บทที่ 2 สามีที่ฉันเก็บได้ในยุค 70
บทที่ 2 สามีที่ฉันเก็บได้ในยุค 70
ดังนั้นหญิงสาวจึงมีความสามารถในการต่อสู้มาตั้งแต่เด็ก จนตอนนี้เธอได้เป็นเจ้าขององค์กรต่อจากพ่อแม่ และเธอยังเป็นนักฆ่าที่มีฝีมือเก่งกาจที่สุดในองค์กรอีกด้วย
จี้อู๋เจินเดินตรวจตราดูบริเวณรอบ ๆ ขณะเดียวกันก็พูดคุยเพื่อสั่งการกับลูกน้องของตัวเองไปด้วย
ตอนนี้บรรยากาศในงานเป็นไปด้วยความครึกครื้น แขกในงานหลายคนยกแก้วขึ้นมาดื่ม บางคนก็กำลังลิ้มชิมรสอาหารที่ทางโรงแรมจัดไว้ให้ บางคนก็จับกลุ่มกันพูดคุยเรื่องการเซ็นสัญญาของสองบริษัทยักษ์ใหญ่ในครั้งนี้
‘จะว่าไปแล้วตั้งแต่เข้างานมา ก็ยังไม่เห็นอะไรผิดปกติ ทุกอย่างดูเหมือนจะเรียบร้อยดี ยังไงก็ขอให้ราบรื่นตลอดก็แล้วกัน’ นี่คือความคิดของจี้อู๋เจิน
แต่ทว่าจู่ ๆ สายตาของเธอก็สะดุดเข้ากับคนกลุ่มหนึ่ง ที่เวลานี้ยืนจับกลุ่มกันอยู่ทางด้านหลังห้องประชุม
พวกเขาไม่ได้สนใจอาหาร ไม่สนใจเครื่องดื่ม และไม่สนใจแม้แต่ผู้คนที่อยู่ในงาน ท่าทางของคนพวกนั้นดูลับ ๆ ล่อ ๆ ก่อนที่ชายคนหนึ่งจะโบกมือเป็นสัญญาณ ให้คนที่เหลือกระจายตัวกันออกไป
‘กลุ่มคนพวกนั้นทำไมดูแปลก ๆ’ หญิงสาวคิดในใจพร้อมขมวดคิ้ว ก่อนจะนึกบางอย่างได้ ใบหน้าของเธอแม้จะสงบนิ่ง แต่ในใจกลับไม่นิ่งตาม
จากนั้นเธอก็ไม่รอช้า รีบเปิดวิทยุสื่อสารแล้วสั่งการกับลูกน้องของตัวเองทันที “หลังห้องประชุมมีชายกลุ่มหนึ่งน่าสงสัย พวกนายจับตาดูด้วย ตอนนี้พวกมันเริ่มกระจายตัวกันแล้ว”
“รับทราบครับ” เสียงตอบรับดังมาจากลูกน้องคนที่อยู่ใกล้กับด้านหลังห้องมากที่สุด
จี้อู๋เจินยังคงจับตาดูชายกลุ่มนั้นต่ออย่างไม่ละสายตา โดยเฉพาะคนที่เหมือนจะเป็นหัวหน้าที่คอยสั่งการพวกมัน ส่วนคนอื่น ๆ นั้นเธอก็บอกให้ลูกน้องของตัวเองตามไปตรวจสอบอย่างใกล้ชิด นั่นเพราะงานในวันนี้ไม่อาจให้เกิดความผิดพลาดได้ เพราะเธอไม่อยากให้เสียชื่อเสียงขององค์กรอย่างไรล่ะ
ส่วนทางด้านเซิงเหยาฉวน เวลานี้เขากำลังพูดคุยเรื่องโครงการห้างสรรพสินค้าแห่งใหม่อยู่กับเฟิงหลิวอย่างออกรส ยิ่งพอพูดถึงเรื่องที่จะพัฒนาส่วนไหนดี เพื่อให้ห้างสรรพสินค้าแห่งนี้เป็นที่ดึงดูดใจของผู้คนได้บ้างพวกเขาก็ยิ่งยิ้มอย่างพอใจและหัวเราะกันอย่างมีความสุข
“เอาตามที่คุณเซิงว่านั่นแหละ ผมเห็นด้วยทุกประการ” เฟิงหลิวพูดด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความพึงพอใจอย่างที่สุด
“ผมจะไม่ทำให้คุณเฟิงผิดหวังครับ ไปกันเถอะครับ น่าจะได้เวลาแล้ว” เซิงเหยาฉวนรับปากอย่างจริงจัง จากนั้นก็ลุกขึ้นขึ้นยืนและผายมือเชิญให้เฟิงหลิวเดินขึ้นเวทีพร้อมกัน
งานเลี้ยงดำเนินมาถึงช่วงสำคัญ ซึ่งก็คือการที่เซิงเหยาฉวนกับเฟิงหลิว จะต้องขึ้นไปเซ็นสัญญากันบนเวที ต่อหน้าประจักษ์พยานทั้งหลาย
เฟิงหลิวเป็นคนก้าวขึ้นไปบนเวทีก่อน เขาเดินไปยืนอยู่ที่ตำแหน่งตรงกลาง ก่อนที่เซิงเหยาฉวนก้าวเดินตามมา ทั้งสองจับแฟ้มที่สัญญาด้วยกันคนละด้าน ก่อนที่พิธีกรจะกล่าวเป็นสัญญาณให้ทั้งสองร่วมลงนามในสัญญาด้วยกัน
ทว่ายังไม่ทันที่ปลายปากกาของเซิงเหยาฉวนจะจรดลงไปบนสัญญา ไฟทั้งห้องประชุมก็ดับลงอย่างกะทันหัน และตามด้วยเสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด เหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมาก ผู้คนทั้งงานต่างพากันตื่นตระหนกและงุนงง
และเมื่อไฟถูกเปิดให้สว่างขึ้นมาอีกครั้ง ก็พบว่ามีร่างของหญิงสาวคนหนึ่งถูกยิงอยู่บนเวที ร่างของเธอได้บังร่างเซิงเหยาฉวนเอาไว้ ก่อนจะทรุดลงไปช้า ๆ
“หัวหน้า!” อาเซี่ยวตะโกนเรียกเสียงดังด้วยตกใจ เมื่อเห็นว่าจี้อู๋เจินถูกยิง จึงตะโกนเสียงดังอีกครั้ง “หัวหน้าจี้โดนยิง เรียกรถพยาบาลเร็วเข้า”
ลูกน้องอีกคนที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ก็รีบโทรเรียกรถพยาบาลในทันทีเหมือนกัน พวกเขาต่างก็ตื่นตกใจไม่น้อยที่หัวหน้าเกิดเรื่องร้ายแรง แต่ก็ยังไม่ลืมหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย นั่นคือคอยปกป้องคุ้มครองคนสำคัญในงาน ตามที่ได้รับคำสั่งมา
ซึ่งความจริงแล้วกระสุนนั้นไม่ได้ตั้งใจจะยิงไปที่หญิงสาว ผู้ร้ายต้องการยิงไปที่เซิงเหยาฉวนต่างหากล่ะ ทว่าจี้อู๋เจินที่จับตาดูกลุ่มคนต้องสงสัยอยู่ ก็รู้ตัวได้ทัน เธอจึงวิ่งเข้าไปรับกระสุนเพื่อปกป้องเซิงเหยาฉวนเอาไว้ กระสุนเจาะทะลุจี้ไข่มุกที่เธอสวมอยู่ โดยกระสุนนั้นทะลุไปตัดเข้าขั้วหัวใจพอดี จึงทำให้เธอเสียชีวิตทันที
ผู้คนในงานต่างก็ตื่นตกใจเมื่อเห็นมีคนตาย ทุกคนวิ่งหนีกันจนในงานเกิดความโกลาหลไปหมด เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในงานรีบโทรแจ้งตำรวจ
อาเซี่ยวรีบวิ่งมาประคองร่างของจี้อู๋เจินเอาไว้
ส่วนเซิงเหยาฉวนนั้นยังคงตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เขายังคงยืนอยู่ตรงนั้นไม่ไปไหน ในใจก็คิดเสียใจอย่างมาก ที่มีคนต้องมารับลูกกระสุนนี้แทนตนเอง
