่วชีวิตนี้ข้าไม่มีใครแล้ว มีแต่พวกท่านเท่านั้นที่เป็นครอบครัวของข้า”
เมิ่งจิ้งเฟยเห็นหญิงสาวเกาะขาสามีตัวเองก็ยิ่งไม่พอใจ พานคิดไปว่าอีกฝ่ายจะมาเสนอตัวหวังจะปีนเตียงสามีอีก เลยรีบเข้ามาผลักตัวของลูกสาวบุญธรรมอย่างแรงจนนางเสียหลักหงายหลังลงไปกองบนพื้น
“อย่ามาแตะต้องสามีกับลูกชายของข้า ผู้หญิงที่ไร้หัวนอนปลายเท้า เลี้ยงไม่เชื่องอย่างเจ้า ไม่เหมาะสมจะเป็นลูกสะใภ้ของตระกูลโจวหรอก แม้แต่ลูกบุญธรรมก็ยังไม่สมควรเลย ไป...ออกไป นับตั้งแต่นี้เจ้ากับตระกูลโจวไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันอีก”
ความโดดเดี่ยวที่อี้หลิงหลานพยายามหลบหนี หวนกลับมาจ่ออยู่ที่หัวใจของนางในระยะประชิด นางโยกตัวร้องไห้สะอึกสะอื้น ส่งสายตาเว้าวอนคนนั้นคนนี้เพื่อขอความเห็นใจ ถึงขนาดยอมถอยออกมาหลายก้าวกล่าวออกมา
“ท่านพ่อท่านแม่ พี่จวิ้นหลง ข้าผิดไปแล้ว เป็นข้าที่คิดเพ้อฝันไปคนเดียว ต่อไปข้าจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว อย่าขับไล่ข้าไปเลยนะเจ้าคะ ให้ข้าได้เป็นคนในครอบครัวของพวกท่านต่อไปเถอะ”
โจวจวิ้นหลงแม้จะยังมองเห็นผลประโยชน์ในตัวของหญิงสาวอยู่ แต่พอคิดมาคิดไปแล้ว กลัวว่าเขาแต่งคุณหนูจางเข้ามา นางจะกลับมาทวงคำสัญญาเปิดเปิงพฤติกรรมของเขาอีก เลยตัดสินใจตัดปัญหา หันไปส่ายหน้าส่งสัญญาณให้บิดามารดาอย่าใจอ่อน
เมิ่งฮูหยินเห็นเช่นนั้นแล้ว ก็ตะโกนร้องเรียกสาวใช้ให้มาช่วยกันลากตัวหญิงสาวออกไปให้พ้นจากโถงรับรอง ส่วนสาวใช้อีกคนวิ่งไปที่เรือนท้ายจวน เพื่อเก็บของใช้ของหญิงสาว จากนั้นทั้งคนทั้งของก็ถูกลากไปตามทางหินอ่อนที่ทอดยาวไปถึงประตูใหญ่ของจวนโจว...
