ตอนที่ 3 ทุกหยาดเหงื่อเพื่อชายคนรัก
ตอนที่ 3
ทุกหยาดเหงื่อเพื่อชายคนรัก
“แคก ๆ”
เสียงไอไม่หยุดดังมาจากร่างบางที่กำลังจับจอบถากหญ้าอยู่ในสวนผลไม้ หลังจากหมดงานนา ชาวบ้านที่ทำงานรับจ้างก็พากันออกมาหางานในไร่สวนทำต่อ เพื่อไม่ให้ขาดรายได้ไปจุนเจือครอบครัว
“ไม่สบายหรือหลิงหลาน”
มู่หลันที่ยืนถากหญ้าไม่ห่างจากสหาย เห็นอีกฝ่ายเอาแต่ไอไม่หยุดก็รีบเดินเข้ามาดูด้วยความเป็นห่วง เกือบหนึ่งเดือนมานี้สหายของนางออกมาทำงานรับจ้างทุกวัน ไม่ได้หยุดพักเหมือนเมื่อก่อน กลางคืนยังต้องกลับไปนั่งปักผ้าเช็ดหน้าหารายได้เสริม เกือบครึ่งค่อนคืนถึงจะได้เอนหลังพักผ่อน ทำงานหนักเช่นนี้ร่างกายจะไม่ไหวก็ไม่ใช่เรื่องแปลก
“ไม่เป็นไร แค่รู้สึกคันคอนิดหน่อยเท่านั้นเอง เดี๋ยวกลับบ้านไปดื่มยาหม้อก็ดีขึ้นแล้วละ”
อี้หลิงหลานหันใบหน้าซีดเซียวไปฝืนยิ้มให้สหาย ก่อนจะหันกลับมาตั้งใจทำงานต่อ สามวันมานี้นางรู้สึกปวดเนื้อปวดตัว ศีรษะหนักอึ้ง แล้วยังไอไม่หยุด อาจจะติดหวัดจากชาวบ้านที่มาทำงานด้วยกัน
“ข้าว่ากลับไปพักดีกว่าไหม ดูซิหน้าซีดขนาดนี้ยังจะฝืนมาทำงานอีก” มู่หลันยังคงยืนอยู่ไม่ยอมกลับไปทำงานในส่วนของตัวเอง
“ไม่เป็นไรข้ายังไหว เจ้ากลับไปทำงานเถอะ”
อี้หลิงหลานปฏิเสธความหวังดีของสหาย ด้วยว่าอีกสามวันจะเป็นวันที่พี่จวิ้นหลงของนาง ต้องออกเดินทางเข้าเมืองหลวงเพื่อไปสอบคัดเลือกสนามสุดท้ายแล้ว ขืนนางมัวแต่อยู่บ้านพักผ่อน เงินที่จะมอบให้เขานำติดตัวไปก็ได้น้อยกันพอดี นางเลยต้องฝืนสังขารออกมาตากแดดทั้ง ๆ ที่ร่างกายเจ็บป่วย
“แล้วได้ไปหาหมอบ้างหรือยัง” มู่หลันพยายามอดทนไม่หลุดพูดในสิ่งที่ไม่ควรพูดออกมา หันมาสอบถามเรื่องนี้แทน
“ไม่ต้องไปหรอก ข้าขึ้นไปเก็บสมุนไพรมาต้มกินแล้วละ อีกไม่กี่วันเดี๋ยวก็หาย” คนป่วยตอบคำถามโดยที่ไม่ได้หันหน้าไปมองสหาย จึงไม่เห็นว่าสีหน้าของอีกฝ่ายเขียวคล้ำขึ้นมากเพียงใด
ความอดทนในใจของมู่หลันขาดสะบั้น เพราะความเป็นห่วงที่มีต่อสหายตรงหน้า นางถึงตัดสินใจพูดออกมาตามตรง
“หลิงหลาน เจ้าคิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าทำเพื่อคนบ้านโจวมันคุ้มค่ากับสิ่งที่เจ้าจะได้รับในอนาคตหรือไม่ คิดว่าทุกอย่างมันจะเป็นอย่างที่เจ้าหวังหรือเปล่า หากวันข้างหน้าพวกเขาทำผิดต่อเจ้าล่ะ หากพวกเขาไม่เคยเห็นว่าเจ้าเป็นคนในครอบครัว เจ้าจะไม่เสียใจหรือ”
นางรู้ดีว่าสหายคิดกับพี่ชายบุญธรรมเกินกว่าคำว่าพี่น้อง และเทิดทูนพ่อแม่บุญธรรมมากกว่าสิ่งใดในโลกนี้ แต่นางกลับมองไม่เห็นความรัก ความเมตตาของคนในบ้านโจวที่มีต่อสหายของนางเลย นางรู้สึกว่าคนพวกนั้นมองเห็นแต่ผลประโยชน์ที่หลิงหลานทำให้พวกเขามากกว่า และที่สำคัญนางกลัวว่าในภายภาคหน้า ยามที่อี้หลิงหลานส่งโจวจวิ้นหลงถึงฝั่งฝันแล้ว ทุกอย่างอาจจะไม่เป็นอย่างที่คิด แล้วสหายรักของนางจะพานพบกับความผิดหวัง
อี้หลิงหลานรู้ว่ามู่หลันเป็นห่วงนางมากแค่ไหน จึงไม่ได้ถือสากับคำพูดพวกนั้น เพราะมู่หลันเกิดมาในครอบครัวที่อบอุ่นและทุกคนในครอบครัวยังอยู่กันครบ จึงไม่มีวันรับรู้ถึงความโดดเดี่ยว ว้าเหว่ ความเหงาที่เกาะกุมจิตใจ
ในตอนที่นางอายุห้าขวบ มีโจรภูเขาบุกเข้าปล้นหมู่บ้าน ฆ่าชีวิตชาวบ้านโดยไม่สนใจว่าจะเป็นคนแก่ เด็กหรือผู้หญิง ในเหตุการณ์นั้นนางได้สูญเสียคนในครอบครัวไปทั้งหมด หลังจากพวกโจรจากไปแล้ว เด็กหญิงตัวน้อยที่หนีรอดมาได้ เดินโซซัดโซเซย้อนกลับไปบ้านหลังเล็ก จนได้เห็นภาพพ่อแม่ของตนเองนอนกอดกันจมกองเลือด แม้ดวงตาของทั้งสองจะเบิกกว้างก็ไม่อาจรับรู้ได้ว่า บุตรสาวเพียงคนเดียวของพวกเขา กำลังนั่งร้องไห้กอดศพพวกเขาอยู่
นับจากวันนั้นอี้หลิงหลานก็กลายเป็นเด็กเร่ร่อน ไม่มีผู้ใหญ่คนไหนที่พร้อมจะเลี้ยงดู เดินโซซัดโซเซพเนจรไปทั่ว บางวันก็ได้กินอิ่ม บางวันที่ไม่มีคนเมตตาให้อาหารก็อด ตอนกลางคืนต้องนอนขดตัวโอบกอดตัวเองเอาไว้
ชีวิตมืดมนลงไปทุกขณะ มองไปทางไหนก็มองไม่เห็นแสงนำทางของชีวิต หัวใจรู้จักแต่ความโดดเดี่ยว อ้างว้าง จนกระทั่งพ่อแม่บุญธรรมก้าวเข้ามา ยื่นมือมารับเด็กหญิงที่สิ้นหวังจมดิ่งอยู่แต่กับความเศร้าหมอง พวกเขาพานางกลับมาอยู่ที่บ้าน แบ่งปันเสื้อผ้า เศษอาหาร และห้องเล็ก ๆ ให้หลับนอน
เด็กชายที่อายุมากกว่าก็คอยปลอบใจ ชักชวนให้นางออกไปวิ่งเล่น คอยดูแลนางไม่ต่างจากพี่ชายดูแลน้องสาว
พวกเขาจึงเป็นเหมือนแสงสว่าง เหมือนอากาศรอบตัวที่ต่อลมหายใจของนาง ให้กลับมามีชีวิตขึ้นอีกครั้ง ดังนั้นต่อให้ท่านแม่ดุด่าต่อว่านางหนักมากแค่ไหน ต่อให้ต้องทำงานหนักจนสายตัวแทบขาดหาเลี้ยงพวกเขา นางก็ไม่เคยคิดว่าพวกเขาเอารัดเอาเปรียบนางเลยแม้แต่น้อย
กลับคิดว่าสิ่งที่ทำอยู่มันถูกต้องและสมควรแล้ว บุญคุณที่พวกเขาทำให้ความโดดเดี่ยว อ้างว้างในใจของนางหายไป ควรจะได้รับการตอบแทน และนางเชื่อว่าพ่อแม่บุญธรรมรักและเอ็นดูนางในฐานะลูกสาวจริง ๆ ส่วนพี่จวิ้นหลง ในภายภาคหน้า เขาจะต้องรับนางเป็นฮูหยินอย่างที่สัญญากันเอาไว้แน่ ๆ
“คุ้มค่าสิ เพราะทุกหยาดเหงื่อของข้า เพื่อทุกคนที่ทำให้ข้ารู้สึกถึงการมีครอบครัว ท่านพ่ออาจจะเย็นชากับข้า ท่านแม่อาจจะดุด่าไปบ้าง แต่ทุกคนก็ยอมรับข้าเป็นคนในครอบครัว แค่นี้ก็คุ้มค่าที่ยอมเหนื่อยแล้วละ”
มู่หลันได้ฟังคำตอบของสหายแล้วก็หมดคำจะพูด ได้แต่เดินคอตกกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อ เฝ้าคิดหวังอยู่ในใจว่า ให้นางกับชาวบ้านหลายคนมองครอบครัวโจวผิดไป บางทีพวกเขาอาจจะเห็นหลิงหลานเป็นคนในครอบครัวจริง ๆ ไม่ใช่แค่คนคนหนึ่งที่ทำผลประโยชน์ให้พวกเขา...
สามวันต่อมา เป็นวันที่อี้หลิงหลานได้หยุดพักผ่อนเป็นวันแรกในรอบหนึ่งเดือน นางตื่นขึ้นมาตั้งแต่เช้ามืด เข้าครัวหุงหาอาหารเช้า จัดสำรับขึ้นตั้งโต๊ะรวมไปถึงห่อให้พี่ชายนำไปเป็นเสบียงระหว่างเดินทางด้วย
หลังจากเตรียมอาหารเสร็จเรียบร้อย นางก็เดินไปตรวจความเรียบร้อยของสัมภาระที่ชายหนุ่มจะนำติดตัวไป ว่าขาดเหลือสิ่งใดหรือไม่ พอเห็นว่าตนเองไม่ได้หลงลืมอะไรก็ค่อยเบาใจ หันกลับไปทำงานบ้านอื่น ๆ ต่อ รอให้ทุกคนในบ้านโจวตื่นขึ้นมา จะได้ลงมือกินข้าวเช้าพร้อมหน้าพร้อมตากันก่อนออกเดินทาง
หลังจากทุกคนออกมานั่งล้อมวงบนโต๊ะตัวกลมเรียบร้อยแล้ว อี้หลิงหลานก็ควักถุงเงินใบใหญ่ออกมายื่นส่งให้ชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างกาย
“นี้เจ้าค่ะพี่จวิ้นหลง เงินเก็บที่ข้าสะสมมาตลอดหนึ่งเดือน ข้าให้พี่ทั้งหมดเลย”
โจวจวิ้นหลงรีบรับถุงเงินมาไม่มีอิดออดแล้วเก็บลงในกระเป๋าเสื้ออย่างดี ไม่ลืมหันมาฉีกยิ้มหวานกระชากใจน้องสาวบุญธรรมที่หาเงินก้อนโตมาให้
“ขอบใจเจ้ามากนะหลิงเอ๋อร์ ระหว่างที่พี่ไม่อยู่ก็ฝากดูแลท่านพ่อท่านแม่ให้ดีด้วย รอพี่นำข่าวดีกลับมา คำสัญญาที่ให้ไว้กับเจ้า พี่ไม่ลืมอย่างแน่นอน”
“คำสัญญาอะไร” เมิ่งจิ้งเฟยรีบถามขึ้นทันควัน ดวงตาหรี่เล็กลงไม่พอใจที่เห็นบุตรชายพูดจาหวานซึ้งกับลูกสาวบุญธรรมเกินกว่าเหตุ
โจวจวิ้นหลงรีบหันกลับมาสนใจอาหารตรงหน้าต่อ แววตากลับมาเรียบเฉยอีกครั้ง
“ไม่มีอะไรขอรับ ข้าแค่สัญญากับหลิงเอ๋อร์ว่า หากข้าสอบติดหนึ่งในสาม ข้าจะซื้อเสื้อผ้าและปิ่นปักผมสวย ๆ มาให้นางก็เท่านั้นเอง”
“แล้วไป” เมิ่งจิ้งเฟยมีหรือจะอ่านสายตาของหญิงสาวตรงหน้าไม่ออกว่าคิดอย่างไรกับบุตรชายคนเดียวของนาง นางจึงกลัวว่าบุตรชายจะเกิดหวั่นไหวคล้อยตามลูกสาวบุญธรรม จนทำให้นางได้สะใภ้ที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้าอย่างอี้หลิงหลาน “เจ้ากำลังจะเดินทางไปสอบ แม่อยากให้มีสมาธิอยู่แต่กับสิ่งที่ได้ร่ำเรียนมา ไม่ใช่เรื่องไร้สาระไม่เป็นเรื่อง”
อี้หลิงหลานก้มหน้ากินข้าว รู้สึกสะเทือนใจไม่น้อย ที่ดูเหมือนท่าทีของมารดาจะไม่ยินดีกับการที่นางกับพี่ชายรู้สึกดีต่อกันเกินกว่าพี่น้อง ทั้ง ๆ ที่ตอนเด็กแม่บุญธรรมก็เคยเอ่ยปาก ว่าพอนางโตขึ้นสถานะอาจจะเปลี่ยนจากบุตรสาวเป็นลูกสะใภ้ด้วย
หลังจากจัดการอาหารมื้อเช้าเสร็จ คนบ้านโจวก็พากันออกมาส่งโจวจวิ้นหลงเดินทางร่วมกับชายหนุ่มคนอื่น ๆ ในหมู่บ้าน ที่จะเดินทางเข้าเมืองหลวง อี้หลิงหลานยืนอยู่ด้านหลังพ่อแม่บุญธรรม เฝ้ามองรถม้าที่เคลื่อนตัวออกห่างไปเรื่อย ๆ ตาละห้อย
‘ข้าจะรอพี่กลับมานะเจ้าคะ พี่จวิ้นหลง รอวันที่พวกเราจะเปิดเผยฐานะให้ท่านพ่อท่านแม่และทุกคนรู้ได้’ นางได้แต่คิดอยู่ในใจเท่านั้น ไม่อาจเปล่งเสียงให้คนอื่นได้ยินได้...
