บท
ตั้งค่า

บทที่ 4 ลายสลักบนคมดาบ และหมากบนกระดานวังหลวง

กาลเวลาในยามค่ำคืนเงียบสงัดราวกับสุสาน เสียงแมลงคืนยามสงบนิ่งอยู่ภายนอกตำหนัก หนิงอิงนั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานไม้ลงสีดำสนิท มือบางเลื่อนจุดเทียนทีละเล่มจนแสงไฟวูบวาบสะท้อนดวงตาคู่สวยที่เต็มไปด้วยความแค้น

นางยกมือขึ้นประสานกันเบาๆ ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบต่ำ “ออกมารับคำสั่ง”

พริบตานั้น สายลมแผ่วเบาพัดผ่านเงามืดข้างเสาหิน ร่างของชายชุดดำสนิทในหน้ากากศิลาปรากฏขึ้นอย่างเงียบเชียบ เขาก้มลงหมอบลงกับพื้นด้วยความนอบน้อมสูงสุด ‘มู่เฉิน’ หัวหน้านักฆ่าสายลับเงาผู้จงรักภักดีต่อราชวงศ์และตระกูลเก่าของแม่นาง

"ทรงมีพระราชบัญชาใดพะยะค่ะองค์หญิง?"

หนิงอิงจ้องมองมู่เฉิน ก่อนจะหยิบพู่กันขึ้นมาจรดลงบนกระดาษฟาง นางวาดรูปทรงของกระบี่เล่มยาวที่เคยแทงทะลุอกนางในชาติก่อนอย่างประณีตและแม่นยำ ทุกสัดส่วน ทุกความยาว ถูกสลักอยู่ในสมองของนางจนไม่อาจลืมเลือน และตรงบริเวณใกล้โกร่งกระบี่ นางสลักอักษรโบราณสี่ตัวลงไปอย่างหนักแน่น

『อสรพิษกลืนจันทรา』 (蛇吞月)

นี่คือข้อความที่นางเห็นในวินาทีสุดท้ายก่อนจะดับสูญ ลาย สลักขนาดเล็กประณีตแต่แฝงด้วยความอำมหิตของสัญลักษณ์กลุ่มนักฆ่าปริศนา

"จงนำภาพนี้ไปสืบหาที่มาอย่างลับที่สุด" หนิงอิงส่งกระดาษให้มู่เฉิน "ข้าต้องการรู้ว่า ตราสลักอสรพิษกลืนจันทรานี้เป็นของขั้วอำนาจใด สำนักนักฆ่าหอไหน หรือมีตระกูลขุนนางใดรับเลี้ยงไว้เบื้องหลัง... สืบอย่างเงียบที่สุด อย่าให้ไก่ตื่น"

มู่เฉินรับกระดาษไปพิเคราะห์ ดวงตาภายใต้หน้ากากไหววูบด้วยความฉงน ตราสลักลักษณะเฉพาะและลึกลับเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไปในแผ่นดิน "พะยะค่ะองค์หญิง... กระหม่อมจะรีบดำเนินการ แต่ตรานี้นับว่าแปลกตานัก อาจต้องใช้เวลานานในการสืบหาเบาะแส"

"ข้ารู้..." หนิงอิงพยักหน้าเรียบ "สืบไปเรื่อยๆ ตามสายน้ำ ยามนี้ตัวต้นเหตุที่อยู่เบื้องหลังเงาดำนี้อาจจะยังไม่เผยตัวออกมา แต่มันจะต้องปรากฏหัวให้ข้าเห็นในสักวัน"

"รับด้วยเกล้าพะยะค่ะ!" ร่างเงาของมู่เฉินหายวับไปในความมืดมิดทันทีที่สิ้นเสียง

หนิงอิงมองตามความว่างเปล่า... ชาตินี้ ตัวการใหญ่ที่ส่งนักฆ่ามาและร่วมมือกับหลิงซวี่อาจจะยังกบดานอยู่ แต่ขอแค่มีเบาะแสนี้ นางก็เหมือนถือปลายเชือกที่จะลากพวกมันทั้งหมดขึ้นมาแขวนคอ!

ยามสายของวันรุ่งขึ้น ณ สวนอุทยานหลวง

กลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาและดอกเหมยรวงรังลอยมาตามสายลมยามเช้า บรรยากาศเงียบสงบเหมาะแก่การพักผ่อน หนิงอิงในชุดกระโปรงปักลายเมฆาโทนสีม่วงอ่อนสง่างาม กำลังเดินทอดนัยน์ตาชมดอกไม้พร้อมนางกำนัลติดตาม

ทว่าเมื่อเลี้ยวผ่านศาลากลางน้ำ นางก็พบกับร่างสูงในชุดฉลองพระองค์รวบเอวสีเหลืองทอง ลายมังกรห้าเล็บปักด้ายทองคำอันทรงเกียรติ... ‘ฮ่องเต้เฉินหยาง’ ผู้เป็นพระเชษฐาต่างมารดาของนาง

ฮ่องเต้เป็นโอรสของอดีตฮองเฮา ส่วนหนิงอิงเป็นธิดาของพระสนมเอกผู้ล่วงลับ แม้จะคนละมารดา แต่พระองค์ก็ทรงเอ็นดูและให้เกียรติองค์หญิงหนิงอิงเสมอมา

"ถวายพระพรฝ่าบาทเพคะ" หนิงอิงย่อกายถวายบังคมอย่างอ่อนช้อย

"อิงเอ๋อร์! ตามสบายเถิด ไม่ต้องมากพิธี" ฮ่องเต้เฉินหยางหมุนตัวกลับมา ยิ้มรับด้วยความอบอุ่น พระองค์ก้าวเข้ามาประคองไหล่นางให้ลุกขึ้น "ข้าเห็นเจ้ามัวแต่วุ่นวายเรื่องการตรวจเยี่ยมสำนักหมอหลวงและโรงทานหลายวัน คิดว่าจะไม่มีเวลามาเดินเล่นในสวนเสียแล้ว"

"หน้าที่ขององค์หญิง รักษาราษฎรก็เหมือนช่วยเบาพระราชภาระของฝ่าบาทเพคะ" หนิงอิงแย้มยิ้มตอบ เป็นรอยยิ้มงดงามที่จริงใจเมื่ออยู่ต่อหน้าพี่ชายผู้ทรงธรรม

ฮ่องเต้เฉินหยางหัวเราะเบาๆ ก่อนจะชวนนางเดินเคียงคู่กันไปตามสะพานหินข้ามสระบัว ท่าทีของพระองค์ดูเหมือนมีเรื่องครุ่นคิดอยู่ในพระทัย จนกระทั่งหยุดลงที่ขอบสะพาน

"อิงเอ๋อร์... เจ้าก็เจริญวัยจนถึงวัยออกเรือนแล้ว เรื่องการแต่งงานของเจ้า ข้าคิดทบทวนมาหลายคืน" ฮ่องเต้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่มองนางด้วยสายตาสังเกต

หนิงอิงชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยฉายแวววูบวาบ ก่อนจะปรับสีหน้าให้เป็นปกติ

"ฝ่าบาททรงหมายความว่าอย่างไรหรือเพคะ?"

ฮ่องเต้เฉินหยางทอดพระเนตรมองไปยังทิศทางของลานประลองยุทธ์นอกวัง ก่อนจะเอ่ยขึ้น "แม่ทัพหลิงซวี่... เขาเพิ่งนำทัพคว้าชัยชนะยิ่งใหญ่กลับมา ทั้งบารมี ทหาร และความเก่งกาจของเขา เป็นที่ประจักษ์ไปทั่วแผ่นดิน หากราชสำนักได้แต่งแต่งตั้งเจ้าให้เป็นฮูหยินแม่ทัพ ผูกสัมพันธ์ดองกับตระกูลหลิง... ข้าคิดว่ามันจะเป็นการถ่วงดุลอำนาจและเสริมความมั่นคงให้แผ่นดินได้เป็นอย่างดี"

ฮ่องเต้หันมารับสบตากับนางตรงๆ ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่แฝงความลองเชิง

"เจ้าคิดว่าอย่างไร หนิงอิง?"

คำถามนั้นทำให้หัวใจของหนิงอิงดิ่งวูบลงสู่นรกอเวจีชั่วขณะ ภาพคืนวันเข้าหออันขมขื่น คมดาบที่แทงทะลุอก และสายตาเมินเฉยของหลิงซวี่แล่นผ่านสมองราวกับไฟลวก!

ในชาติก่อน คำถามนี้คือสิ่งที่ทำให้นางตื่นเต้นจนหัวใจแทบหลุด และตอบรับอย่างงมงายว่า ‘หม่อมฉันยินดีเพคะ!’ จนนำไปสู่ราชโองการพระราชทานการแต่งงานอันเปรียบเสมือนตั๋วเดินทางสู่นรก

หนิงอิงสูดหายใจเข้าลึก นัยน์ตาคู่สวยเปลี่ยนเป็นเย็นชาและมืดมนอย่างรวดเร็ว นางยิ้มออกมาเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ลึกซึ้งและยากจะคาดเดา

"ฝ่าบาท..." หนิงอิงเอ่ยเสียงนุ่มนวล แต่แฝงไปด้วยความหนักแน่นจนฮ่องเต้ต้องขมวดพระขนอง

"เสือหนุ่มอย่างท่านแม่ทัพหลิงซวี่... รักอิสระ เลือดเย็น และรักสนุกเกินกว่าจะยอมถูกพันธนาการด้วยสายใยแห่งครอบครัว การบังคับเอาพยัคฆ์เข้ากรง อาจไม่ได้หมาที่จงรักภักดี แต่อาจได้สัตว์ร้ายที่พร้อมจะแว้งกัดเจ้าของได้นะเพคะ..."

ฮ่องเต้เฉินหยางทรงขมวดพระขนองเลิกขึ้นด้วยความประหลาดพระทัย สายตาที่ทอดมองน้องสาวต่างมารดาเต็มไปด้วยความประหลาดใจอย่างยิ่งยวด

ในอดีต พระองค์ทรงทราบดีว่าองค์หญิงหนิงอิงมีใจรักใคร่หลงใหลในตัวแม่ทัพหนุ่มผู้นั้นเพียงใด แทบจะเรียกได้ว่าหากขอน้ำบนฟ้าเพื่อแม่ทัพหลิงซวี่ได้ นางก็คงจะทำ แต่วันนี้ คำพูดที่หลุดออกจากปากนางกลับประดุจนักการเมืองผู้เชี่ยวชาญกระดานอำนาจ สดใส เฉียบขาด และมองเห็นธาตุแท้ของสัตว์ร้ายอย่างหลิงซวี่ได้อย่างทะลุทะลวง

"อิงเอ๋อร์... เจ้าพูดราวกับว่ารู้จักตัวตนอันมืดดำของหลิงซวี่ดียิ่งกว่าใคร" ฮ่องเต้เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าแฝงความนัยพิเคราะห์ "แต่เดิมข้าคิดว่าเจ้าจะดีใจจนรีบตกปากรับคำเสียอีก"

หนิงอิงแย้มยิ้มบางๆ สายตาทอดมองไปทางดอกบัวที่โรยราในสระเบื้องล่าง รอยยิ้มนั้นงดงาม ทว่าเยือกเย็นจนคนมองรู้สึกหนาวสะท้านในอก

"คนเราเมื่อเติบโตขึ้น ย่อมมองเห็นโลกตามความเป็นจริงเพคะฝ่าบาท" หนิงอิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบราบ "แต่ก่อนหม่อมฉันอาจจะเคยตาบอด หลงใหลในรูปโฉมและความเก่งกาจภายนอกของเขา ทว่ายามนี้หม่อมฉันตระหนักแล้ว... หลิงซวี่คือดาบสองคมที่มีความคมกริบ ไร้หัวใจ และรักความสำราญไปวันๆ บุรุษประเภทนี้ หากสืบทอดอำนาจทหารและได้แต่งงานกับองค์หญิงในราชวงศ์ เขาจะไม่มองว่ามันคือความภาคภูมิใจ แต่จะมองว่าเป็น 'กรงขัง' ที่บีบบังคับเขา"

นางหมุนตัวกลับมาประสานมือถวายบังคมฮ่องเต้ตรงๆ ดวงตาฉายแววเด็ดเดี่ยว

"หากฝ่าบาทพระราชทานการแต่งงานในยามนี้ นอกจากจะไม่ได้ความจงรักภักดีที่แท้จริงจากเขาแล้ว มีแต่จะสร้างความขุ่นเคืองและเชื้อเชิญภัยมาสู่พระองค์เอง... หากจะควบคุมพยัคฆ์เช่นเขา ต้องทำให้เขาเป็นฝ่ายดิ้นรนอยากเข้าหาอำนาจเอง ไม่ใช่ยัดเยียดพันธนาการให้เขาเพคะ"

ฮ่องเต้เฉินหยางนิ่งอึ้งไปชั่วครู่ ก่อนจะทรงหัวเราะออกมาอย่างพึงพอพระทัย พระองค์ทรงตบพระหัตถ์ลงบนไหล่บางของน้องสาวเบาๆ

"ดี! พูดได้ดีนัก!" ฮ่องเต้ทรงยิ้มกว้าง "ข้านึกว่าเจ้าจะลุ่มหลงจนเสียสติไปเสียแล้ว ที่แท้น้องสาวของข้ากลับเฉียบแหลมถึงเพียงนี้... เช่นนั้นเรื่องการแต่งงาน ข้าจะชะลอไว้ก่อน ให้หลิงซวี่มันเสพสุขและสำราญใจในความยิ่งใหญ่ของมันไปอีกสักพัก แล้วค่อยดูว่ากรงขังใดยิ่งใหญ่พอจะสยบมันได้!"

"ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงเมตตาเพคะ" หนิงอิงย่อกายลงอย่างอ่อนช้อย

หลังจากแยกจากฮ่องเต้ องค์หญิงหนิงอิงก็กลับมายังตำหนักส่วนพระองค์ บรรยากาศยามบ่ายคล้อยเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มรำไร

นางนั่งลงที่โต๊ะชา ปล่อยให้นางกำนัลรินน้ำชาร้อนๆ ให้ ความคิดในหัวของนางหมุนเวียนอย่างรวดเร็ว... ราชโองการแต่งงานในชาติที่แล้ว ดับลงด้วยคำพูดไม่กี่คำของนางในชาตินี้ ฮ่องเต้จะไม่ทรงบังคับนาง และนั่นหมายความว่า กระดานหมากชีวิตของหลิงซวี่เริ่มหลุดออกจากรอยเดิมแล้ว

หลิงซวี่... ในชาติก่อน ท่านได้ข้าไปครองง่ายดายเพราะราชโองการ ชาตินี้ข้าตัดเส้นทางนั้นทิ้งเสีย แล้วดูซิว่าท่านจะทำอย่างไรต่อไป?

ขณะที่หนิงอิงกำลังยกจอกชาขึ้นจิบ เสียงก้าวเท้าอันลุกลี้ลุกลนของนางกำนัลรับใช้หน้าห้องก็ดังขึ้น พร้อมกับการถวายรายงานด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้าน

"ทะ... ทูลองค์หญิง! ท่านแม่ทัพหลิงซวี่... ขอเข้าพบเป็นการส่วนพระองค์ที่นอกตำหนักเจ้าค่ะ!"

มือของหนิงอิงชะงักค้างอยู่กลางอากาศ จอกชาในมือส่งควันฉุย...

รอยยิ้มเย็นชาผุดขึ้นที่มุมปากขององค์หญิงหนิงอิง นัยน์ตาคู่สวยส่องประกายมืดมนและสะใจอย่างถึงที่สุด

มาเร็วตามคาด... เสือร้ายที่ถูกมองข้าม เริ่มทนความหิวโหยและความสงสัยไม่ได้แล้วสินะ!

"บอกเขา..." หนิงอิงเอ่ยเสียงเรียบ วางจอกชาลงบนโต๊ะเบาๆ "...ว่าข้าไม่ว่าง ให้เขากลับไปเสีย"

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel