ตอนที่ 4 เรือนท้ายจวน
ตอนที่ 4
เรือนท้ายจวน
ผ่านไปร่วมเดือนในที่สุดโจวจวิ้นหลงก็ทำสำเร็จ เขากลับมาพร้อมขบวนเกียรติยศ สวมใส่เสื้อผ้าที่ทำมาจากผ้าไหมอย่างดี พร้อมของรางวัลอีกมากมาย
“ท่านพ่อท่านแม่ ข้าทำสำเร็จแล้ว ข้าสอบได้อันดับหนึ่ง ฝ่าบาททรงพระราชทานรางวัลให้มากมาย มีจวนหลังใหญ่ในเมืองหลวง แล้วข้ายังถูกแต่งตั้งเป็นถึงรองเสนาบดีกรมพิธีการ ข้าจึงมารับพวกท่านไปอยู่ที่เมืองหลวงด้วยกัน”
โจวหงเฟิงกับเมิ่งซื่อดีใจเป็นอย่างมากที่บุตรชายประสบความสำเร็จสูงสุดในชีวิต พวกเขาเที่ยวป่าวประกาศโอ้อวดให้ทุกคนในหมู่บ้านได้รู้ ว่าบุตรชายของพวกเขามีความสามารถมากแค่ไหน
จากนั้นก็พากันเร่งมือเก็บข้าวของแล้วเดินทางเข้าสู่เมืองหลวงทันที ใช้เวลาร่วมเดือนรถม้าและรถลากก็ผ่านเข้าประตูเมืองเจี้ยนปิงมุ่งหน้าสู่จวนพระราชทาน
“นี้หรือบ้านใหม่ของพวกเรา เหตุใดถึงใหญ่โตมากขนาดนี้”
ลงมาจากรถม้าได้ เมิ่งจิ้งเฟยก็มองสำรวจซุ้มประตูรั้วบานใหญ่กว่าประตูบ้านเดิมถึงสองเท่า เหนือซุ้มประตูมีป้ายแกะสลักอักษรด้วยทองคำเป็นชื่อตระกูลของสามี ดวงตาเบิกโพลงเสียยิ่งกว่าไข่ห่าน หลุดอุทานเสียงดังออกมา ด้วยว่าแค่บานประตูกับขอบรั้วยังอลังการขนาดนี้ แล้วภายในจะใหญ่โตกว้างขวางมากขนาดไหนกัน
โจวจวิ้นหลงรีบเข้ามาประคองแขนของมารดาเอาไว้ พูดกับท่านด้วยน้ำเสียงขบขัน
“ท่านแม่ ที่นี่เขาไม่เรียกบ้านหลังใหญ่ว่าบ้านหรอกขอรับ เขาเรียกว่าจวนต่างหาก แล้วต่อไปท่านพ่อกับท่านแม่ ก็จะเป็นนายท่านกับฮูหยินใหญ่ของจวนแห่งนี้”
โจวหงเฟิงตาโตตามภรรยาบ้าง ดีใจจนออกนอกหน้า “นี่พ่อจะได้เป็นนายท่านหรือ ฟังดูแล้วดีกว่าเดิมเป็นไหน ๆ”
คนทั้งสามพากันก้าวข้ามบานประตูเข้าไปด้วยเสียงหัวเราะที่บ่งบอกว่ามีความสุขมากแค่ไหน คงจะมีเพียงหญิงสาวนางหนึ่งที่กอดสัมภาระไม่กี่ชิ้นของตนเองเดินตามหลังพวกเขามาเท่านั้นที่ดูจะไม่มีความสุขกับลาภยศของชายหนุ่มเท่าไรนัก
นั่นก็เป็นเพราะว่า ตั้งแต่มีขบวนเกียรติยศไปส่งพี่จวิ้นหลงของนางถึงหมู่บ้าน จนกระทั่งมาถึงตอนนี้ที่ได้ย้ายเข้ามาอยู่ในจวนหลังใหม่ ชายหนุ่มที่นางมอบดวงใจให้ ไม่แม้แต่จะเอ่ยปากทักทายนางเลยแม้แต่คำเดียว แม้เพียงหางตาก็ยังไม่หันมามอง นางพยายามหาเรื่องเข้าไปพยายามพูดคุยกับเขาก็หลายครั้ง แต่ทุกครั้งเขาก็หาทางหลีกเลี่ยงหนีหน้าไปได้ คำพูดของสหายในวันวานเริ่มตามมาหลอกหลอนจนอี้หลิงหลานเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า ระหว่างนางกับพี่ชายบุญธรรมยังคงเหมือนเดิมอยู่หรือเปล่า
“เรือนหลังใหญ่ที่สุดและเป็นเรือนหลักลูกยกให้ท่านพ่อกับท่านแม่นะขอรับ ส่วนลูกจะอยู่ที่เรือนทางฝั่งปีกตะวันออกเอง”
บทสนทนาของทั้งสามยังคงดังเข้าหูของอี้หลิงหลานเป็นระยะ นางเดินตามหลังพวกเขาแบบเงียบ ๆ ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยคำใดออกมาให้พวกเขาขุ่นมัวใจ
“แล้วนางล่ะ” เมิ่งจิ้งเฟยเหลือบหางตากลับมามองด้านหลังเล็กน้อยก่อนจะรีบหันใบหน้ากลับไปมองสำรวจเรือนหลังใหญ่ต่อ น้ำเสียงที่เอ่ยถึงอีกคนฟังดูเหมือนไม่สลักสำคัญเท่าไรนัก
โจวจวิ้นหลงยอมหันกลับมามองหน้าหญิงสาวเต็มตาเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือน ทำให้คนที่ถูกจ้องมองแหงนหน้าขึ้นมองสบสายตาของเขาอย่างมีความหวัง เขาใช้เวลานิ่งคิดอยู่เป็นนานก่อนตัดสินใจออกมา
“หลิงเอ๋อร์ลำบากเพื่อพวกเรามามากแล้ว ถึงเวลาให้นางได้พักผ่อนเสียที เจ้าไปอยู่ที่เรือนท้ายจวนก็แล้วกัน ที่นั่นสงบร่มเย็นเหมาะกับเจ้าดี อยู่ที่นั่นให้สบายใจเถิด งานบ้านงานเรือนก็มีสาวใช้คอยดูแลหมดแล้ว”
อี้หลิงหลานคลี่ยิ้มออกมาได้ หัวใจที่เหี่ยวแห้งมาหลายวันเหมือนได้รับน้ำทิพย์ชโลมจิตใจให้กลับมาพองโตอิ่มน้ำเหมือนเดิม นางไม่เข้าใจหรอกว่าเรือนหลักคืออะไร เรือนปีกตะวันออกหรือเรือนท้ายจวนต่างกันตรงไหน นางรู้แค่ว่าพี่จวิ้นหลงของนางยังคงเป็นคนเดิม เขาเป็นห่วงนางเลยไม่อยากให้รับผิดชอบงานต่าง ๆ อีก
นางเดินตามหญิงสาวนางหนึ่ง ที่พี่ชายบุญธรรมเรียกตัวมา เดินไปตามระเบียงผ่านตัวเรือนต่าง ๆ แล้วยังผ่านสวนที่ถูกจัดตกแต่งไว้อย่างสวยงาม เดินห่างจากเรือนใหญ่ของท่านพ่อท่านแม่ไปไกลพอสมควร ถึงได้เห็นเรือนหลังเล็กตั้งอยู่โดดเดี่ยวข้างกำแพงรั้วที่สูงท่วมหัว ไม่ว่าจะหันไปมองทิศทางไหนก็พบเพียงต้นไม้ใบหญ้าเท่านั้น
“พี่สาวนี่คือเรือนท้ายจวนหรือเจ้าคะ แล้วไม่มีคนอื่นอยู่ด้วยเลยหรือ”
บรรยากาศรอบตัวเรือนดูแล้วออกไปในทางวังเวงมากกว่าสงบเงียบ ถึงแม้สภาพตัวเรือนจะดีกว่าบ้านเก่าหลายเท่าตัว แต่นางคิดว่าตอนอยู่ที่บ้านดินยังไม่ให้ความรู้สึกหดหู่มากขนาดนี้เลย
“ใช่ นี่แหละเรือนท้ายจวน ไม่มีอะไรแล้วข้าไปละ”
สาวใช้ตอบคำถามเสียงห้วนแววตาที่มองอีกฝ่ายไม่ค่อยให้ความเคารพเหมือนยามที่อยู่ต่อหน้าใต้เท้าโจวกับนายท่านหรือฮูหยินใหญ่ เพราะการที่ถูกส่งให้มาอยู่ที่เรือนท้ายจวนเช่นนี้ มันหมายความว่าผู้เป็นนายทั้งสามหาได้ให้ความสำคัญกับคนผู้นี้ นางจึงไม่จำเป็นต้องประจบสอพลอ แค่ดูแลพอเป็นพิธีเท่านั้นก็พอ
อี้หลิงหลานยังไม่ขยับก้าวเท้าเข้าไปในตัวเรือน ยังคงพยายามสานสัมพันธ์กับหญิงสาวแปลกหน้าที่ดูแล้วอายุน่าจะมากกว่านางแค่ไม่กี่ปี
“เดี๋ยวก่อนสิเจ้าค่ะ แล้วพี่สาวพักอยู่ที่ไหน เรือนนี้ก็ใหญ่พอสมควร พี่สาวมาพักกับข้าก็ได้นะเจ้าคะ”
“เชิญอยู่ไปคนเดียวเถอะ แล้วไม่ต้องเรียกข้าอีก ข้าจะรีบไปทำงาน ไม่ได้มีเวลามาพูดจาไร้สาระ” กล่าวจบสาวใช้ก็สะบัดหน้าอย่างแรงเดินกระทืบเท้าจากไป
ทิ้งให้อี้หลิงหลานยืนงุนงงว่านางพูดสิ่งใดผิดถึงทำให้พี่สาวผู้นั้นมีท่าทางไม่พอใจเช่นนั้น คิดไปคิดมาก็หาคำตอบไม่ได้ นางจึงหยุดคิดหอบสัมภาระที่มีเพียงเสื้อผ้าไม่กี่ชิ้นก้าวเท้าเข้าไปสำรวจภายในตัวเรือนแทน
นางเดินเข้าไปจนถึงห้องนอนที่มีขนาดกว้างขวางกว่าห้องนอนเดิมของนาง ภายในมีเตียงหลังใหญ่ มีฟูกนอนและผ้าห่มเนื้อดีวางเอาไว้ นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ อย่างครบครัน
ถึงแม้ห้องนอนและเรือนท้ายจวนแห่งนี้จะดีกว่าห้องนอนเดิมในบ้านดินมากแค่ไหน แต่กลับทำให้อี้หลิงหลานเริ่มรู้สึกว่าตัวเองโดดเดี่ยว มีชีวิตอยู่ตามลำพังอีกครั้ง รู้สึกถึงช่องว่างและความห่างไกลระหว่างนางกับคนในบ้านโจว
“ท่านพ่อท่านแม่ พี่จวิ้นหลง พวกท่านส่งข้ามาอยู่เรือนท้ายจวนไกลจากพวกท่านขนาดนี้ ทุกอย่างทำเพื่อข้าใช่หรือไม่เจ้าคะ”
เป็นคำถามที่นางหวังสร้างความสบายใจให้ตนเองมากกว่า นางพยายามไม่คิดอะไรมาก ใช้เวลาที่ได้อยู่คนเดียวเงียบ ๆ นอนพักผ่อนเอาแรงให้ร่างกายได้กลับมาฟื้นฟู ทุกเช้ากลางวันเย็น จะมีสาวใช้แวะเวียนกันยกสำรับอาหารมาส่งแทนการถูกเรียกไปกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตากันเหมือนเมื่อก่อน
ตอนแรกนางก็คิดว่าทุกคนคงเป็นห่วงนาง หวังดีไม่อยากให้นางต้องเดินไกลเพื่อไปกินข้าวกับพวกเขา แต่พอนานวันเข้านางถึงได้รู้ว่า พวกเขาเหล่านี้กำหนดให้นางอยู่แต่ในขอบเขตของเรือนท้ายจวนเท่านั้น ไม่มีสิทธิ์ออกไปเพ่นพ่าน ไปเสนอหน้าคอยปรนนิบัติท่านแม่อย่างที่เคยทำ
“คุณชายสั่งให้ท่านอยู่แต่บริเวณเรือนท้ายจวน หากไม่มีธุระจำเป็นก็ไม่ต้องออกไปเพ่นพ่าน”
สาวใช้รีบแจ้งกฎระเบียบที่ตั้งขึ้น หลังจากอี้หลิงหลานพยายามจะเดินออกจากบริเวณสวนหน้าเรือนท้ายจวน เพื่อไปยังส่วนหน้าของจวน
อี้หลิงหลานที่ถูกจับได้เสียก่อน ได้แต่ยืนค้อมตัวขอโทษขอโพยหญิงสาวตรงหน้า
“ขอโทษด้วย ข้าก็แค่เบื่อ ๆ ต่อไปข้าจะไม่ทำแบบนี้อีก” นั่นแหละสาวใช้ถึงได้ยอมปล่อยผ่าน
‘เหตุใดกัน ข้าถึงไปหาท่านพ่อท่านแม่ไม่ได้ แล้วพี่จวิ้นหลงอีก พี่ไม่คิดถึงข้าเหมือนที่ข้าคิดถึงพี่บ้างเลยหรือ’
เมื่อไปไหนมาไหนไม่ได้เหมือนแต่ก่อน อี้หลิงหลานก็มานั่งเหม่ออยู่บนตั่งไม้ใกล้บานหน้าต่าง ทอดสายตามองต้นไม้ใบหญ้าไปเรื่อยเปื่อย ถึงแม้ยามนี้จะสบายกายไม่ต้องทำงานหนัก แต่นางกลับหวนคิดถึงวันเวลาที่อยู่ร่วมกันกับทุกคนที่บ้านดินในหมู่บ้านจี้ถง วันเวลานั้นนางยังจะมีความสุขมากกว่าเวลานี้เสียอีก...
