บท
ตั้งค่า

บทที่ 3 ดอกไม้เหล็ก และสายตาที่ไม่เหมือนเดิม

เช้าวันรุ่งขึ้น ณ วังหลวง บรรยากาศยามเช้าอบอวลไปด้วยหมอกบางๆ และกลิ่นไอเย็นของต้นฤดูใบไม้ร่วง

หลังจากผ่านพ้นคืนอันทรมานจากการรบกวนของฝันร้ายในอดีต ‘หนิงอิง’ ตื่นขึ้นมาด้วยจิตใจที่สงบนิ่งและเด็ดเดี่ยวยิ่งกว่าเดิม นางยินยอมให้นางกำนัลผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ตามภารกิจประจำวันขององค์หญิง นั่นคือการเสด็จประพาสลานประลองยุทธ์และตรวจเยี่ยมสำนักหมอหลวงนอกกำแพงวัง เพื่อดูแลราษฎรและเหล่าทหารตามพระราชกิจ

ชุดกระโปรงปักลายดอกเหมยสีฟ้าเข้มตัดกับแถบผ้าสีขาวสะอาดตา ส่งให้เรือนร่างสง่าของหนิงอิงดูงดงามแต่แฝงไปด้วยความห่างเหินเยือกเย็น รอยยิ้มอ่อนหวานงมงายที่เคยมีบนใบหน้าบัดนี้ถูกแทนที่ด้วยความเรียบเฉยอันทรงอำนาจ

"องค์หญิงเจ้าคะ วันนี้มีรายการตรวจเยี่ยมลานประลองยุทธ์หลวงด้วย... ท่านแม่ทัพหลิงซวี่ก็ทรงคุมการซ้อมทหารอยู่ที่นั่นเช่นกันเจ้าค่ะ" นางกำนัลกระซิบเตือนด้วยความระมัดระวัง เพราะเริ่มรู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไปของนายตน

หนิงอิงเพียงแค่นยิ้มบางๆ "ดีมาก... ข้าจะไปที่นั่นพอดี"

ณ ลานประลองยุทธ์หลวง เสียงเกราะเหล็กกระทบกันและเสียงโห่ร้องของเหล่าทหารดังกระหึ่มไปทั่วบริเวณ

ท่ามกลางแดดอ่อนยามสาย ‘หลิงซวี่’ ในชุดฝึกรบสีดำสนิท ไร้ซึ่งเสื้อเกราะหนาหนัก เผยให้เห็นกล้ามเนื้อแกร่งและเรือนร่างสูงโปร่งสมส่วน ในมือถือดาบไม้เล่มใหญ่ เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ดุดัน และเด็ดขาด เขาเฉือนเอาชนะรองแม่ทัพฝีมือดีลงไปกองกับพื้นได้อย่างง่ายดายด้วยท่าทางรักสนุกและถือดี

เสียงปรบมือดังขึ้นรอบทิศ หลิงซวี่ยกมือขึ้นปาดเหงื่อที่ขมับ มุมปากหยักยกยิ้มเหยียดอย่างคนไม่เคยแพ้ใคร ใบหน้าคมคายไร้ที่ติของเขาดึงดูดสายตาของสตรีทุกคนเสมอ บุรุษที่มีฉายาว่าธงแดงผู้เสเพล เย็นชา และไม่เคยมอบหัวใจให้ใครจริงจัง

ทว่า ยามที่สายตาคมกริบของเขากวาดผ่านไปยังพลับพลาประทับ... เขาก็ต้องชะงักไปเล็กน้อย

หนิงอิงกำลังเยื้องกรายเข้ามาพร้อมขบวนติดตาม นางไม่ได้มองมาที่เขาด้วยสายตาคลั่งไคล้ หรือรีบวิ่งนำน้ำชาและผ้าเช็ดหน้าเข้ามาเอาอกเอาใจเหมือนแต่ก่อน หากแต่นั่งลงบนเก้าอี้หินอ่อนอย่างสง่างาม สายตามองตรงไปยังลานฝึกด้วยความว่างเปล่า ราวกับมองเพียงประติมากรรมหินที่ไร้ชีวิต

หลิงซวี่ขมวดคิ้วแน่น ความรู้สึกหงุดหงิดประหลาดชวนให้ขัดใจพุ่งขึ้นมาจากอก... สตรีผู้นี้ วันนี้เป็นอะไรไปอีก?

เขาโยนดาบไม้ให้ทหารรับใช้ ก่อนจะเดินตรงเข้ามายังพลับพลาประทับด้วยก้าวเดินสบายๆ แต่แฝงไปด้วยไอสังหารและเสน่ห์อันตราย กลิ่นเหงื่อผสมกลิ่นสายลมยามเช้าจากตัวเขาแผ่อบอวลเมื่อหยุดลงตรงหน้านาง

"กระหม่อมถวายบังคมองค์หญิงหนิงอิง..." หลิงซวี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงยียวน มุมปากยกยิ้มมุมเดียว "นึกไม่ถึงว่าองค์หญิงจะยังคงมีเวลาว่างมาชมการซ้อมรบอันดิบโหดของเหล่าทหาร... หรือว่าทรงมี 'วัตถุประสงค์อื่น' ในการมาที่นี่กันแน่?"

คำพูดของเขาแฝงความหยิ่งยโสอย่างเห็นได้ชัด เพราะในอดีต นางมักจะใช้ข้ออ้างเรื่องการตรวจเยี่ยมเพื่อมาแอบมองเขาฝึกซ้อมเสมอ

ทว่า หนิงอิงกลับค่อยๆ ยกจอกชาขึ้นจิบอย่างเชื่องช้า สายตาเรียบเนียนตวัดขึ้นมองใบหน้าคมคายของเขา โดยไม่แสดงความหวั่นไหวหรือประหม่าแม้แต่น้อย

"ท่านแม่ทัพหลิงซวี่เข้าใจผิดแล้ว..." น้ำเสียงของนางเรียบเย็น ไร้ซึ่งความอบอุ่น "ข้ามาที่นี่ตามพระราชกิจของวังหลวง เพื่อตรวจความพร้อมของเสบียงและยุทโธปกรณ์ ไม่ได้มาเพื่อชม 'การแสดง' ของผู้ใด"

คำว่า 'การแสดง' ทำให้ดวงตาของหลิงซวี่หรี่ลงทันที ไอความเย็นชาแผ่ออกจากร่างสูงอย่างรวดเร็ว

"การแสดงหรือ?" หลิงซวี่แค่นหัวเราะในคอ ก้าวเท้าขยับเข้ามาใกล้จนระยะห่างลดลงเหลือเพียงไม่กี่ก้าว เขาลดตัวลงก้มมองใบหน้าหมดจดของนาง ดวงตาคมกริบจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวย "องค์หญิงทรงเปลี่ยนไปมากนะพะยะค่ะ... หรือว่าแผนการถอยหลังเพื่อรุกขององค์หญิง จะเริ่มใช้คำพูดเฉียบขาดเช่นนี้เรียกร้องความสนใจจากกระหม่อมแล้ว?"

หนิงอิงสบตากับเขาตรงๆ นัยน์ตาคู่นั้นดูลึกซึ้งและมืดมนราวกับขุมนรกที่เขามองไม่เห็นพื้น

"เรียกร้องความสนใจจากท่าน?" หนิงอิงวางจอกชาลงบนโต๊ะเสียงดัง แกรก!

นางยันตัวลุกขึ้นยืน ประชันหน้ากับเขาในระยะประชิด สายตาเต็มไปด้วยความเหยียดหยันที่หลิงซวี่ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต

"ท่านแม่ทัพหลิงซวี่... หินที่ไร้หัวใจ ต่อให้คนโง่เพียรรดน้ำเท่าใด มันก็ไม่มีวันงอกเงยเป็นดอกไม้ได้ ข้าเคยโง่... แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าข้าจะโง่ตลอดไป"

นางเว้นจังหวะ เลื่อนสายตาลงมองเขาตั้งแต่หัวจดเท้าด้วยความเย็นชาที่สุดเท่าที่สตรีคนหนึ่งจะทำได้

"นับแต่นี้ไป ขอท่านแม่ทัพอย่าได้สำคัญตนผิดอีก... สำหรับข้าในยามนี้ ท่านไม่ได้มีค่ามากพอให้ข้าต้องเสียเวลาเรียกร้องสิ่งใดเลยแม้แต่น้อย"

พูดจบหนิงอิงก็หมุนตัวเดินสะบัดชายกระโปรงออกจากลานประลองไปทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้เขาได้เอ่ยปากแม้แต่ครึ่งคำ

หลิงซวี่ยืนนิ่งอยู่กับที่ ลมหายใจของเขาเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ ดวงตาคู่คมจ้องมองแผ่นหลังบางที่เดินห่างออกไปโดยไม่เหลียวหลัง มือหนาที่ข้างลำตัวกำแน่นจนเส้นเลือดปูดโป่ง

ความรู้สึกไม่ยินยอมและความหงุดหงิดบ้าคลั่งกำลังตีรวนอยู่ในอกของแม่ทัพหนุ่ม... หญิงสาวที่เคยหมั้นหมายหัวใจไว้กับเขา ผู้ที่เคยใช้น้ำตาและสายตาอ้อนวอนขอความรักจากเขา บัดนี้กลับมองเขาด้วยสายตาขยะแขยงและเหยียดหยัน!

หนิงอิง... เจ้ากล้าดีอย่างไรมามองข้าด้วยสายตาเช่นนี้!

หลังจากก้าวออกจากลานประลองยุทธ์หลวง หนิงอิงไม่ได้หยุดพักหรือหันกลับไปมองความสับสนวุ่นวายที่นางทิ้งไว้เบื้องหลัง ความหงุดหงิดและแรงโทสะที่ฉายชัดในดวงตาของหลิงซวี่เมื่อครู่ ยิ่งกลายเป็นสิ่งย้ำเตือนว่า เขาเป็นเพียงบุรุษถือดีที่ไม่ยินยอมเมื่อของที่เคยอยู่ในมือหลุดลอยไป ไม่ใช่เพราะเขามีใจ แต่นั่นคือสันดานของบุรุษธงแดงที่ไม่ชอบการถูกปฏิเสธ

"องค์หญิง... เสด็จไปสำนักหมอหลวงต่อเลยไหมเจ้าคะ?" นางกำนัลรับใช้เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นๆ ขณะเดินตามหลังอย่างระมัดระวัง

"ไปสำนักหมอหลวง... แล้วต่อด้วยโรงทานนอกกำแพงวัง" หนิงอิงเอ่ยเสียงเรียบ "วันนี้ข้ามีเรื่องต้องจัดการอีกมาก"

ณ สำนักหมอหลวง กลิ่นสมุนไพรอบอวลไปทั่วบริเวณ หนิงอิงเดินตรวจแถวยาทั้งหมดด้วยความละเอียดถี่ถ้วน นางไม่ได้มาเพียงเพื่อสร้างภาพองค์หญิงผู้เมตตา แต่กำลัง 'จัดระเบียบและสร้างฐานอำนาจ' ของตนเองขึ้นมาใหม่

ในชาติก่อน นางเคยมอบอำนาจการจัดการวังหลังและการคลังบางส่วนให้คนของจวนแม่ทัพจนถูกหลอกลวง ชาตินี้ทุกบัญชีสมุนไพรและรายชื่อหมอหลวง นางตรวจสอบด้วยตนเองทีละบรรทัด พร้อมทั้งสั่งการให้จัดสรรตัวยาสำคัญอย่าง ยาพิษและยาสลบ รวมไปถึงยาแก้พิษให้อยู่ในการดูแลของนางโดยตรง

"องค์หญิงทรงเฉียบแหลมยิ่งนักพะยะค่ะ..." หมอหลวงผู้ดูแลตำรับยาเอ่ยชมด้วยความนอบน้อม

หนิงอิงเพียงแย้มยิ้ม นัยน์ตามืดมนเล็กน้อย ยาที่เคยฆ่านางในชาติก่อน... ชาตินี้ นางจะเป็นผู้ถือครองมันไว้เอง

เมื่อถึงช่วงบ่าย หนิงอิงเดินทางไปยังโรงทานนอกกำแพงวังหลวงเพื่อแจกจ่ายเสบียงให้แก่ราษฎรยากไร้ ภาพขององค์หญิงผู้สง่างามในชุดสีฟ้าเข้ม ก้มลงยื่นถุงธัญพืชและถุงเงินให้แก่เด็กๆ และคนชราด้วยท่าทีนุ่มนวล กลายเป็นภาพที่ตราตรึงใจราษฎรตลอดสองข้างทาง เสียงสรรเสริญดังระงมไปทั่ว

ทว่า... ในมุมมืดของศาลาไกลออกไป บนชั้นสองของหอสุราชื่อดัง

ร่างสูงโปร่งของ ‘หลิงซวี่’ นั่งเอนกายอยู่อย่างกดดัน ในมือถือจอกสุราเมรัย สายตาคมกริบจ้องมองลงมายังร่างบางของหนิงอิงไม่คลาดสายตา ด้านข้างของเขามีหญิงงามจากหอสังคีตคอยรินสุราและบีบนวดไหล่ให้เหมือนเช่นเคย แต่บรรยากาศรอบตัวเขากลับแผ่รังสีเย็นยะเยือกจนไม่มีหญิงงามคนใดกล้าเอ่ยปากสอพลอ

หลิงซวี่จ้องมองรอยยิ้มบางๆ ของหนิงอิงยามที่นางปฏิสัมพันธ์กับชาวบ้าน... รอยยิ้มที่อ่อนโยน รอยยิ้มที่เขาไม่เคยได้รับมันอีกเลยนับตั้งแต่เมื่อวาน

‘สำหรับข้าในยามนี้ ท่านไม่ได้มีค่ามากพอให้ข้าต้องเสียเวลาเรียกร้องสิ่งใดเลยแม้แต่น้อย’

คำพูดเรียบเย็นของนางในลานประลองยังคงดังก้องอยู่ในหัวของเขา ราวกับเข็มเล่มเล็กที่ค่อยๆ บดขยี้ความภาคภูมิใจในฐานะแม่ทัพผู้ไม่เคยแพ้พ่าย จอกสุราในมือของหลิงซวี่ถูกบีบจนเกิดรอยแตกร้าว!

"ท่านแม่ทัพเจ้าขา... สุราหมดแล้ว ให้ข้าน้อยรินให้อีกจอกนะเจ้าคะ" หญิงงามข้างกายเอ่ยเสียงหวาน ยื่นมือไปหมายจะแตะแขนเขา

"ไสหัวไป" หลิงซวี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบต่ำแต่น่ากลัวจนหญิงงามสะดุ้งโหยง รีบถอยกราบแล้วลุกลี้ลุกลนออกจากห้องไปทันที

หลิงซวี่ก้าวเดินมาที่หน้าต่าง มองดูขบวนขององค์หญิงที่กำลังจะเสด็จกลับเข้าวังหลวง ดวงตาคู่คมฉายแวววูบวาบด้วยความหงุดหงิดและบ้าคลั่ง

หนิงอิง... เจ้าคิดว่าเจ้าจะตัดขาดจากข้าได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ? หญิงสาวที่เคยคลั่งไคล้ข้าจนยอมทำทุกอย่างเช่นเจ้า... ข้าไม่เชื่อว่าเจ้าจะลบข้าออกไปจากหัวใจได้จริง!’

ยามตะวันตกดิน แสงสีส้มรำไรลาลับขอบฟ้า

หนิงอิงเสด็จกลับถึงตำหนักในวังหลวง เดินทางผ่านภารกิจตลอดทั้งวันด้วยความเรียบร้อย ไร้ซึ่งรอยปริแตกหรือความอ่อนแอให้ใครเห็น นางนั่งลงบนเก้าอี้ไม้แกะสลัก ปล่อยให้นางกำนัลถอดเครื่องประดับออกทีละชิ้น

เมื่อความเงียบสงบกลับคืนสู่เรือนนอน หนิงอิงมองไปยังดวงจันทร์ที่เริ่มลอยโดดเด่นอยู่บนท้องฟ้า คืนนี้ไร้ลมพัด แต่ในอกของนางกลับเต็มไปด้วยไฟแค้นที่กำลังโหมกระพืออย่างสม่ำเสมอ

ภารกิจในวันนี้สำเร็จลงด้วยดี... นางเริ่มยึดอำนาจในวัง เริ่มได้ใจราษฎร และที่สำคัญที่สุด... นางได้ปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งความหงุดหงิดและไม่ยินยอมลงในใจของหลิงซวี่เรียบร้อยแล้ว

"หลิงซวี่... ยิ่งท่านรู้สึกหงุดหงิด ยิ่งท่านอยากเอาชนะข้ามากเท่าไหร่ ท่านก็ยิ่งก้าวเข้ามาในกับดักของข้าเร็วขึ้นเท่านั้น"

หนิงอิงยกแค่นรอยยิ้มเย็นชา ดวงตาคู่สวยส่องประกายวาววับในความมืดมน

ชาติก่อนท่านทำให้ข้าทรมานจนตาย ชาตินี้... ข้าจะทำให้ท่านคลั่งตายเพราะความต้องการที่ไม่มีวันสมหวังของตัวท่านเอง!

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel