ตอนที่ 12: การปะทะในทางเดิน
ตอนที่ 12: การปะทะในทางเดิน
ทางเดินยาวที่ทอดยาวในปราสาทถูกปกคลุมด้วยความมืดมิดของยามค่ำคืน มีเพียงแสงไฟริบหรี่จากตะเกียงที่ให้ความสว่างเพียงน้อยนิด ความเงียบที่น่าอึดอัดปกคลุมไปทั่วบริเวณราวกับว่าทุกสิ่งในที่แห่งนี้กำลังรอคอยเหตุการณ์บางอย่างที่จะเกิดขึ้นในไม่ช้า
ร่างสูงใหญ่ของ อิทสึกิ เดินออกมาจากทางเข้าประตูห้องโถง เขาอยู่ในชุดกิโมโนสีดำสนิทที่ขับให้บุคลิกที่สง่างามและน่าเกรงขามของเขายิ่งเด่นชัดขึ้นกว่าเดิม และในอีกด้านหนึ่งของทางเดิน... ร่างของ ไดจิ ในชุดสีเข้มก็เดินสวนเข้ามาพอดี ทั้งสองคนต่างมุ่งหน้าไปในทิศทางที่ตรงกันข้าม แต่ทั้งคู่ก็หยุดชะงักลงเมื่อเห็นกันและกัน
อิทสึกิรู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่างทันทีที่สบตากับชายแปลกหน้าคนนี้ เขารู้สึกเหมือนเคยเห็นชายคนนี้มาก่อน แต่กลับจำไม่ได้ว่าเคยเห็นที่ไหน ความรู้สึกเย็นยะเยือกที่แผ่ออกมาจากตัวของชายผู้นี้ทำให้สัญชาตญาณของเขาร้องเตือนว่าชายคนนี้คือ ภัยคุกคาม ที่แท้จริง แต่ในขณะที่เขาพยายามจะนึกให้ได้ว่าทำไมถึงรู้สึกเช่นนั้น ไดจิก็เดินผ่านเขาไปอย่างช้าๆ ไดจิไม่ได้พูดอะไร แต่ริมฝีปากของเขายกขึ้นเล็กน้อยเป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความนัยและเย้ยหยัน ก่อนที่เงาของเขาจะหายไปในความมืดที่อยู่ด้านหลังของอิทสึกิ
ในขณะที่การเผชิญหน้าของชายทั้งสองคนกำลังเกิดขึ้น... เรนะ ก็มองดูฉากทั้งหมดนั้นจากมุมหนึ่งของทางเดิน เธอกำลังจะเดินทางไปยังจุดนัดพบของเธอกับไดจิ แต่ก็ต้องหลบอยู่หลังเสาเมื่อเห็นการเผชิญหน้าอันน่าสะพรึงกลัวนั้น
เรนะมองไปที่แผ่นหลังของอิทสึกิที่ยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสับสน ก่อนที่จะเหลือบไปมองทางที่ไดจิเพิ่งหายตัวไป และในวินาทีนั้นเอง... เธอก็ตระหนักได้ว่าเธอนี่แหละคือสาเหตุของความตึงเครียดทั้งหมดที่เกิดขึ้นระหว่างคนทั้งสองคน ความรู้สึกที่ถูกกดดันจากทั้งสองโลกตอนนี้ไม่ใช่เพียงแค่ในจิตใจของเธออีกต่อไป แต่มันได้กลายเป็น สงครามที่มองไม่เห็น ที่กำลังจะปะทุขึ้นในอาณาจักรแห่งแสงอย่างแท้จริง
อิทสึกิ หันกลับไปมองยังทางเดินที่มืดมิด เขาไม่เห็นร่างของชายแปลกหน้าคนนั้นอีกต่อไปแล้ว แต่ความรู้สึกไม่ชอบที่อธิบายไม่ได้ยังคงกัดกินจิตใจของเขาอยู่
“หยุด!” เขาพูดเสียงก้องในความเงียบ
ร่างของ ไดจิ ที่กำลังจะหายเข้าไปในความมืดหยุดชะงักลง เขาหันกลับมามองอิทสึกิด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความนัยและแววตาที่ส่องประกายเย็นยะเยือก ราวกับว่าเขาไม่ได้รู้สึกประหลาดใจเลยแม้แต่น้อยที่โชกุนหันกลับมาเรียกเขาไว้
“ท่านมีอะไรกับข้าหรือ... ท่านโชกุน” ไดจิเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สุภาพ แต่ในทุกคำพูดกลับแฝงไว้ด้วยการยั่วยุอย่างชัดเจน
อิทสึกิเดินเข้าไปหาเขาอย่างช้าๆ ใบหน้าของเขาดูไร้อารมณ์ แต่ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความไม่พอใจ “ข้าไม่เคยเห็นเจ้าในปราสาทของข้ามาก่อน... เจ้าเป็นใคร?”
ไดจิหัวเราะในลำคอ “ข้าเป็นเพียงผู้ผ่านมาคนหนึ่ง... ผู้ที่ต้องการมายืนยันว่าสิ่งที่อยู่ในปราสาทของท่านไม่ได้เป็นของท่านแต่เพียงผู้เดียว”
คำพูดของเขาเฉียบคมราวกับคมดาบที่กำลังจะกรีดเลือดของอิทสึกิออกมาอย่างช้าๆ อิทสึกิรู้ดีว่าชายคนนี้กำลังพูดถึงอะไร แต่ความหยิ่งในศักดิ์ศรีของเขาทำให้เขาไม่สามารถเอ่ยชื่อของ เรนะ ออกมาได้ตรงๆ เขาจึงเลือกที่จะตอบโต้ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยอำนาจและอุดมการณ์
“ที่นี่คืออาณาจักรของข้า... ทุกอย่างในที่แห่งนี้คือของข้า” อิทสึกิพูดเสียงเรียบ “ไม่ว่าจะเป็นแสง... หรือแม้แต่เงาที่เจ้าคิดว่าเจ้าครอบครอง”
“น่าเสียดาย” ไดจิยกยิ้มอย่างไม่สะทกสะท้าน “โลกของท่านถูกสร้างขึ้นจากสิ่งที่จับต้องได้... แต่โลกของข้าถูกสร้างขึ้นจากความปรารถนาที่ไม่มีใครสามารถมองเห็นได้... รวมถึงความปรารถนาของคนที่ท่านคิดว่าเป็นของท่านด้วยเช่นกัน”
คำพูดของเขาราวกับเป็นคำประกาศสงครามที่ไม่มีเสียงดังออกมา ทั้งคู่จ้องมองกันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยไฟแค้น เรนะที่กำลังมองดูฉากนี้อยู่จากมุมหนึ่งของทางเดินรู้สึกราวกับหัวใจกำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆ เธอเห็นแล้วว่าสงครามระหว่างแสงและเงาได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว... และมันก็เป็นสงครามที่ทำเพื่อแย่งชิงตัวเธอแต่เพียงผู้เดียว
ในที่สุด ไดจิก็โค้งคำนับให้อิทสึกิอย่างสุภาพแต่แฝงไว้ด้วยความดูถูก ก่อนที่จะหันหลังเดินจากไปอย่างช้าๆ ราวกับไม่สนใจว่าอิทสึกิจะคิดอย่างไรต่อไปแล้ว เขาชนะสงครามคำพูดนี้อย่างไม่มีข้อกังขา และในท้ายที่สุดก็เป็นอิทสึกิที่ยืนนิ่งอยู่กลางทางเดินอย่างโดดเดี่ยว ท่ามกลางความเงียบที่ปกคลุมราวกับกำลังประกาศถึงความพ่ายแพ้ของเขา
เรนะยืนนิ่งอยู่ที่มุมทางเดิน หัวใจของเธอเต้นรัวแรงจนแทบจะออกมาจากอก ภาพของ อิทสึกิ ที่ยืนอยู่กลางทางเดินอย่างโดดเดี่ยวและพ่ายแพ้ยังคงติดตาเธออยู่ เขาผู้ซึ่งเป็นโชกุนและเทพเจ้าสงครามที่น่าเกรงขามที่สุด ตอนนี้กลับดูเหมือนเป็นเพียงชายที่กำลังพ่ายแพ้ให้กับบางสิ่งบางอย่างที่เขาไม่เข้าใจ ส่วน ไดจิ ผู้ซึ่งเป็นราชามืดและเป็นศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา ก็เพิ่งเดินจากไปอย่างผู้ชนะ
มันเป็นความจริงที่โหดร้ายยิ่งกว่าสิ่งใด... ว่าเธอคือต้นเหตุของทุกอย่างที่เกิดขึ้น
เรนะมองไปยังชายทั้งสองคนที่ค่อยๆ เดินห่างกันออกไปในทิศทางที่ตรงกันข้าม หนึ่งคือตัวแทนของความสง่างามและความรับผิดชอบที่ถูกพันธนาการไว้ด้วยกฎเกณฑ์ และอีกหนึ่งคือตัวแทนของความมืดมิดและพลังอำนาจที่ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ใดๆ ทั้งสิ้น
ในวินาทีนั้นเอง... เธอก็ตระหนักได้ว่าชีวิตของเธอไม่ใช่ของเธออีกต่อไปแล้ว เธอไม่ใช่แค่มนุษย์ แต่เธอคือสัญลักษณ์ เธอคือเป้าหมาย เธอคือ สงครามที่มองไม่เห็น ที่กำลังจะปะทุขึ้นในอนาคต
และในท้ายที่สุด... เรนะก็เข้าใจแล้วว่าเธอไม่ได้เป็นเพียงแค่ ‘เจ้าหญิงสองหน้า’ ที่ต้องใช้ชีวิตในสองโลกที่แตกต่างกัน แต่เธอคือ ‘สนามรบ’ ที่ชายทั้งสองคนกำลังต่อสู้เพื่อแย่งชิงกันอยู่