ตอนที่ 1 หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน
ตอนที่ 1
หลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน
ยามกลางวันแสงแดดจ้าสาดส่องลงมาเหนือสรรพสิ่ง ราวกับพร้อมจะแผดเผาทุกสรรพสิ่งให้มอดไหม้เป็นจุณ ผู้คนที่สู้ลมแดดไอร้อนไม่ไหว ต่างเร้นกายหลบอยู่แต่ชายคาเรือน หรือไม่ก็อาศัยหลบอยู่ใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขา
คงจะมีแต่ชาวบ้านผู้ยากไร้เท่านั้นที่ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ไม่อาจหลีกเล้นหลบหนีแสงของดวงอาทิตย์ได้ พวกเขายังคงก้มหน้าก้มตาทำงานในเขตพื้นที่รับผิดชอบของตัวเอง ไม่สนว่าไอร้อนจากแสงแดดจะแผดเผา ทำลายผิวกายที่โผล่พ้นร่มผ้าไปมากแค่ไหน สิ่งเดียวที่พวกเขาสนใจคือเงินค่าแรง ที่จะนำไปเป็นต้นทุนในการเลี้ยงดูสมาชิกในครอบครัว
อี้หลิงหลานก็เป็นหนึ่งในผู้คนที่ไม่อาจหลบหนีจากแสงแดดที่โลมเลียผิวกายจนแสบร้อนไปหมดได้ นางยังคงก้มตัวใช้แผ่นหลังท้าทายสู้แสงจากดวงอาทิตย์ มือข้างหนึ่งอุ้มมัดกล้าเอาไว้ ในขณะที่มืออีกข้างจับต้นกล้าข้าวสามถึงสี่ต้น แล้วปักส่วนที่มีรากอ่อนลงไปในดินโคลน
ใบหน้าอันเต็มไปด้วยฝ้ากระมันเยิ้มและชื้นไปด้วยเหงื่อ ที่ไหลออกมาทางรูขุมขน เสื้อผ้าสีหม่นเต็มไปด้วยรอยปะชุนนับไม่ถ้วนเปียกชุ่มไม่ต่างอันใดกับการยืนตากฝน ดวงตาลูกท้อแสบร้อนจากหยดเหงื่อที่ไหลซึมเข้าสู่ลูกนัยน์ตา จนบางครั้งมือที่เปื้อนดินโคลนต้องคอยยกขึ้นมาเช็ดบั้นท้าย ก่อนจะจับคอเสื้อขึ้นมาซับขอบตาให้แห้ง ถึงทำให้การมองเห็นกลับมาเป็นเหมือนเดิม
“วันนี้แดดแรงเหลือเกิน เมื่อไรเจ้าของนาจะบอกให้พวกเราพักได้เสียที ข้าจะเป็นลมแดดอยู่แล้วเนี่ย”
หญิงสาววัยสิบห้าปีนางหนึ่งที่ดำนาอยู่ข้างกันหันมาพูดด้วย ใบหน้าของคนพูดแลดูซีดเซียวคล้ายจะไม่ไหวอย่างที่พูดจริง ๆ
อี้หลิงหลานหยัดกายยืนตัวตรง แหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าเพียงครู่ ก่อนจะก้มลงมามองหน้าสหายรักตามเดิม
“เจ้ายังพอทนไหวหรือไม่ ตะวันใกล้จะตรงหัวแล้ว อีกไม่นานก็จะได้ขึ้นพักกลางวันแล้วละ” น้ำเสียงของนางเจือความห่วงใยอยู่หลายส่วน
“ไหวไม่ไหวก็ต้องทน ช่วงนี้ท่านแม่ของข้าไม่สบาย ต้องรีบหาเงินไปซื้อยา ข้าก็บ่นไปอย่างนั้นเองแหละ” หญิงสาวพูดพลางขยับมือก้มตัวทำงานในพื้นที่ส่วนที่ตัวเองรับผิดชอบต่อไป
อี้หลิงหลานเห็นสหายยังพอจะสู้ต่อไหว ก็ไม่ได้พูดจาอันใดอีก หันกลับมาก้มหน้าก้มตาปักดำต้นกล้าข้าวลงในแปลงนาต่อไป ต่อให้ร่างกายจะเริ่มประท้วงจากอากาศที่ร้อนแรง ท้องเริ่มส่งเสียงโครกครากด้วยความหิวโหย นางก็ได้แต่กัดฟันทน จนกระทั่งมีเสียงสวรรค์ดังขึ้น
“ได้เวลาพักแล้ว พวกเจ้ารีบขึ้นมานั่งพักกินข้าวกินปลากันก่อนเถิด”
อี้หลิงหลานกับชาวบ้านคนอื่น ๆ ถึงได้พากันวางมือ รีบขึ้นจากแปลงนาโดยเร็ว ก่อนจะตรงไปยังริมแม่น้ำล้างดินโคลนที่เปื้อนมือเปื้อนเท้าออกให้หมด แล้วกลับมานั่งล้อมวงกันใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขา คอยปกป้องผู้คนจากแสงแดดอันร้อนแรง
ต่างคนต่างหยิบห่อข้าวที่ห่อมาออกมาวาง มีสิ่งใดก็แบ่งปันกันกินโดยไม่คิดหวงของ
“หลิงหลาน ห่อผัดผักมาอีกแล้วหรือ เจ้าทำงานหนักขนาดนี้ ไม่คิดจะกินเนื้อสัตว์กับเขาบ้างหรืออย่างไร”
มู่หลันสหายรักของอี้หลิงหลานจ้องมองไปยังกับข้าวที่สหายรักห่อมา นับตั้งแต่ออกมาทำงานรับจ้างด้วยกัน นางเห็นแต่สหายห่อข้าวมากับผัดผัก ไม่มีเนื้อสัตว์ปะปนมาเลยสักวันเดียว
“กินเนื้อหรือกินผักมันก็เหมือนกันนั่นแหละน่า ขอแค่ให้อิ่มท้องจะได้มีเรี่ยวแรงสู้งานต่อ ดีกว่าไม่มีอะไรกินเลยไม่ใช่หรือ”
อี้หลิงหลานไม่สนใจคำท้วงติงของสหาย คีบผัดผักขึ้นมากินกับข้าวสวยอย่างเอร็ดอร่อย แม้จะนั่งร่วมวงเป็นวงใหญ่ นางไม่เคยคีบกับข้าวของผู้อื่นขึ้นมากินเลย ด้วยว่ากับข้าวที่นางห่อมา เป็นเพียงผัดผักธรรมดาเท่านั้น
มู่หลันยังคงจ้องสหายตาไม่กะพริบ นางเคยไปที่บ้านของสหายหนหนึ่งตอนที่อีกฝ่ายไม่อยู่ ก็เห็นว่าทุกคนในบ้านมีเนื้อสัตว์กินกันปกติ ไม่มีทีท่าว่าจะอดอยากแต่อย่างใด แล้วเหตุไฉนสหายรักของนาง ถึงได้กินอยู่อย่างประหยัดเช่นนี้เล่า
“อย่าบอกนะว่า เจ้ายอมกินแค่ผัดผัก แต่ให้คนที่บ้านได้กินของดี ๆ ข้าถามจริง ๆ เถอะหลิงหลาน เงินค่าแรงที่หามาได้ เจ้าได้ใช้มันเพื่อตัวเองบ้างหรือไม่” คำถามของนางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบา ไม่อยากให้ผู้อื่นร่วมรับรู้ด้วย
อี้หลิงหลานไม่ยอมตอบ ได้แต่ส่งยิ้มให้สหาย ตั้งหน้าตั้งตากินข้าวกับผัดผักเพื่อเอาแรงไว้สู้งานต่อในรอบบ่าย
มู่หลันเห็นเช่นนั้นก็รู้สึกเหมือนว่า ศีรษะของนางกลายเป็นดวงอาทิตย์ขนาดย่อมไปแล้ว อี้หลิงหลานก็รู้สึกได้เหมือนกัน ว่าความห่วงใยของสหายกำลังทำให้อีกฝ่ายหัวร้อน เลยรีบคีบผัดผักฝีมือตนเองวางลงบนข้าวของสหาย ส่งสายตาปริบ ๆ ออเซาะอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงที่หวานผิดปกติ
“เจ้าชิมผัดผักฝีมือข้าดูก่อนนะมู่หลัน แล้วจะรู้ว่าต่อให้ไม่มีเนื้อสัตว์เลยมันก็อร่อยมาก ๆ เผลอ ๆ อร่อยกว่าน่องไก่ของเจ้าเสียอีก”
มู่หลันหมดคำจะพูด ได้แต่คีบผัดผักขึ้นใส่ปากเคี้ยวตุ้ย ๆ นางแกล้งถามไปแบบนั้นเอง ใครในที่นี้จะไม่รู้บ้างเล่าว่า อี้หลิงหลานทำงานหนักทุกวันนี้เพื่อใคร ถ้าไม่ใช่เพื่อครอบครัวบุญธรรมที่เก็บนางมาเลี้ยง
คนบ้านโจวนี้ก็กระไร ปากเที่ยวพูดกับชาวบ้านว่าหลิงหลานเป็นเหมือนคนในครอบครัว เป็นลูกสาวบุญธรรมที่พวกเขารับอุปการะเลี้ยงดูเพราะความสงสาร ว่าอีกฝ่ายไม่มีที่ให้ไป
แต่ในสายตาของคนในหมู่บ้านจี้ถง อี้หลิงหลานเหมือนเป็นสาวใช้ในบ้านเสียมากกว่า ตั้งแต่เจ็ดขวบก็ต้องรับผิดชอบงานทุกอย่างภายในบ้านด้วยตัวคนเดียว ในขณะที่สามคนพ่อแม่ลูกใช้ชีวิตอยู่อย่างสุขสบาย พออายุย่างเข้าสิบสองปีก็ต้องออกมาทำงานรับจ้างร่วมกับผู้ใหญ่เพื่อหารายได้เข้าบ้าน
ทุกคนต่างรู้สึกเห็นใจสงสารในชะตาชีวิตของหลิงหลาน แต่เจ้าตัวกลับไม่รู้สึกอย่างนั้น นางมักจะตอบทุกคนที่พูดจาถึงคนบ้านโจวในทางไม่ดีว่า
‘ท่านพ่อท่านแม่ แค่อยากสอนให้ข้ารู้จักทำงานหาเงิน หาเลี้ยงดูแลตนเองได้ พวกท่านไม่ได้มีเจตนาจะเอาเปรียบข้าอย่างที่ทุกคนคิด ส่วนพี่จวิ้นหลงเขาก็ต้องขยันเล่าเรียนเพื่ออนาคตที่สุขสบาย ไม่มีเวลามารับผิดชอบงานพวกนี้หรอก’
ทุกคนถึงได้พากันหยุดพูดถึงเรื่องนี้ไปโดยปริยาย ปล่อยให้อี้หลิงหลานมองคนบ้านโจวแต่ในทางที่ดีต่อไป หากนางคิดแบบนั้นแล้วสบายใจ
“แล้วแต่เจ้า อยากจะกินแต่กับผักแล้วก็ผักอยู่แบบนี้ก็ตามใจ ข้าจะกินเนื้อสัตว์อวดหน้าเจ้าเอง” มู่หลันกล่าวจบแล้วก็หยิบน่องไก่ย่างขึ้นมากัดกินต่อหน้าสหายรัก แต่สักพักก็ใช้มือบิเอาเนื้อไก่ส่วนที่นางยังไม่ได้กัดกิน ยื่นไปวางบนข้าวของสหายบ้าง “เจ้าให้ข้าชิมผัดผัก ข้าก็ให้เจ้าชิมเนื้อไก่ของข้าหนึ่งคำ ถือว่าไม่ติดค้างกัน”
จากนั้นมู่หลันก็ตักผัดผักของสหายขึ้นมากินอีกหนึ่งคำ แบ่งเนื้อไก่ของตนเองให้สหายหนึ่งคำ ทำเช่นนี้จนข้าวที่ห่อมาหมดเกลี้ยงลง หลังจากชาวบ้านจัดการอาหารมื้อเที่ยงเรียบร้อยแล้ว ก็ยังพอมีเวลาเหลือ จึงพากันแยกย้ายหามุมส่วนตัว เอนหลังนอนพักผ่อนพอให้หายเหนื่อย
กระทั่งถึงเวลาที่ต้องลงทำงาน เจ้าของนาก็เดินเข้ามาหาคนงานทุกคน ที่พากันลุกขึ้นมาเตรียมตัวจะเดินลงแปลงนาอีกครั้ง
“ข้าดูแล้ว จากยามนี้ไปจนถึงเย็น แปลงนาของข้าก็คงใกล้จะเสร็จ หากข้าอยากจะขอให้ทุกคนดำนาต่อให้เสร็จเลย จะมีใครทำบ้าง ข้าจะจ่ายค่าจ้างที่ทำงานล่วงเวลาให้ด้วย”
“ข้าขอตัว ตอนเย็นต้องรีบไปหาบน้ำให้อีแก่ที่บ้าน ขืนไม่ทำมีหวังถูกบ่นจนหูชาแน่” ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งกล่าวขึ้น เรียกเสียงหัวเราะจากชาวบ้านคนอื่น ๆ ได้เป็นอย่างดี
นอกจากชายผู้นี้แล้ว ยังมีชาวบ้านอีกหลายคนที่ขอไม่ทำงานต่อ แต่ก็ยังเหลือชาวบ้านอีกสี่ถึงห้าคนที่ตกปากรับคำว่าจะอยู่ดำนาต่อจนกว่าจะแล้วเสร็จ หนึ่งในนั้นก็มีอี้หลิงหลานด้วย
“ข้าทำเจ้าค่ะ”
มู่หลันเห็นสหายรักอยู่ต่อ จากที่คิดว่าจะกลับไปพัก ก็เปลี่ยนใจกะทันหัน “ข้าก็ทำเหมือนกันเจ้าค่ะ”
“ขอบใจทุกคนที่อยู่ต่อมากนะ” เจ้าของนาพูดจบแล้ว ก็ปล่อยให้ชาวบ้านที่พากันออกมาทำงานรับจ้าง ‘หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน’ ได้พากันกลับลงไปยังแปลงนาต่อ ส่วนตัวเขาก็กลับไปเตรียมเงินค่าแรง ที่จะมาจ่ายให้ชาวบ้านที่ทำงานในเวลาปกติและให้กับผู้ที่ทำงานเกินเวลาด้วย...
