ตอนที่ 14:คำโกหกคำแรก
ตอนที่ 14:คำโกหกคำแรก
ค่ำคืนในปราสาทเงียบสงบยิ่งกว่าที่เคย เรนะเดินไปตามโถงทางเดินที่มืดมิดเพื่อไปยังห้องทำงานของ อิทสึกิ หัวใจของเธอเต้นรัวแรงราวกับกลองศึกที่กำลังประกาศถึงการต่อสู้ครั้งสำคัญ ในมือของเธอมีช่อดอกเหมยเล็กๆ ที่ถูกจัดขึ้นอย่างประณีต มันคือข้ออ้างที่เธอใช้ในการเข้ามาในห้องนี้... แต่เป้าหมายที่แท้จริงของเธอคือการทำภารกิจที่ ไดจิ สั่งมา
ประตูห้องทำงานของโชกุนถูกปิดสนิท แต่เมื่อเรนะยกมือขึ้นเคาะ ประตูนั้นก็เปิดออกโดยไม่ต้องรอคำอนุญาต อิทสึกิเงยหน้าขึ้นจากม้วนกระดาษที่เขาอ่านอยู่ เขามองมาที่เธอด้วยสายตาที่เย็นชาและเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจว่าเธอเข้ามาทำอะไรในยามวิกาลเช่นนี้
“เจ้ามาที่นี่ทำไมในยามนี้?” เขาถามเสียงเรียบ
เรนะก้าวเข้าไปในห้องอย่างสง่างาม เธอรู้ดีว่านี่คือวินาทีชี้ชะตา หากเธอตอบผิดแม้แต่นิดเดียว... ทุกอย่างก็จะจบลงในพริบตา เธอใช้พลังที่ไดจิเคยสอนให้ในการควบคุมอารมณ์ของตัวเอง ก่อนจะค่อยๆ เดินเข้าไปวางช่อดอกเหมยลงบนโต๊ะของเขาอย่างเชื่องช้า
“หม่อมฉันคิดถึงท่านเหลือเกิน... ท่านโชกุน” เธอตอบด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลและอ่อนหวานที่สุดเท่าที่จะทำได้ นี่คือคำโกหกคำแรกที่เธอเอ่ยออกมาในฐานะภรรยาของเขา มันเป็นความรู้สึกที่ทั้งน่ากลัวและน่าตื่นเต้นในเวลาเดียวกัน เธอรู้สึกเหมือนกำลังสวมหน้ากากที่สมบูรณ์แบบที่สุดในชีวิต
ดวงตาของอิทสึกิยังคงมองเธออย่างไม่ไว้ใจ “เจ้าไม่เคยมาหาข้าในเวลาแบบนี้มาก่อน... มีเรื่องอะไรที่เจ้าอยากจะบอกข้ากันแน่?”
คำถามของเขาราวกับมีดสั้นที่พุ่งตรงเข้ามายังหัวใจของเธอ เรนะรู้ดีว่าเขาไม่ใช่คนที่จะหลอกได้ง่ายๆ และในวินาทีนั้นเอง... เธอก็ต้องตัดสินใจว่าจะโกหกต่อไปเพื่อปกป้องความลับของตัวเอง... หรือจะยอมให้ความจริงทั้งหมดถูกเปิดเผยออกมา
ความเงียบในห้องทำงานของโชกุนหนักอึ้งราวกับอากาศที่กำลังจะปะทุ เรนะรู้สึกได้ถึงสายตาที่เย็นชาของ อิทสึกิ ที่จ้องมองมายังเธออย่างไม่มีความลังเล แต่ในขณะเดียวกันเธอก็รวบรวมสติทั้งหมดไว้ในหัวใจและใช้ไหวพริบที่เธอเพิ่งได้รับการฝึกฝนมาอย่างหนักเพื่อเผชิญหน้ากับเขา
“หม่อมฉันไม่ได้มาเพราะอยากจะบอกอะไรท่านค่ะ... ท่านโชกุน” เธอตอบด้วยน้ำเสียงที่นิ่งสงบผิดปกติ “แต่หม่อมฉันคิดว่าสิ่งที่เปลี่ยนไป... คือตัวหม่อมฉันเอง”
อิทสึกิเลิกคิ้วเล็กน้อย ราวกับประหลาดใจกับคำตอบของเธอ “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“หม่อมฉันได้เรียนรู้ว่าในอาณาจักรแห่งแสง... หากเราไม่มีพลังอำนาจ... เราก็จะถูกทำลาย” เธอพูดต่อโดยเลือกใช้คำพูดที่อิทสึกิจะเข้าใจได้ดีที่สุด “ตลอดชีวิตของหม่อมฉัน หม่อมฉันถูกสอนให้เป็นเพียงผู้หญิงที่สง่างาม... เป็นเครื่องมือที่จะถูกใช้ในการเมือง... แต่เมื่อหม่อมฉันได้มาอยู่เคียงข้างท่าน... หม่อมฉันได้เห็นอำนาจและความแข็งแกร่งที่แท้จริง”
คำพูดของเธอคือคำโกหกที่ถูกร้อยเรียงขึ้นมาอย่างชาญฉลาด มันไม่ได้เป็นคำโกหกที่ปฏิเสธความจริง แต่เป็นการเล่าความจริงในอีกแง่มุมหนึ่ง อิทสึกิจึงเริ่มผ่อนคลายลง ใบหน้าของเขาแม้จะยังเย็นชา แต่ความสงสัยในดวงตากลับลดลงไปอย่างชัดเจน
“หม่อมฉันได้เรียนรู้ที่จะควบคุมอารมณ์... เพื่อที่จะเป็นภรรยาที่ดีของท่าน และเพื่อที่จะเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรแห่งนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ” เธอกล่าวต่อพร้อมกับโค้งคำนับเล็กน้อย “หม่อมฉันต้องขออภัยที่อาจจะดูห่างเหินไปบ้าง... แต่ก็เพราะว่าหม่อมฉันต้องการที่จะเป็นเหมือนท่าน... เพื่อที่จะแข็งแกร่งพอที่จะยืนอยู่เคียงข้างท่านได้โดยไม่เป็นภาระอีกต่อไป”
อิทสึกิยังคงเงียบงัน แต่สายตาที่เขามองเธอนั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงจากความสงสัยกลายเป็นความพึงพอใจอย่างแผ่วเบา เขาไม่รู้เลยว่าคำพูดที่แสนจะประทับใจเหล่านั้น... เป็นเพียงคำโกหกที่ถูกใช้เพื่อปกปิดความจริงที่น่าสะพรึงกลัวที่เธอต้องเผชิญในโลกของ ไดจิ อิทสึกิ มองดู เรนะ ที่กำลังแสดงบทบาทของภรรยาที่จงรักภักดีได้อย่างสมบูรณ์แบบ แววตาของเขาที่เคยเต็มไปด้วยความสงสัยในตอนแรกเริ่มถูกแทนที่ด้วยความพึงพอใจอย่างแผ่วเบา คำพูดที่เธอเลือกใช้คือคำพูดที่เขาต้องการจะได้ยิน... คำพูดที่แสดงให้เห็นว่าเขาได้สร้างสิ่งที่สมบูรณ์แบบขึ้นมาได้แล้วจริงๆ
แต่ในวินาทีที่เรนะกำลังคิดว่าเธอสามารถเอาชนะเกมการโกหกนี้ได้แล้วนั้นเอง... อิทสึกิ ก็ยกมือขึ้นมาแตะที่ปลายคางของเธออย่างแผ่วเบา ดวงตาของเขาจ้องลึกลงไปในดวงตาของเธอ
เรนะรู้สึกถึงความเย็นยะเยือกที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง ความพึงพอใจที่เธอเห็นเมื่อครู่กลับสลายหายไป และถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกที่น่ากลัวยิ่งกว่า... สายตาของเขาไม่ได้มองแค่ใบหน้าของเธอ แต่ราวกับกำลังมองทะลุเข้าไปในจิตวิญญาณของเธอ... ลึกลงไปในส่วนที่มืดที่สุดในจิตใจของเธอ
เรนะรู้แล้วว่าเธอโกหกเขาไม่สำเร็จ...
อิทสึกิสามารถมองเห็นความมืดมิดที่แฝงอยู่ภายใต้หน้ากากของเธอได้ทั้งหมด เขามองเห็นความหวาดกลัวที่ซ่อนอยู่ภายใน และเหนือสิ่งอื่นใด... เขามองเห็น คำโกหก ที่เธอเพิ่งเอ่ยออกมาเมื่อครู่นี้ได้อย่างชัดเจน
เขาไม่ได้พูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว แต่ริมฝีปากของเขากลับค่อยๆ ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความนัยจนน่าขนลุก... เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้มาจากความสุข แต่มาจากความรู้ว่าเขากำลังถือไพ่เหนือกว่าในเกมแห่งการโกหกที่เธอเพิ่งเริ่มต้นขึ้น
ความเงียบที่ปกคลุมในห้องนั้นน่ากลัวยิ่งกว่าคำกล่าวหาใดๆ ทั้งสิ้น