บท
ตั้งค่า

บทที่ 6 นิมิตแห่งชะตากรรม และการมองหาหมากตัวใหม่

ท่ามกลางมืดมิดอันไร้ทิศทาง ‘หนิงอิง’ กำลังออกวิ่งอย่างสุดชีวิต ลมหายใจของนางหอบกระชั้น ร่างกายเหน็ดเหนื่อยจนแทบก้าวขาไม่ออก เบื้องหลังของนางคือเสียงคำรามอันกึกก้องของ สัตว์ร้ายตัวใหญ่ยักษ์ นัยน์ตาสีแดงฉานฉายแววอาฆาต คมเคี้ยวของมันวาววับเต็มไปด้วยกลิ่นไอสังหาร

นางพยายามวิ่งหนีไปตามเส้นทางในวังหลวงที่คุ้นเคย ทว่าไม่ว่าจะเลี้ยวไปทิศใด ทางเดินกลับยืดยาวออกไปเรื่อยๆ เป็นวงกลมที่ไม่สิ้นสุด... และในที่สุด สัตว์ร้ายตัวนั้นก็โถมกายลงมาจากเงามืด คมเคี้ยวของมันฝังจมลงบนร่างของนาง!

ฉึก!

ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วกาย... ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบ แล้ววนกลับมาเริ่มต้นใหม่แบบเดิมอีกครั้ง!

นางต้องวิ่งหนี ถูกไล่ล่า และโดนคมเคี้ยวสังหารซ้ำแล้วซ้ำเล่านับสิบนับร้อยหน จนกระทั่งในการตายครั้งสุดท้าย... กลิ่นควันไฟและเลือดสดๆ โหมกระหน่ำไปทั่วบริเวณ ภาพของสัตว์ร้ายพลันบิดเบี้ยว แปรเปลี่ยนเป็น เทพเซียน ในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ส่องสว่างท่ามกลางความมืดมิด

ทว่าในพริบตาถัดมา อาภรณ์สีขาวนั้นกลับค่อยๆ ย้อมไปด้วยเลือดสดแดงฉานจนชุ่มโชก ใบหน้าของเทพเซียนบิดเบี้ยวแปลกประหลาด ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงดังก้องกังวานราวกับฟ้าผ่า

"ชะตาฟ้าลิขิต... ไม่อาจเปลี่ยนได้! ไม่ว่าเจ้าจะดิ้นรนเพียงใด... ความตายด้วยมือของเขาก็คือจุดจบเดียวของเจ้า!"

"กรี๊ด!"

หนิงอิงสะดุ้งสุดตัวลุกขึ้นนั่งบนแท่นบรรทม! ลมหายใจหอบถี่สั่นสะท้าน เหงื่อเย็นเยียบไหลซึมเต็มแผ่นหลังและใบหน้า นัยน์ตาคู่สวยเบิ่งกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด มือบางยกขึ้นกอดตัวเองไว้แน่น ภาพความตายในฝันร้ายยังคงหลอกหลอนจนหัวใจของนางเต้นระสับไม่เป็นจังหวะ

"ฝัน... ฝันร้ายอีกแล้วหรือ?" หนิงอิงพึมพำ น้ำเสียงสั่นพร่า

คำพูดของเทพเซียนในฝันยังคงดังก้องวนเวียนอยู่ในหัว... ‘ชะตาฟ้าลิขิต ไม่อาจเปลี่ยนได้’

หนิงอิงกุมขมับ นั่งคิดหนักด้วยความเครียดและความกดดันที่พุ่งสูงขึ้นถึงขีดสุด ชาตินี้แม้นางจะพยายามถอยห่าง พยายามลบเหลี่ยมและปฏิเสธหลิงซวี่เพียงใด แต่นางจะแน่ใจได้อย่างไรว่าชะตากรรมจะไม่พัดพาให้นางต้องแต่งงานกับเขาอยู่ดี? หากวันใดวันหนึ่งฟ้าลิขิตบีบบังคับให้นางต้องกลับไปอยู่ในจวนแม่ทัพ... จุดจบของนางก็คงไม่พ้นการโดนเขาและคนเบื้องหลังสังหารอย่างโหดเหี้ยมอีกครั้ง!

‘ข้าจะยอมปล่อยให้ชีวิตของข้าขึ้นอยู่กับดวงชะตาไม่ได้... หากข้าอยากหลุดพ้นจากหลิงซวี่โดยสิ้นเชิง ข้าต้องมี ‘เกราะป้องกัน’ ที่แข็งแกร่งพอ!’

แววตาแห่งความตระหนกตกใจค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความเด็ดเดี่ยวและชาญฉลาดอีกครั้ง

แผนการย้อนกลับมาแก้แค้นและสืบหาเบาะแสยังคงต้องดำเนินต่อ แต่นาง จำเป็นต้องมีแผนสำรอง นั่นคือการมองหา ‘สามีคนใหม่’ ที่คู่ควร เพื่อขอพระราชทานสมรสจากฮ่องเต้! หากนางออกเรือนแต่งงานกับบุรุษอื่นไปก่อน หลิงซวี่ก็หมดสิทธิ์ในตัวนางโดยสมบูรณ์ และชะตากรรมเดิมก็จะถูกทำลายลงอย่างแท้จริง!

หนิงอิงลุกขึ้นจากเตียง เดินตรงไปยังโต๊ะทำงาน หยิบพู่กันและแผ่นกระดาษออกมาวางลงเบื้องหน้า ก่อนจะจรดปลายพู่กันกำหนด เงื่อนไขของสามีใหม่ ที่นางต้องการอย่างถี่ถ้วน

เงื่อนไขสามีใหม่ขององค์หญิงหนิงอิง:

1. อำนาจและตระกูล: ต้องมาจากตระกูลขุนนางใหญ่ หรือตระกูลแม่ทัพที่มีอำนาจตานกักถ่วงดุลกับหลิงซวี่ได้ เพื่อไม่ให้หลิงซวี่ใช้อำนาจรังแกได้ง่ายๆ

2. วัยใกล้เคียงกัน: อายุระหว่างยี่สิบถึงยี่สิบห้าปี กำลังอยู่ในวัยสร้างผลงานและมีอนาคตไกล

3. คุณสมบัติสำคัญที่สุด: 'ต้องหล่อถูกใจข้า!' (เพราะชีวิตก่อนต้องทนมองคนใจดำ ชาตินี้หากต้องแต่งงานทั้งที อย่างน้อยต้องได้มองบุรุษรูปงามที่เจริญหูเจริญตา!)

หนิงอิงจรดพู่กันเขียนรายชื่อขุนนางหนุ่มและคุณชายตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงลงบนกระดาษทีละคน นัยน์ตาคู่สวยส่องประกายวาววับ

"หลิงซวี่... ท่านคิดว่าท่านเป็นบุรุษทรงเสน่ห์คนเดียวในแผ่นดินนี้หรือ?" หนิงอิงแค่นยิ้มเย็นชา "คอยดูเถิด... ข้าจะเลือกบุรุษที่ดีกว่าท่าน รูปงามกว่าท่าน และทรงอำนาจพอจะปกป้องข้า มาเป็นสามีของข้าให้ดู!"

วันรุ่งขึ้น ณ ท้องพระโรงหลวง ยามเช้าตรู่อากาศยังคงหนาวเย็น หมอกบางลอยปกคลุมทั่วระเบียง ‘หนิงอิง’ แอบปลอมตัวสวมชุดขุนนางชั้นล่าง ปะปนเข้ามายืนหลบมุมอยู่หลังเสาหินขนาดใหญ่ด้านข้างท้องพระโรง เพื่อแอบสังเกตการณ์การประชุมราชกิจเช้าและสอดส่องหา ‘หมากตัวใหม่’ ตามแผนสำรอง

บนแท่นบัลลังก์ ฮ่องเต้เฉินหยางประทับอยู่อย่างสง่างาม ส่วนเบื้องล่าง เหล่าขุนนางฝ่ายบู๊และฝ่ายบุ๋นต่างยืนเรียงแถวตามลำดับชั้น

และตรงกลางท้องพระโรง ‘หลิงซวี่’ กำลังยืนรายงานผลการปรับทัพและการศึกอย่างคล่องแคล่ว เรือนร่างสูงโปร่งในชุดขุนนางฝ่ายทหารดูโดดเด่น ยโส และเต็มไปด้วยความมั่นใจ เขาวิเคราะห์ชัยภูมิและกลยุทธ์การรบได้อย่างเชี่ยวชาญเด็ดขาด ท่าทางชาญฉลาดและถือดีของเขาเรียกเสียงชื่นชมจากเหล่าขุนนางรุ่นใหญ่อย่างไม่ขาดสาย

หนิงอิงที่ยืนแอบอยู่หลังเสามองภาพนั้นแล้วหมั่นไส้จนอกแทบแตก... บุรุษเสเพล ตัวต้นเหตุความทุกข์ของข้า ชาติก่อนข้าหลงเชื่อความเก่งกาจเปลือกนอกนี้ไปได้อย่างไร!

นางเบ้ปากเบาๆ มองบนด้วยความเอือมระอา ก่อนจะเผลอส่งเสียงออกมาเบาๆ อย่างลืมตัว

"ชิ..."

หนิงอิงรีบยกมือขึ้นตะปบปากตนเอง โชคยังดีที่ไม่มีใครยินเสียงของนาง นางสูดหายใจเข้าลึกแล้วเริ่มกวาดสายตาจับจ้องไปตามแถวของเหล่าขุนนาง เพื่อสอดส่องหาบุรุษที่มีคุณสมบัติตามเงื่อนไข ตระกูลใหญ่ วัยใกล้เคียง และหล่อเหลาถูกตาต้องใจ

ทว่า... สายตาของนางกลับไปสะดุดเข้ากับร่างของชายหนุ่มคนหนึ่งที่ยืนสงบนิ่งอยู่ท้ายแถวขุนนางฝ่ายบุ๋น

บุรุษผู้นั้นสวมชุดขุนนางสีครามกวักปักลายเมฆาพิสุทธิ์ ผิวกายขาวนวลผุดผ่อง ท่วงท่าอ่อนช้อยสง่างามประดุจบัณฑิตผู้ทรงภูมิ แต่สิ่งที่ทำให้หนิงอิงต้องตะลึงจนดวงตาขยายกว้าง คือ เรือนผมยาวสีเงินอันโดดเด่นและงดงามแปลกตา ใบหน้าของเขาเรียวคม รูปร่างดูเหมือนฝ่ายบุ๋นที่ไม่ถนัดการใช้กำลังบู๊แม้แต่น้อย แต่กลับแผ่ซ่านบรรยากาศอันนุ่มนวล สูงส่ง และอบอุ่นอย่างประหลาด

‘นั่นใครกัน...?’ หนิงอิงขมวดคิ้ว ขบคิดในใจด้วยความสงสัย ‘เรือนผมสีเงินเช่นนั้น... ข้ารู้สึกเหมือนเคยพบหรือเคยรู้จักเขาเมื่อนานมาแล้ว แต่เหตุใดข้าถึงจำชื่อเขาไม่ได้เลยหนอ?’

นางจ้องมองบุรุษผมเงินผู้นั้นอยู่นาน จนกระทั่งการประชุมราชกิจเช้าจบลง เหล่าขุนนางเริ่มทยอยเดินทางออกจากท้องพระโรง หนิงอิงจึงรีบถอยฉาก หลบออกจากสายตาผู้คนเพื่อผลัดเปลี่ยนชุดกลับเป็นองค์หญิงดังเดิม

หลังจากเสร็จสิ้นการแอบสังเกตการณ์ หนิงอิงไม่ได้ตรงกลับตำหนักทันที แต่นางเลือกที่จะเดินทอดนัยน์ตาชมดอกกุ้ยฮวาและอุทยานหลวงเพื่อผ่อนคลายจิตใจที่ตึงเครียด สายลมยามสายพัดเอากลิ่นหอมอบอวล ทำให้นางเพลิดเพลินจนลืมเวลา และกลับถึงตำหนักช้ากว่าปกติไปมาก

ทว่า เมื่อก้าวเท้าผ่านประตูตำหนักส่วนพระองค์เข้ามา... บรรยากาศภายในกลับเงียบสงัดอย่างประหลาด

ร่างสูงโปร่งของ ‘หลิงซวี่’ นั่งรออยู่บนเก้าอี้แกะสลักในห้องรับรอง! ยามที่เขาเห็นหนิงอิงเดินเข้ามา เขาก็ค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นยืน

แทนที่จะทำหน้าบึ้งตึง ตวาด หรือแสดงรังสีสังหารข่มขู่เหมือนทุกครั้ง... หลิงซวี่กลับ ยกรอยยิ้มขึ้นที่มุมปาก ส่งมาให้นาง!

ทว่า... รอยยิ้มนั้นกลับดู แข็ง และไม่เป็นธรรมชาติ อย่างถึงที่สุด!

มุมปากของเขายกขึ้นอย่างฝืนเกร็ง ดวงตาคู่คมกริบสั่นพริ้วด้วยความประหม่าและความไม่คุ้นเคย เหมือนคนที่พยายามจะ 'เอาใจ' หรือ 'ผูกมิตร' แต่ทำไม่เป็น เพราะทั้งชีวิตของแม่ทัพผู้นี้ เคยแต่ถูกสตรีวิ่งตามเอาอกเอาใจ ไม่เคยต้องมายิ้มง้อใครก่อนเช่นนี้มาก่อนในชีวิต!

หนิงอิงชะงักเท้าลงทันที นางมองรอยยิ้มประหลาดแปลกพิกลนั้นด้วยสายตาระแวงสงสัยและขยะแขยงในอก

รอยยิ้มพิกลนั่นมันคืออะไรกัน...? หลิงซวี่... ท่านกำลังวางแผนต่ำช้าอะไรอีกกันแน่?!

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel