บทที่ 5 พยัคฆ์ติดดัก และการลบเหลี่ยมในตำหนักร้าง
"ทูลองค์หญิง... แต่ว่าท่านแม่ทัพ..."
นางกำนัลยังไม่ทันได้เอ่ยปากรายงานจนจบประโยค เสียงก้าวเท้าอันหนักแน่นและทรงพลังก็ดังแทรกเข้ามาจากทางระเบียงเดินด้านนอก บรรยากาศรอบตัวพลันเย็นยะเยือกขึ้นมาทันตา พร้อมกับกลิ่นไอสังหารและความหงุดหงิดบ้าคลั่งที่แผ่ออกมาจากร่างสูงโปร่งในชุดเกราะเบา
‘หลิงซวี่’ ผลักประตูตำหนักเข้ามาอย่างถือดี!
ทหารเฝ้าประตูสองนายพยายามเข้ามาระงับเหตุ แต่กลับถูกรังสีข่มขู่และสายตาอันตรายของแม่ทัพหนุ่มกดดันจนแทบไม่กล้าขยับตัว หลิงซวี่ผู้ไม่เคยเกรงกลัวหน้าไหน ไม่เคยเคารพกฎเกณฑ์วังหลวง และรักสนุกไร้พันธนาการ ยามนี้ดวงตาคู่คมกริบกลับแดงซ่านไปด้วยแรงโทสะและความขัดใจที่สั่งสมมาตลอดหลายวัน
"พวกเจ้าออกไป!" หลิงซวี่ตวาดเสียงเรียบต่ำ แต่เต็มไปด้วยอำนาจสั่งการอันเด็ดขาด
เหล่านางกำนัลและทหารรับใช้ต่างหน้าซีดเผือด หันไปมององค์หญิงหนิงอิงด้วยความหวาดกลัว
หนิงอิงยังคงนั่งประทับบนเก้าอี้แกะสลักอย่างสงบนิ่ง มือบางค่อยๆ วางจอกชาลงบนโต๊ะไม้ทาสีดำสนิทอย่างช้าๆ เสียง แกรก เบาๆ ดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ นางปัดเรือนผมไปด้านหลัง ก่อนจะพยักหน้าให้คนของตน
"ออกไปกันให้หมดเถิด... ปล่อยให้ท่านแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่อยู่ต่อไป"
เมื่อประตูตำหนักถูกปิดลง ทิ้งไว้เพียงคนสองคนในห้องประทับอันกว้างใหญ่ หลิงซวี่ก้าวพรวดเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าหนิงอิง ระยะห่างเหลือเพียงไม่กี่คืบ ลมหายใจร้อนผ่าวและความหงุดหงิดของเขาแผ่อบอวลไปทั่วบริเวณ
"หนิงอิง!" หลิงซวี่เอ่ยชื่อนางด้วยน้ำเสียงลอดไรฟัน "เจ้ากล้าดีอย่างไรสั่งคนให้ไล่ข้ากลับ? เจ้าหลบหน้าข้ามาหลายวัน เล่นละครกวนโทสะข้าในงานเลี้ยงและลานประลองยุทธ์... ทั้งหมดนี้ เจ้าต้องการอะไรกันแน่?!"
หนิงอิงค่อยๆ ช้อนสายตาขึ้นมองเขา นัยน์ตาคู่สวยที่เคยสุกไสวด้วยความรักบัดนี้เรียบเฉย เย็นชา และว่างเปล่า ราวกับมองเพียงของชิ้นหนึ่งที่ไร้ราคา
"ท่านแม่ทัพหลิงซวี่..." หนิงอิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่แฝงด้วยความเหยียดหยัน "ที่นี่คือตำหนักขององค์หญิงแห่งราชวงศ์ ไม่ใช่บ่อนพนันหรือหอสังคีตที่ท่านจะเดินเข้าออกตามใจชอบเพื่อหาความสำราญ... การที่ข้าปฏิเสธไม่พบท่าน มันแปลกตรงไหนหรือ?"
"แปลกตรงไหนหรือ?!" หลิงซวี่แค่นหัวเราะในคออย่างหงุดหงิด เขายื่นมือหนาออกไปหมายจะคว้าไหล่บางของนางไว้เพื่อเค้นเอาคำตอบ
ทว่า หนิงอิงกลับเบี่ยงกายหลบอย่างเฉียบแหลม นางยันตัวลุกขึ้นยืน ก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว สบตาเขาด้วยสายตาเฉยชาสนิท
"อย่าเอาคำว่า 'คนเคยคลั่งไคล้' มาเป็นข้ออ้างเพื่อทำตัวหยาบโลนในตำหนักข้า" หนิงอิงเอ่ยเสียงเรียบ "หลิงซวี่... ท่านเป็นแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ ชนะศึกทั่วทิศ มีสตรีมากหน้าหลายตาคอยประคบประงมรินสุราให้ท่านไม่เว้นแต่ละวัน เหตุใดเพียงเพราะสตรีคนหนึ่งตื่นจากความโง่เขลาแล้วไม่เหลียวมองท่าน... ท่านถึงได้ทำตัวเหมือนเด็กถูกแย่งของเล่นเช่นนี้?"
คำว่า 'เด็กถูกแย่งของเล่น' ทิ่มแทงเข้าไปในความภาคภูมิใจและจิตวิญญาณอันเย่อหยิ่งของหลิงซวี่อย่างจัง!
ใบหน้าคมคายของหลิงซวี่กระตุกวูบ นัยน์ตาฉายแววความบ้าคลั่งออกมาวูบหนึ่ง เขาบีบมือแน่นจนข้อกระดูกส่งเสียงกรอบแกรบ รังสีและไอความเย็นชาพุ่งกระแทกใส่หนิงอิงเต็มแรง
"เด็กถูกแย่งของเล่นงั้นหรือ?" หลิงซวี่ยิ้มเหยียดที่มุมปาก รอยยิ้มอันตรายของบุรุษธงแดงผู้ไม่เคยยอมแพ้ "หนิงอิง... เจ้าอย่ามาเสแสร้ง! สตรีที่เคยร้อยปิ่น คัดกวียิ้มหวานให้ข้ามาเป็นปีๆ จะเปลี่ยนเป็นคนละคนเพียงข้ามคืนได้อย่างไร? เจ้ากำลังเรียกร้องความสนใจจากข้า... เจ้าอยากให้ข้าหันมารัก หันมาแยแสเจ้าใช่มั้ยล่ะ?!"
เขาก้าวขยับเข้ามาประชิดอีกครั้ง โน้มใบหน้าลงมาใกล้จนลมหายใจร้อนผ่าวรดผิวนวล
"ถ้าอยากได้ข้านัก... เจ้าก็แค่ใช้วิธีเดิม ไม่ต้องมาทำเป็นเยือกเย็นสูงส่งให้เสียเวลา!"
หนิงอิงจ้องมองใบหน้าอันตรายที่เคยทำให้นางต้องตายอย่างทรมานในชาติก่อน... ในตอนนั้น คำพูดเช่นนี้อาจทำให้นางน้ำตาไหลและยอมทำทุกอย่างเพื่อเขา แต่ยามนี้ มันกลับเป็นเพียงความขนลุกกัดกินในใจนาง
หนิงอิงยกรอยยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่งดงาม ทว่าดำมืดและไร้ความรู้สึกโดยสิ้นเชิง
"ท่านแม่ทัพหลิงซวี่..." หนิงอิงยกมือขึ้น แตะลงบนอกเสื้อเกราะของเขาเบาๆ ก่อนจะใช้นิ้วเรียวสวยดันตัวเขาออกไปอย่างช้าๆ "...ท่านเข้าใจอะไรผิดไปหรือเปล่า?"
หลิงซวี่ชะงักไปกับสัมผัสอันเรียบเย็นนั้น
"ชาตินี้... ต่อให้ท่านก้มลงกราบเท้าข้า ขอร้องให้ข้ารักท่าน ข้าก็ยังรู้สึก… แย่"
น้ำเสียงของหนิงอิงเบาราวกับเสียงกระซิบ แต่ทุกคำพูดกลับหนักแน่นราวกับภูเขาหินกดทับลงบนอกของหลิงซวี่
"ข้าไม่ได้เรียกร้องความสนใจ... แต่ข้ากำลังมองดูท่านดิ้นรนด้วยความหงุดหงิด เพราะสตรีที่ท่านเคยคิดว่าอยู่ในกำมือ บัดนี้เห็นท่านเป็นเพียงสิ่งปฏิกูลที่ไม่อยากแม้นแต่จะแลมอง"
นางสบตาคมกริบของเขาตรงๆ นัยน์ตาของนางลึกซึ้งและมืดมนราวกับขุมนรกที่ไร้จุดสิ้นสุด
"ออกไปจากตำหนักข้าเสีย... ก่อนที่ข้าจะสั่งให้คนไปแจ้งฝ่าบาท ว่าแม่ทัพอุดรบุกรุกตำหนักองค์หญิงเพื่อเกี้ยวพาราสีสตรีที่ปฏิเสธตนเอง ชาตินี้... ชื่อเสียงอันเกรียงไกรของท่าน จะได้แปดเปื้อนเพราะความถือดีของตัวท่านเอง!"
หลิงซวี่จ้องมองหนิงอิงอย่างตะลึงงัน... บรรยากาศรอบตัวนางในยามนี้ ไม่ใช่สตรีผู้ใสซื่อที่เคยวิ่งตามเขาอีกต่อไป แต่นางคือ 'ดอกไม้พิษ' ที่พร้อมจะบดขยี้เขาให้มอดไหม้!
ความรู้สึกขัดใจ ความไม่ยินยอม และความปรารถนาอันบ้าคลั่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิตของแม่ทัพธงแดง พุ่งพล่านขึ้นมาจนแทบจะควบคุมไม่ได้
เขากัดฟันแน่น จ้องมองริมฝีปากบางของนางด้วยสายตาอันตราย ราวกับสัตว์ร้ายที่อยากจะขย้ำเหยื่อตรงหน้าให้แหลกคามือ
"หนิงอิง..." หลิงซวี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงพร่าต่ำและเต็มไปด้วยเพลิงแค้น "...เจ้าคิดว่าเจ้าจะหนีพ้นข้าอย่างนั้นหรือ? ข้าจะทำให้เจ้าต้องกลับมาก้มหัวอ้อนวอนข้าเหมือนเดิม... คอยดู!"
พูดจบ หลิงซวี่ก็หมุนตัวสะบัดชายเสื้อ เดินก้าวฉับๆ ออกจากตำหนักไป พร้อมกับเสียงกระแทกประตูอย่างแรงจนเรือนทั้งหลังสั่นสะเทือน!
หนิงอิงยืนนิ่งอยู่กับที่ มองตามแผ่นหลังของเขาไปจนลับสายตา... รอยยิ้มเย็นชาผุดขึ้นบนใบหน้าเรียบเนียน นางยกมือขึ้นเช็ดบริเวณนิ้วมือที่เคยสัมผัสเสื้อเกราะของเขาด้วยผ้าเช็ดหน้าอย่างพิถีพิถัน ก่อนจะโยนผ้าผืนนั้นลงในเตาคบไฟเบื้องข้างอย่างไม่แยแส
ไฟแค้นในใจท่านเริ่มลุกโชนแล้วสินะ หลิงซวี่... ยิ่งท่านอยากเอาชนะข้ามากเท่าไหร่ ท่านก็ยิ่งติดดักที่ข้าวางไว้ลึกขึ้นเท่านั้น!
หนิงอิงมองผ้าเช็ดหน้าที่ค่อยๆ ถูกไฟไหม้จนกลายเป็นเถ้าถ่านอยู่ในเตาคบไฟ ทันใดนั้น สายตาของนางก็พลันไหววูบ ความทรงจำเกี่ยวกับเหตุการณ์การศึกในอดีตฉายชัดขึ้นมาในหัวราวกับสายฟ้าแลบ...
ในชาติก่อน ช่วงเวลานี้ หลิงซวี่จะยกทัพไปปราบกบฏที่หุบเขาเฟิ่งหวง เขาถือดีในฝีมือจนมองข้ามค่ายกลดักซุ่ม จนกระทั่งเสียเหลี่ยมถูกกลอุบายล้อมตกมัน และเกือบเอาชีวิตไปทิ้งที่นั่น... ดีที่เขายังฉลาดในการศึกจึงพลิกกลับมาชนะ คว้าชัยและเกียรติยศครั้งใหญ่ให้แผ่นดินและมีหน้ามีตามายิ่งขึ้นไปอีก
"ช้าก่อน..."
น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงอำนาจกังวานของหนิงอิงดังขัดขึ้นมา ก่อนที่ร่างสูงของหลิงซวี่จะทันได้ก้าวพ้นขอบประตูตำหนัก
หลิงซวี่หยุดชะงักเท้าลงทันที รอยยิ้มเหยียดหยันอันเย่อหยิ่งผุดขึ้นที่มุมปากอย่างผู้ถือดี เขาค่อยๆ หมุนตัวกลับมาสบตานาง ด้วยสายตาของพยัคฆ์ที่คิดว่าเหยื่อเริ่มลังเลและยอมใจอ่อน
"ทำไมหรือองค์หญิง?" หลิงซวี่เลิกคิ้ว นัยน์ตาฉายแววผู้ชนะ "คิดเปลี่ยนใจ... หรือเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ายังตัดใจจากข้าไม่ได้จริงดังปากว่า?"
หนิงอิงไม่ได้สนใจท่าทีลำพองนั้น นางเพียงแค่เงยหน้าขึ้น สบตากับเขาด้วยสายตาเรียบเฉย แต่มันกลับลึกซึ้งและเยือกเย็นจนคนมองรู้สึกเย็นวาบไปถึงกระดูกดำ
"ท่านแม่ทัพหลิงซวี่... ข้าเพียงแค่นึกขึ้นได้ว่า ชาติ... หมายถึง 'การศึก' ครั้งต่อไปของท่านที่หุบเขาเฟิ่งหวง" หนิงอิงเว้นจังหวะ น้ำเสียงของนางราบเรียบราวกับกำลังพูดเรื่องลมฟ้าอากาศ
คำว่า 'หุบเขาเฟิ่งหวง' ทำให้ดวงตาคมกริบของหลิงซวี่หรี่ลงทันที คิ้วเข้มขมวดแน่น... เพราะราชโองการสั่งยกทัพไปหุบเขาเฟิ่งหวงเพิ่งจะถูกประชุมลับในฎีกาพระราชทานเมื่อเช้านี้ ยังไม่มีขุนนางคนใดรู้เรื่องด้วยซ้ำ!
"เจ้าไปรู้เรื่องศึกหุบเขาเฟิ่งหวงมาจากไหน?" หลิงซวี่เอ่ยเสียงเรียบต่ำ บรรยากาศรอบตัวกดดันและระแวงสงสัยขึ้นมาทันที
หนิงอิงก้าวเดินเข้ามาหาเขาอย่างเชื่องช้า หยุดลงในระยะที่สายตาสบกันพอดี
"ข้าจะรู้อย่างไรไม่สำคัญ..." หนิงอิงยกรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มสมเพชและสมน้ำหน้าอย่างไม่ปิดบัง "แต่ข้าอยากจะเตือนสติแม่ทัพผู้เกรียงไกรเสียหน่อย... ชัยชนะที่ผ่านๆ มา มันทำให้ท่านลำพองใจจนประมาท หากท่านยังคงถือดี ยโส และมองข้ามค่ายกลไฟในหุบเขา คอยดูเถิด... ท่านจะได้ลิ้มรสการ 'เสียเหลี่ยมให้ศัตรู' จนเกือบเอาชีวิตไปทิ้งที่นั่น"
หลิงซวี่เบิ่งตากว้างขึ้นวูบหนึ่ง รังสีสังหารและความตระหนกพุ่งพล่านขึ้นมาในอก! ค่ายกลไฟ? ศัตรูวางซุ่มซ่อนไว้ในหุบเขาได้อย่างไรในเมื่อเขาส่งคนไปสำรวจแล้ว? และที่สำคัญ สตรีในวังหลวงผู้นี้... รู้เรื่องค่ายกลและความลับระดับแผ่นดินนี้ได้อย่างไร?!
"หนิงอิง! เจ้าพูดเรื่องอะไร?!" หลิงซวี่ก้าวพรวดเข้ามา บีบข้อมือบางของนางไว้แน่นด้วยความตกใจและอยากค้นหาความจริง
หนิงอิงไม่ร้องสักคำ นางเพียงแต่จ้องมองหน้าเขาแล้วสะบัดมือออกอย่างแรงด้วยความขยะแขยง
"ข้าไม่ได้พูดเพื่อช่วยท่าน..." หนิงอิงเอ่ยเสียงเย็นชา นัยน์ตามืดมนมืดมิดยิ่งกว่าคืนเดือนมืด "แต่ข้าพูด... เพราะข้าไม่อยากให้ท่านต้องมาตายด่วนรวดเร็วเกินไปในสนามรบ"
นางยื่นหน้าเข้าไปใกล้เขา กระซิบด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้านที่เต็มไปด้วยไฟแค้น
"ท่านต้องมีชีวิตอยู่รอดกลับมา... เพื่อให้ข้าเป็นคนลากท่านลงสู่นรกด้วยมือของข้าเอง หลิงซวี่!"
พูดจบ หนิงอิงก็หมุนตัวเดินกลับเข้าด้านในตำหนักทันที โดยไม่หันกลับมามองเขาอีกเลย
หลิงซวี่ยืนนิ่งอึ้งอยู่ตรงนั้น หัวใจของเขาเต้นระสับด้วยความสับสน ระแวง และไม่เข้าใจอย่างถึงที่สุด! คำพูดของนางไม่ใช่แค่คำขู่ แต่เป็น คำทำนายการศึก ที่ถูกต้องอย่างน่าประหลาด!
หนิงอิง... เจ้าเป็นใครกันแน่? และเจ้าไปรู้อนาคตการศึกนี้มาจากไหน?! ช่างไร้สาระและอวดดียิ่ง
แม่ทัพหนุ่มกัดฟันแน่น ก่อนจะหมุนตัวก้าวออกจากตำหนักไปด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง ความถือดีและยโสของเขาบัดนี้ถูกสั่นคลอนจนแหลกสลายด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำขององค์หญิงที่เขาเคยมองข้าม!
