ตอนที่ 2 งานนอกบ้าน งานในบ้าน
ตอนที่ 2
งานนอกบ้าน งานในบ้าน
กว่าจะเสร็จจากงานในแปลงนา ดวงตะวันก็โพล้เพล้เคลื่อนลงต่ำ ไอร้อนจากยามกลางวันบรรเทาเบาบางลงบ้างแล้ว แต่กระนั้นตามใบหน้าและลำตัวของอี้หลิงหลานก็ยังคงเปียกชุ่มไปด้วยหยดเหงื่อที่ไหลซึมออกมาไม่ขาดสาย ระหว่างที่กำลังมุ่งหน้าย่ำเท้าไปบนถนนในหมู่บ้าน
สองเท้าพยายามก้าวให้ยาวและเร็วที่สุดเท่าที่เรี่ยวแรงและสังขารจะเอื้ออำนวย แววตาเบิกกว้างขึ้นด้วยความกังวลหนัก นี้ก็ล่วงเลยเวลาที่นางต้องเตรียมอาหารให้ทุกคนในบ้านโจวมาเกือบหนึ่งชั่วยามแล้ว ปานนี้แม่บุญธรรมคงหิ้วท้องรอจนพานโมโห ต้องหาทางดุด่านางเป็นยกใหญ่แน่
“มัวไปเที่ยวเล่นที่ไหนมานังตัวดี เลิกงานตั้งนานแล้วปานนี้พึ่งจะกลับมาถึงบ้าน หน็อยเดี๋ยวนี้หัดทำตัวไม่รักดี เที่ยวเถลไถลงานบ้านงานเรือนไม่ยอมจับ”
เป็นอย่างที่อี้หลิงหลานแอบกังวลไม่มีผิด ทันทีที่ปลายเท้าก้าวเข้าสู่เขตบ้านดินชั้นเดียว เสียงแหลมบาดแก้วหูของแม่บุญธรรมก็ดังขึ้นต้อนรับ พร้อมกับเจ้าของเสียงก่นด่ายืนเท้าสะเอวเด่นตระหง่านอยู่หน้าประตูบ้าน
อี้หลิงหลานรีบเดินเข้าไปยืนก้มหน้างุดอยู่หน้าหญิงวัยกลางคน ที่สวมใส่เสื้อผ้าตัวใหม่ สีสันสวยงามต่างจากเสื้อผ้าที่นางสวมใส่อยู่ แทบไม่มีเวลาได้หายใจหายคอ รีบเอ่ยปากอธิบายสาเหตุที่ทำให้นางกลับบ้านช้า
“ข้าไม่ได้เถลไถลนะเจ้าคะ พอดีเจ้าของนาขอให้ช่วยดำนาให้เสร็จเพราะเหลืองานอีกไม่มากแล้ว ข้าจึงอยู่ดำนาต่อ พอเสร็จก็รีบกลับมาบ้าน ไม่ได้แวะไปที่อื่นเลย”
เมิ่งจิ้งเฟยเข้าใจว่าลูกบุญธรรมอยู่ช่วยงานเจ้าของนาโดยไม่ได้อะไรตอบแทน แทนที่ความร้อนรุ่มในใจจะบรรเทาเบาบางลง กลับยิ่งกระพือโหมขึ้นไปอีก ใช้ปลายนิ้วจิ้มเข้าไปที่หน้าผากนูนของหญิงสาว
“แล้วแกโง่มากขนาดนั้นเลยหรือ ถึงอยู่ช่วยงานคนอื่นโดยไม่ได้ค่าจ้างตอบแทน ปล่อยให้ข้ากับทุกคนหิ้วท้องรอแกกลับมาทำกับข้าว จนปวดแสบปวดร้อนท้องไปหมดแล้ว”
“ไม่ใช่นะเจ้าคะ ลุงจางจ่ายเงินเพิ่มให้ทุกคนที่อยู่ทำต่อ...นี้เจ้าค่ะเงิน”
อี้หลิงหลานลนลานหยิบเงินค่าจ้างของวันนี้ออกมาส่งให้แม่บุญธรรมทั้งหมด ก่อนที่อีกฝ่ายจะโมโหมากไปกว่านี้
เมิ่งจิ้งเฟยเห็นเงินค่าแรงที่มากกว่าทุกวันก็ตาโต รีบหยิบเงินมาจากมือของหญิงสาวทั้งหมด แล้วยืนนับอยู่ตรงนั้น ดูเหมือนความร้อนรุ่มในใจจะถูกค่าของเงินช่วยดับให้ใจเย็นลงบ้าง
“ไม่ได้เถลไถลไปทางไหนก็แล้วไป จะมัวยืนบื้ออยู่ทำไม รีบเข้าครัวไปหุงหาอาหารสิ อาจวิ้นจะได้รีบกิน จะได้มีแรงไปอ่านตำราต่อ”
“เจ้าค่ะ”
อี้หลิงหลานระบายลมหายใจออกมา ความเหนื่อยล้าจากการทำงานหนักและแสงแดดที่ร้อนแรงยังคงกดทับให้ร่างกายหนักอึ้ง แต่นางก็ไม่อาจนั่งพักให้อาการเหล่านั้นได้ผ่อนคลายลงได้ นางรีบเดินหายเข้าไปในครัวล้างไม้ล้างมือ เตรียมหุงข้าวและทำกับข้าวอย่างง่าย ๆ ประเภทผัดผักกับไข่เจียว เพื่อไม่ให้พ่อแม่และพี่ชายบุญธรรมรอนาน
หลังจากข้าวสวยสุกได้ที่กับข้าวสองอย่างก็เสร็จเรียบร้อย นางรีบจัดทุกอย่างลงบนถาด รวมไปถึงจานชามยกออกไปในห้องโถงเล็ก ทุกคนในบ้านโจวนั่งหน้าไม่สบอารมณ์ล้อมวงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“คราวหน้าคราวหลัง ถ้าจะทำงานเกินเวลา ก็ขอเจ้าของไร่นากลับมาทำอาหารเอาไว้ก่อน แล้วค่อยกลับไปอีก ทุกคนจะได้ไม่ต้องหิ้วท้องรอเช่นนี้ เข้าใจหรือไม่”
ประมุขของบ้านอย่างโจวหงเฟิงไม่ได้จะคิดห้าม ไม่ให้ลูกสาวบุญธรรมหาเงินเพิ่ม เป็นเรื่องดีเสียอีกที่อีกฝ่ายหาเงินเข้าบ้านได้มากขึ้น แต่นั่นก็จะต้องไม่กระทบต่องานในบ้านด้วย
“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” อี้หลิงหลานรับคำพ่อบุญธรรมเสียงแผ่ว ลงมือจัดสำรับตั้งโต๊ะให้เรียบร้อย แล้วตักข้าวร้อน ๆ ใส่ลงในชามของทุกคน เสร็จเรียบร้อยถึงได้เดินมานั่งประจำที่ของตนเอง
“มีแค่ผัดผักกับไข่เจียวเท่านั้นหรือ เมื่อเช้าข้าเข้าไปตรวจดูในครัวก็ยังเห็นมีเนื้อหมูรมควันอยู่ เหตุใดถึงไม่นำมาปรุงอาหาร หรือว่าเจ้าคิดจะแอบยักยอกเก็บไว้ทำกินคนเดียว”
เมิ่งจิ้งเฟยเห็นอาหารบนโต๊ะแล้วก็ไม่สบอารมณ์ หันมาหาเรื่องลูกสาวบุญธรรมอีก
“ไม่ใช่แบบนั้นนะเจ้าคะ เนื้อหมูกว่าจะทำให้นุ่มจนเคี้ยวง่ายก็ใช้เวลานาน ข้ากลัวทุกคนจะรอนาน เลยทำอะไรที่มันง่าย ๆ ก่อนเจ้าค่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้เช้าข้าถึงจะนำหมูรมควันมาปรุงอาหาร”
ใบหน้าอ่อนล้าเหยเกจวนเจียนจะร้องไห้อยู่รอมร่อ ไหนจะเหน็ดเหนื่อยจากงานข้างนอก ไหนจะมาถูกแม่บุญธรรมหาเรื่องไม่หยุดอีก
ชายหนุ่มเจ้าของใบหน้าหล่อเหลาเหลือบมามองใบหน้าของหญิงสาวที่อยู่ข้างกาย เห็นมารดากำลังจะเอ่ยปากต่อว่าหญิงสาวอีก ก็รีบชิงพูดขึ้นมาเสียก่อน
“พอเถอะท่านแม่ หลิงเอ๋อร์กลับมาเหนื่อย ๆ ยังไม่ทันได้พักก็ต้องรีบทำกับข้าวให้พวกเรา ท่านแม่ก็อย่าต่อว่านางนักเลย”
เมิ่งจิ้งเฟยเห็นแววตาของบุตรชายแล้วก็เหมือนจะรู้ตัว พอหันมามองใบหน้าของลูกสาวบุญธรรมที่จวนเจียนจะร้องไห้ออกมา น้ำเสียงที่เอ่ยออกมาจึงอ่อนลงกว่าตอนแรกมาก
“หลิงเอ๋อร์ เจ้าโกรธแม่หรือไม่ที่ต่อว่าเจ้า ทั้ง ๆ ที่เจ้าทำงานมาเหนื่อย ๆ แต่ที่แม่ต้องทำแบบนี้ก็เพราะอยากจะสอนให้เจ้ามีความรับผิดชอบ หญิงชาวบ้านธรรมดาอย่างเรา จะออกเรือนไปกับผู้ใดได้ ถ้าไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดาแบบเดียวกัน หากแม่ไม่สอนให้เจ้าทำงานเก่งทั้งงานในบ้านและงานนอกบ้าน พ่อแม่สามีในอนาคตของเจ้าจะพากันดูถูกเอาได้ ดูถูกเจ้าคนเดียวไม่พอ ยังจะลามมาถึงพ่อกับแม่ด้วยนะสิ หวังว่าจะเข้าใจแม่นะ ว่าที่แม่ทำไปเพราะหวังดีกับเจ้า”
อี้หลิงหลานได้ฟังเหตุผลที่แม่บุญธรรมดุด่าตนในวันนี้แล้วก็ใจชื้นกลับคืนมาบ้าง ยิ่งชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างกายออกโรงปกป้อง ความเศร้าเสียใจเมื่อครู่พลันหายไปในทันที
“ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ”
จากนั้นบรรยากาศบนโต๊ะอาหารก็ชื่นมื่นขึ้น ทุกคนพากันนั่งกินข้าวโดยไม่พูดคุยกันอีก หลังจากจัดการอาหารมื้อเย็นกันเรียบร้อยแล้ว โจวหงเฟิงกับเมิ่งซื่อก็แยกย้ายเข้าไปพักผ่อนในห้องส่วนตัว ส่วนบุตรชายคนเดียวของบ้านก็กลับเข้าไปอ่านตำราในห้องนอน
อี้หลิงหลานแม้จะเหนื่อยล้ามากเพียงใด ก็ยังไม่หมดหน้าที่ที่จะต้องทำ นางลงมือเก็บจานชามบนโต๊ะออกไปหลังบ้าน จัดการล้างให้สะอาด แล้วยังต้องเข้าไปเก็บกวาดทำความสะอาดในครัวให้เรียบร้อย
เมื่อทำทุกอย่างเสร็จสิ้น นางถึงได้หันมาจัดการกับธุระส่วนตัวของตนเอง จังหวะที่หอบหิ้วเสื้อผ้าที่ซักสะอาดเตรียมเดินกลับไปทางหลังบ้านอีกครั้งนั้น ก็พบว่าพี่ชายบุญธรรมยืนเอนหลังพิงเข้ากับผนังบ้านคล้ายกำลังเฝ้ารอใครอยู่
“พี่จวิ้นหลง มาทำอะไรมืด ๆ หรือว่าพี่ต้องการอะไร ข้าจะได้ไปเตรียมมาให้”
โจวจวิ้นหลงที่มายืนดักรอพบน้องสาวบุญธรรม เห็นอีกฝ่ายหอบผ้าเตรียมอาบน้ำ ก็กลับมายืนตัวตรง ก้าวเท้าเข้ามาหาอีกฝ่ายสองถึงสามก้าว
“พี่ไม่ได้ต้องการอะไรหรอก พี่แค่อยากมาถามว่าหลิงเอ๋อร์ของพี่เหนื่อยมากหรือเปล่า ทำงานหนักคนเดียว ไหนจะงานนอกบ้านงานในบ้านอีก”
คนที่ถูกถามด้วยน้ำเสียงห่วงใยใจอ่อนยวบ แววตาอาบไล้ไปด้วยความสุข อาการเหนื่อยล้าจากงานหนักดูเหมือนจะบรรเทาเบาบางลงทันตาเห็น
“ข้าไม่เหนื่อยเลยเจ้าค่ะ”
โจวจวิ้นหลงได้ฟังเช่นนั้นแล้ว สีหน้าก็ยังฉายแววไม่สบายใจอยู่ดี แววตาที่จับจ้องมองใบหน้าเต็มไปด้วยฝ้ากระของหญิงสาวเต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม
“เรื่องที่ท่านแม่ดุด่าเจ้า เจ้าคงไม่โกรธท่านแม่จริง ๆ ใช่หรือไม่”
“ไม่เลยเจ้าค่ะ ข้าเข้าใจว่าที่ท่านแม่พูดไปก็เพื่อตัวข้าเองทั้งนั้น”
ได้ยินเช่นนั้นสีหน้าหล่อเหลาก็ดูดีขึ้นบ้างเล็กน้อย “พี่ได้ยินเช่นนี้ก็สบายใจ ยิ่งหนึ่งเดือนข้างหน้าพี่ต้องเดินทางไปสอบที่เมืองหลวง คงไม่อาจอยู่ปกป้องหรือปลอบใจยามท่านแม่ดุเจ้าได้ เจ้าก็ดูแลตนเองดี ๆ เล่า แล้วช่วงนี้เจ้าก็คงต้องเหน็ดเหนื่อยลำบากหน่อย ด้วยว่าการไปครั้งนี้ค่าใช้จ่ายคงต้องเตรียมไปให้มาก”
“พี่จวิ้นหลงอย่าได้กังวล ข้าจะทำงานทุกวัน แล้วจะรับงานผ้ามาปักหารายได้เพิ่ม คิดว่ากว่าจะถึงวันเดินทาง ข้าคงหาเงินได้มากพอสมควร” อี้หลิงหลานพูดให้ชายหนุ่มตรงหน้าวางใจ
“ลำบากเจ้าแล้วนะหลิงเอ๋อร์ ในวันข้างหน้าที่พี่ได้เป็นขุนนาง มีหน้าที่การงานที่มั่นคง เจ้าก็จะพลอยสุขสบายไปด้วย ไม่ต้องมาทำงานลำบากลำบนเช่นนี้อีก พี่จะแต่งงานกับเจ้า ให้เจ้าได้เป็นฮูหยินข้างกายพี่”
โจวจวิ้นหลงพูดแล้วก็ยกมือขึ้นสัมผัสพวงแก้มของหญิงสาวตรงหน้าเล็กน้อย แล้วเดินเลี่ยงกลับเข้าบ้านไป
ปล่อยให้หญิงสาวยืนนิ่งค้างแววตาวาดฝันถึงความสุขในวันที่ได้สวมใส่ชุดเจ้าสาว กราบไหว้ฟ้าดิน คล้องแขนดื่มสุรามงคลกับชายที่นางรักและเขาก็รักนาง หากวันนั้นมาถึงนางคงไม่ต้องทนตากแดดทำงานหนักอย่างเช่นทุกวันนี้อีก...
