ตอนที่ 13: บทเรียนอันน่ากลัว
ตอนที่ 13: บทเรียนอันน่ากลัว
บรรยากาศภายในห้องฝึกฝนใต้ดินนั้นมืดมิดและเย็นเยียบ มีเพียงแสงไฟสีม่วงที่ส่องออกมาจากลูกแก้ววิญญาณเท่านั้นที่ให้ความสว่างอยู่ภายในห้อง ไดจิ ยืนนิ่งอยู่กลางห้องในชุดสีดำสนิทของเขา ก่อนจะหันมามอง เรนะ ที่ยืนอยู่ห่างออกไปราวกับต้องการจะบอกให้เธอรู้ว่านับจากนี้ไป... บทเรียนที่เธอจะต้องเผชิญจะไม่ได้มีไว้เพื่อการป้องกันตัวอีกต่อไป
“บทเรียนแรกที่ข้าสอนเจ้าคือการเอาชีวิตรอด... แต่ตอนนี้ถึงเวลาที่เจ้าจะต้องเรียนรู้ที่จะเป็นผู้ล่าบ้าง” น้ำเสียงของไดจิยังคงเรียบเฉย แต่มันกลับเต็มไปด้วยความน่ากลัวจนทำให้เรนะรู้สึกขนลุกไปทั้งตัว
“ข้าจะสอนเจ้าเรื่องการสร้างภาพลวงตา... และการควบคุมจิตใจคนอื่น” เขาพูดต่อ “ในโลกของข้า ทุกสิ่งคือการแสดงที่สมบูรณ์แบบ หากเจ้าไม่สามารถทำให้ศัตรูของเจ้าเชื่อในสิ่งที่เจ้าต้องการให้เชื่อได้... เจ้าก็จะตาย”
เรนะมองหน้าเขาอย่างไม่เข้าใจ เธอไม่เคยคิดว่าเธอจะต้องเรียนรู้ศาสตร์ที่น่ากลัวถึงเพียงนี้มาก่อน ไดจิไม่ได้ต้องการให้เธอเป็นแค่นักรบ... แต่เขาต้องการให้เธอเป็นนักแสดงที่สมบูรณ์แบบในโลกที่เต็มไปด้วยการหลอกลวง
ไดจิยกมือขึ้นมา ก่อนจะดีดนิ้วเพียงครั้งเดียว และทันใดนั้นเอง ภาพของอิทสึกิที่กำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์ของเขาอย่างสง่างามก็ปรากฏขึ้นมาตรงหน้าเธอ ภาพนั้นดูสมจริงราวกับมีชีวิต เรนะอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง ก่อนที่ภาพนั้นจะสลายหายไปราวกับควัน
“นี่คือพลังที่เจ้าจะต้องใช้... มันไม่ได้มีไว้เพื่อทำลาย แต่มันมีไว้เพื่อหลอกลวงและควบคุม” ไดจิเดินเข้ามาใกล้เธอมากขึ้น แล้วเขาก็ก้มลงมากระซิบข้างหูของเธอด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความนัยจนน่าขนลุก “มันคือพลังที่จะทำให้เจ้าสามารถเข้าไปในจิตใจของโชกุนและควบคุมเขาได้... จำไว้ว่าหากเจ้าควบคุมเขาได้... เจ้าก็จะสามารถควบคุมโลกของแสงได้เช่นกัน”
เรนะส่ายหน้าอย่างรุนแรง หัวใจของเธอเต้นรัวแรงด้วยความหวาดกลัว พลังที่ ไดจิ กำลังจะสอนให้เธอนั้นเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจและขัดต่อศีลธรรมที่เธอถูกสอนมาตลอดชีวิตในฐานะเจ้าหญิงแห่งตระกูลขุนนาง
“ข้า... ข้าไม่อยากใช้พลังที่น่ากลัวแบบนี้” เธอพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ “มันคือการทำลายจิตวิญญาณของผู้คน... ข้าทำไม่ได้!”
ไดจิไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ เขาเดินเข้ามาใกล้เธอแล้วจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเธอด้วยสายตาที่เยือกเย็น “เจ้าทำไม่ได้?” เขาหัวเราะในลำคอ “เจ้าคิดว่าเจ้าอยู่ในโลกของเทพนิยายหรืออย่างไร? เจ้าคิดว่าโชกุนและเหล่าขุนนางจะรักและปกป้องเจ้าเพียงเพราะเจ้าเป็นเจ้าหญิงที่บริสุทธิ์งั้นหรือ?”
คำพูดของเขาเป็นเหมือนลูกธนูที่พุ่งตรงเข้ามายังหัวใจของเธอ ไดจิไม่ได้ต้องการให้เธอรู้สึกดีกับตัวเอง แต่เขาต้องการให้เธอเผชิญหน้ากับความจริงที่น่ากลัวที่อยู่ตรงหน้าเธอ
“เจ้าได้เห็นแล้วว่าโลกของแสงไม่ได้สวยงามอย่างที่เจ้าคิด” เขาพูดต่อ “ลอร์ดคาเงะยามะ... ชายที่ดูสุภาพและน่าเชื่อถือคนนั้นก็เป็นเพียงเครื่องมือของข้าเช่นกัน หากเจ้าไม่สามารถรับรู้และควบคุมความมืดมิดได้... เจ้าก็จะถูกความมืดมิดนั้นกลืนกิน ไม่ใช่แค่ตัวเจ้า แต่รวมถึงครอบครัวของเจ้าด้วย”
เรนะยืนนิ่ง ตัวแข็งทื่อราวกับถูกสาป เธอรู้ดีว่าทุกคำพูดของไดจิคือความจริงที่เธอไม่อาจหลีกหนีได้ ความบริสุทธิ์ที่เธอเคยยึดมั่นไว้เป็นดั่งโล่ที่ปกป้องเธอ ตอนนี้มันเป็นเพียงสิ่งไร้ค่าที่จะทำลายเธอได้ในท้ายที่สุด
เมื่อมองไปยังลูกแก้ววิญญาณสีม่วงที่ส่องสว่างอยู่ เธอรู้สึกราวกับว่ากำลังมองเข้าไปในดวงตาของตัวเองที่เต็มไปด้วยความสับสนและความหวาดกลัว เธออยากจะปฏิเสธสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น แต่ในขณะเดียวกันเธอก็รู้ดีว่าเธอไม่มีทางเลือกอื่นใดแล้ว
หากเธอไม่ต้องการเป็นหมากที่ถูกฆ่า... เธอก็จะต้องกลายเป็นผู้เล่นที่สามารถฆ่าคนอื่นได้ และในวินาทีนั้นเอง... เรนะ ก็ตัดสินใจยอมรับชะตากรรมของตัวเอง... ชะตากรรมที่เธอจะต้องกลายเป็นคนใหม่... คนที่น่ากลัวยิ่งกว่าคนเดิมเสียอีก
เรนะมองเข้าไปในดวงตาที่มืดมิดของไดจิ และในที่สุดเธอก็ตอบตกลงอย่างแผ่วเบา มันไม่ใช่คำพูดที่มาจากหัวใจ แต่เป็นเสียงที่ออกมาจากจิตวิญญาณที่ถูกความกลัวกัดกินจนไม่เหลือชิ้นดีแล้ว ไดจิยกยิ้มอย่างพึงพอใจและเดินเข้าไปใกล้เธออีกครั้ง
“ดีมาก... เมื่อเจ้าตัดสินใจที่จะเดินบนเส้นทางนี้แล้ว บทเรียนที่แท้จริงก็จะเริ่มต้นขึ้น”
เขาไม่ได้พาเธอไปที่ห้องฝึกฝนอีกต่อไป แต่กลับให้เธอนั่งลงบนพื้นหินที่เย็นเฉียบ และเริ่มสอนบทสวดโบราณ
“ฟังข้าให้ดี... ‘โยวไค... มิซึรุ... คาเงะ โนะ โคโดโมะ...’”
น้ำเสียงของไดจิทุ้มต่ำและหนักแน่นราวกับเสียงสวดมนต์ในโบราณกาล เขาบอกให้เธอหลับตาและจินตนาการถึงภาพที่เธอต้องการจะสร้างขึ้น
“บทสวดนี้คือการเชื่อมต่อจิตวิญญาณของเจ้ากับโลกแห่งเงา มันจะดึงเอาความมืดมิดที่ซ่อนอยู่ในตัวเจ้าออกมา...”
เรนะหลับตาลงตามคำสั่ง ภาพของอิทสึกิที่กำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์ปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของเธอ ‘โยวไค... มิซึรุ... คาเงะ โนะ โคโดโมะ...’ เธอท่องตามเขาอย่างช้าๆ และในขณะที่เธอท่องบทสวดนั้นไปเรื่อยๆ เธอก็รู้สึกราวกับมีบางสิ่งกำลังเติบโตขึ้นภายในจิตใจของเธอ
“ความมืด... ไม่ได้น่ากลัวเสมอไป” เสียงกระซิบของไดจิดังก้องอยู่ในหูของเธอ “มันคือพลังที่จะปกป้องเจ้า... จงปล่อยให้มันไหลเวียนไปทั่วร่าง...”
เรนะรู้สึกราวกับมีพลังงานบางอย่างที่มองไม่เห็นกำลังไหลเวียนไปทั่วทุกอณูของร่างกาย มันไม่ใช่พลังที่อบอุ่นเหมือนแสงสว่าง แต่เป็นพลังที่เยือกเย็นและดุดันราวกับแม่น้ำที่กำลังไหลเชี่ยว
เมื่อเธอเปิดตาขึ้นอีกครั้ง ลูกแก้ววิญญาณสีม่วงที่อยู่ตรงหน้าเธอก็สั่นไหวอย่างรุนแรง ภาพของอิทสึกิที่กำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์ก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง และครั้งนี้...ภาพนั้นก็ไม่ได้สลายไปราวกับควันอีกแล้ว
“ดีมาก... เจ้าทำได้แล้ว...” ไดจิพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความพึงพอใจ “นี่คือบทเรียนแรก... และบทเรียนสุดท้ายของเจ้าในคืนนี้”
เขาไม่ได้พาเธอไปที่ห้องฝึกฝนอีกต่อไป แต่กลับยื่นม้วนกระดาษเล็กๆ ให้กับเธอ มันคือแผนผังของปราสาทที่มีเครื่องหมายลึกลับบางอย่างถูกวาดไว้ในส่วนของตำหนักโชกุน เรนะมองหน้าเขาอย่างไม่เข้าใจ
“เจ้าจะใช้พลังของเจ้ากับคนอื่น... แต่ไม่ใช่คนทั่วไป” ไดจิพูดเสียงเรียบ “เจ้าต้องใช้มันกับผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด... เจ้าต้องใช้มันกับอิทสึกิ”
หัวใจของเรนะหล่นวูบลงไปที่ตาตุ่ม คำพูดของเขาทำให้เธอรู้สึกเย็นยะเยือกไปจนถึงกระดูก ไดจิไม่ได้ต้องการแค่ให้เธอเรียนรู้การใช้พลัง แต่เขาต้องการให้เธอทำลายจิตวิญญาณของสามีของเธอด้วยพลังที่เขามอบให้ เธอพยายามจะปฏิเสธ แต่เขากลับพูดดักทางเธอไว้ก่อน
“อย่าคิดว่าเจ้าจะปฏิเสธได้... นี่คือบทเรียนสุดท้ายของเจ้าในคืนนี้ หากเจ้าต้องการเอาชีวิตรอด... เจ้าต้องเรียนรู้ที่จะควบคุมคนอื่นให้ได้ และไม่มีใครที่จะเป็นบททดสอบที่ดีกว่าคนที่คิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของโลกนี้อีกแล้ว”
เขาก้มลงมากระซิบข้างหูของเธอด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความนัยและน่ากลัว “พรุ่งนี้ในยามค่ำคืน... เจ้าจงไปที่ห้องทำงานของเขาและใช้พลังที่ข้าสอนเจ้าสร้างภาพลวงตาบางอย่างขึ้นมา เพื่อทำให้เขาเห็นในสิ่งที่เขาไม่อยากเห็น”
"เมื่อเจ้าทำสำเร็จ... เจ้าจะได้กลับมาเป็นอิสระ... จากโลกของเขา... และจากโลกของข้า"