บทย่อ
หญิงจากยุคปัจจุบันตื่นขึ้นมาในร่างของสาวชาวบ้านในยุค 70 ที่แสนจะยากจน หนำซ้ำถูกลูกพี่ลูกน้องตีหัวโยนลงน้ำจนตาย แต่ก่อนที่ร่างเดิมจะตายดันช่วยผู้ชายคนหนึ่งไว้ ใครจะคิดว่าเขากลับซ่อนความลับไว้มากมาย!!
บทที่ 1 สามีที่ฉันเก็บได้ในยุค 70
บทที่ 1 สามีที่ฉันเก็บได้ในยุค 70
โรงแรมหว่านซีใจกลางเมืองเซี่ยงไฮ้ เป็นโรงแรมที่มีชื่อเสียงเป็นอันดับหนึ่งในเรื่องของความหรูหราและบริการที่เป็นเลิศ ลูกค้าส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนมีฐานะร่ำรวยทั้งนั้น
อย่างเช่นนักการเมืองหรือผู้นำระดับสูงของประเทศ หรือไม่ก็พวกตระกูลใหญ่ที่ทำธุรกิจระดับพันล้านหมื่นล้าน พวกเขาต่างก็เลือกโรงแรมหว่านซีแห่งนี้ เป็นสถานที่นัดหมายเซ็นสัญญาธุรกิจ หรือเป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงฉลองความสำเร็จต่าง ๆ
ตระกูลเซิงเป็นตระกูลใหญ่ ที่ทำธุรกิจทางด้านการก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์
โครงการของพวกเขานั้น มีทั้งก่อสร้างอาคารสถานที่ของหน่วยงานราชการ อาคารขนาดใหญ่ ศูนย์การค้า คอนโดมิเนียม โรงแรมระดับ 5 ดาว หรือแม้กระทั่งโรงงานต่าง ๆ จะว่าไปแล้วเซิงหล่ายกรุ๊ปถือว่าเป็นบริษัททางด้านการก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดในเซี่ยงไฮ้เลยก็ว่าได้
ในวันนี้เซิงหล่ายกรุ๊ปก็ได้มาจัดงานเลี้ยงและเซ็นสัญญาธุรกิจกับนายทุนที่จะจ้างให้สร้างห้างสรรพสินค้าแบบครบวงจรในเมืองเซี่ยงไฮ้ และแน่นอนว่าพวกเขาเลือกห้องประชุมที่โอ่อ่าของโรงแรมหว่านซีแห่งนี้ ไม่ต่างจากนักธุรกิจกลุ่มอื่น
“คุณเฟิงรบกวนรอที่นี่ก่อนนะครับ เวลานี้ท่านประธานมาถึงแล้ว ท่านกำลังเข้ามาในห้องนี้ครับ” เลขาหนุ่มเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงนอบน้อมเล็กน้อย ขณะที่พานายทุนผู้ที่จะเซ็นสัญญากับเซิงหล่ายกรุ๊ปมารอที่โต๊ะ
“ได้สิ ฉันไม่รีบ ยังไงก็ต้องอยู่ด้วยกันจนจบงานเลี้ยงอยู่แล้ว” เฟิงหลิวตอบกลับอย่างไม่เรื่องมาก เขาโบกมือเล็กน้อยเพื่อไม่ให้เลขาคนนี้คิดมากและเคร่งเครียดจนเกินไป ก่อนจะนั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง ซึ่งได้จัดเอาไว้สำหรับการเซ็นสัญญาในครั้งนี้โดยเฉพาะ
“ขอบคุณครับ ว่าแต่คุณเฟิงต้องการอะไรเป็นพิเศษไหมครับ เดี๋ยวผมจะให้คนจัดหามาให้” เลขาหนุ่มถามพลางผายมือไปที่มุมจัดเลี้ยงอาหารและเครื่องดื่ม เขาได้รับคำสั่งมาให้ดูแลนายทุนคนนี้เป็นอย่างดี ดังนั้นจึงไม่อาจขาดตกบกพร่องในสิ่งใดได้
“ไม่เป็นไรหรอก ในงานยังมีแขกคนอื่นให้ดูแลอีก คุณไปดูแลพวกเขาเถอะนะ ผมรอเจ้านายคุณมาก่อนค่อยกินอะไรจะดีกว่า”
เฟิงหลิวบอกและยิ้มให้เลขานุการหนุ่มคนนี้อย่างเอ็นดู เพราะเขามองว่ายังมีแขกคนอื่นที่มางานเซ็นสัญญาในวันนี้อีกหลายคน หากมาดูแลเขาเพียงคนเดียว มันจะไม่ดีต่อสายตาคนอื่น
“ครับ” เลขาหนุ่มถอยหลังไปยืนติดผนังห้อง เพื่อรอดูว่าเฟิงหลิวต้องการความช่วยเหลืออะไรหรือเปล่า และเพื่อรอเจ้านายของตัวเองที่กำลังเดินทางมาด้วย
เวลาผ่านไปไม่นานนัก ประธานคนใหม่ของเซิงหล่ายกรุ๊ปก็เดินเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม แต่ท่าทางของเขาก็น่าเกรงขามไม่น้อย
“รอนานไหมครับคุณเฟิง ผมต้องขอโทษด้วยที่มาช้าไปหน่อย” เซิงเหยาฉวนนักธุรกิจหนุ่มไฟแรงกล่าวทักทาย พร้อมกับโค้งตัวให้กับลูกค้าของตัวเองอย่างมีมารยาท
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เซิงเหยาฉวนและเฟิงหลิวได้พบกัน เนื่องจากเมื่อสามปีก่อนเฟิงหลิวได้จ้างให้เซิงหล่ายกรุ๊ปก่อสร้างคอนโดมิเนียมให้กับเขามาแล้ว และงานชิ้นนั้นก็ออกมาดีมากจนเขาประทับใจมาก
ดังนั้นครั้งนี้เมื่อเขามีโครงการที่จะก่อสร้างห้างสรรพสินค้าแห่งใหม่ คนแรกที่เขานึกถึงก็คือเซิงหล่ายกรุ๊ปนี่แหละ อีกทั้งเขาก็มั่นใจด้วยว่า เซิงหล่ายกรุ๊ปจะไม่ทำให้เขาผิดหวัง
“ฮ่า ๆ ๆ มาสายอะไรกัน นี่ยังไม่ถึงเวลานัดเลยด้วยซ้ำ มา ๆ นั่งดื่มชากันก่อน” เฟิงหลิวพูดอย่างอารมณ์ดีและกวักมือเรียกให้เซิงเหยาฉวนมานั่งด้วยกันอย่างเป็นกันเอง
หลังจากที่เซิงเหยาฉวนเข้ามาให้ห้องประชุมได้ไม่นาน ก็มีคนกลุ่มหนึ่งตามเข้ามา พวกเขาใส่ชุดสูทสีดำสนิท ที่หูแนบหูฟังไว้ข้างหนึ่ง เหมือนกับว่ากำลังรอที่จะปฏิบัติตามคำสั่งได้ตลอดเวลา
พวกเขาต่างก็ยืนประจำที่ โดยเว้นระยะห่างกันพอสมควร
หนึ่งในนั้นมีผู้หญิงอยู่ด้วย แต่ว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ได้สวมสูทเหมือนกับคนอื่น เพียงแต่สวมเสื้อเชิ้ตและกางเกงที่ดูทะมัดทะแมงเท่านั้น ทว่าเธอกลับมีความโดดเด่นกว่าคนอื่นอยู่มาก เนื่องจากเธอเป็นผู้สั่งการอย่างไรล่ะ
หญิงสาวเดินมายืนอยู่ด้านหลังเซิงเหยาฉวนไม่ไกลนัก เธอคอยออกคำสั่งผ่านวิทยุสื่อสารอยู่เป็นระยะ ๆ ว่าให้ใครทำอะไรบ้างในงานเลี้ยงเซ็นสัญญาครั้งนี้
ส่วนตัวเธอนั้นต้องประกบอยู่ใกล้แขกคนสำคัญอย่างไม่วางตา นั่นก็คือเซิงเหยาฉวนกับเฟิงหลิว เพราะสองคนนี้ถือว่าเป็นคนที่สำคัญที่สุดในงานเลี้ยงคืนนี้
“อาเซี่ยว มาเฝ้าตรงนี้ไว้หน่อย เดี๋ยวฉันจะไปเดินตรวจตราความปลอดภัยรอบ ๆ สักหน่อย ไม่อยากให้เกิดเรื่องน่ะ”
หญิงสาวมีชื่อว่าจี้อู๋เจินพูดผ่านทางวิทยุสื่อสาร เพื่อเรียกให้ลูกน้องอีกคนมายืนเฝ้าตรงตำแหน่งของเธอแทนก่อน เธอไม่อยากให้คนสำคัญอยู่กันเพียงลำพัง เพราะหากเกิดอันตรายขึ้นมา เธอไม่อาจรับผิดชอบได้ทั้งหมด
“ครับหัวหน้า ผมจะไปเดี๋ยวนี้” อาเซี่ยวตอบรับทันที และไม่กี่วินาทีต่อมาเขาก็มายืนตรงหน้าหญิงสาว
จี้อู๋เจินพยักหน้าให้ลูกน้องหนึ่งครั้ง ก่อนจะเดินออกมาจากตรงนั้น
จี้อู๋เจินคนนี้เป็นเจ้าของบริษัทรักษาความปลอดภัยแห่งหนึ่งในเมืองเซี่ยงไฮ้
แม้ว่าเบื้องหน้าจะเปิดเป็นบริษัทรักษาความปลอดภัย แต่ก็เปิดเพื่อบังหน้าเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วงานหลักของเธอก็คือ การรับจัดการฆ่าคนตามคำสั่งของลูกค้า
ดังนั้นองค์กรของเธอ จึงเป็นที่รู้จักในวงการว่า บุปผาสีชาด
หญิงสาวเติบโตมาในครอบครัวของนักฆ่า พ่อกับแม่ของเธอเป็นคนก่อตั้งองค์กรบุปผาสีชาดนี้ขึ้นมา

