บทที่ 2 ความรักอันเป็นพิษและเพลิงโชติช่วงในชาติก่อน
ท่ามกลางความเงียบสงัดของตำหนักหลวงในยามค่ำคืน หนิงอิงนั่งอยู่หน้าคันฉ่องโบราณ นัยน์ตาคู่สวยเหม่อมองแววตาของตนเองที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดอันล้ำลึก ภาพความทรงจำในชาติที่แล้วค่อยๆ หลั่งไหลกลับเข้ามา ราวกับมรสุมที่พัดกระหน่ำสาดคราบเลือดและความบอบช้ำใส่หัวใจนางอีกครั้ง...
ในชาติก่อน... หนิงอิงตกหลุมรัก 'หลิงซวี่' ตั้งแต่แรกพบ
ยามนั้นนางเป็นเพียงองค์หญิงผู้ใสซื่อ มองโลกในแง่ดี ส่วนเขาคือบุรุษรูปงามผู้เงียบขรึม มีบรรยากาศอันตรายและทรงเสน่ห์จนยากจะถอนตัว นางงมงายในตัวเขา วิ่งตามหลังแผ่นหลังอันเย็นชาของเขามาโดยตลอด พยายามทำทุกวิถีทางไม่ว่าจะสลักปิ่นปักผม คัดกวีนิพนธ์ หรือคอยทำอาหารไปส่งที่จวนแม่ทัพ แม้เขาจะมองด้วยสายตาว่างเปล่าและเมินเฉยเพียงใด นางก็ยังคงเชื่อมั่นอย่างโง่เขลาว่า... ‘ความรักและความจริงใจของนาง จะสามารถละลายภูเขาน้ำแข็งในใจเขาได้’
จนกระทั่งโอกาสทองมาถึง เมื่อฮ่องเต้ทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานการแต่งงานให้องค์หญิงหนิงอิงกับท่านแม่ทัพหลิงซวี่ ในตอนนั้น นางดีใจจนน้ำตาไหล คิดว่าตนเองคือหญิงสาวที่มีความสุขที่สุดในแผ่นดิน
ทว่า... วันแต่งงานกลับเป็นจุดเริ่มต้นของนรกบนดินที่แท้จริง
ท่ามกลางบรรยากาศในห้องหออันหรูหรา เสียงคบไฟด้านนอกและกลิ่นกำยานหอมหวานละมุนอบอวลไปทั่วเรือน เตียงมงคลปูด้วยผ้าไหมสีแดงสดปรากฏร่างของ ‘หนิงอิง’ ในชุดเจ้าสาวประณีตตระการตา ผ้าคลุมหน้าสีแดงผืนบางยังคงปิดบังใบหน้าหมดจดของนางไว้
เสียงประตูห้องหอถูกดันเปิดออกเบาๆ ตามด้วยเสียงก้าวเท้าอันหนักแน่นและมั่นคงของ ‘หลิงซวี่’ แม่ทัพหนุ่มร่างสูงโปร่ง กลิ่นสุราฤทธิ์แรงแผ่ซ่านมาจากตัวเขา พร้อมกับบรรยากาศอันตราย เย็นชา และไร้ซึ่งความอบอุ่น
เขาเดินตรงเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าเตียง สายตาคมกริบจ้องมองร่างบางที่นั่งนิ่งสงบ เขาไม่ได้ใช้คทายู่อี่ตามประเพณี แต่กลับยกปลายกระบี่ในมือขึ้น แล้วเลื่อนสะบัดตักผ้าคลุมหน้าสีแดงออกอย่างรวดเร็วและไร้ความอาวรณ์
ภาพใบหน้าหมดจดสวยสะกดตาของหนิงอิงปรากฏแก่สายตา นางหน้าแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย
หลิงซวี่ขมวดคิ้วเล็กน้อย มุมปากยกปรากฎรอยยิ้มเย็นชา กลิ่นไอความเหี้ยมเกรียมและรักสนุกแผ่ออกมาจากตัวเขาอย่างไม่คิดจะปิดบัง เขาปลดกระบี่วางไว้ข้างเตียง ก่อนจะโน้มตัวลงมาประชิดร่างบาง บังคับให้หนิงอิงต้องตกอยู่ใต้ร่มเงาเรือนร่างอันกำยำของเขา
"การแต่งงานนี้เกิดขึ้นเพราะราชโองการ..." หลิงซวี่กระซิบเสียงเรียบต่ำข้างใบหูของนาง ลมหายใจร้อนผ่าวรดรินผิวกายนวลเนียน "อย่าได้คิดไปอื่นใดนอกจากตำแหน่งภรรยาพระราชทาน และในคืนนี้... นี่ก็เป็นเพียงเรื่องที่ข้าต้องทำตามหน้าที่เท่านั้น"
มือหนาแข็งแรงบีบกระชับเข้าที่คางเรียวของนาง บังคับให้หนิงอิงสบตากับเขาตรงๆ เขาบดเบียดริมฝีปากลงมาอย่างดุดัน ร้อนแรง และไร้ซึ่งความอ่อนโยน จุมพิตของเขาเต็มไปด้วยความเอาแต่ใจตนและการสั่งสอน ราวกับต้องการกดนางให้อยู่ใต้ปกครอง
หนิงอิงเบิ่งตากว้างชั่วครู่ ก่อนจะค่อยๆ ปิดตาลง ข่มความรู้สึกเจ็บปวดและขมขื่นไว้ลึกสุดหัวใจ มือบางกำผ้าผืนเตียงแน่น แต่นางกลับไม่ส่งเสียงร้องหรืออ้อนวอนขอความเมตตาแม้แต่น้อย
หลิงซวี่ถอนริมฝีปากออก มองดูริมฝีปากบางของนางที่เจ่อรอยแดงด้วยสายตาพึงพอใจ ทว่าใบหน้าจิ้มลิ้มใสซื่อและดวงตากลมโตของนางกลับทำให้เขาหงุดหงิดใจอย่างประหลาด เขาเริ่มรุกรานด้วยการปลดอาภรณ์สีแดงชั้นนอกของนางออกอย่างรวดเร็ว ผิวกายนวลเนียนผุดผ่องราวกับหยกเนื้อดีสะท้อนแสงเทียนวูบวาบ
ฝ่ามือใหญ่ร้อนผ่าวลูบไล้ไปตามแผ่นหลังเนียนนุ่ม สัมผัสหนักแน่นและรุนแรงตามนิสัยของบุรุษผู้ผ่านศึกสงคราม เขาซุกใบหน้าลงกับซอกคอขาวระหง บดเบียดริมฝีปากลงบนผิวนุ่มจนเกิดรอยรักสีเข้ม เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของตามอารมณ์ชั่ววูบ
"หลิงซวี่..." หนิงอิงส่งเสียงครางแผ่วเบาในลำคอ เมื่อความเร่าร้อนและรุนแรงพุ่งพล่านเข้าใส่ เสียงลมหายใจหอบกระชั้นของคนทั้งสองดังประสานกันท่ามกลางความเงียบสงัด
หลิงซวี่ไม่เปิดโอกาสให้นางได้ตั้งตัว เขารวบสะโพกมนให้ขยับเข้ามาชิด ก่อนจะแทรกตัวเข้าหาความอบอุ่นแน่นหนันอย่างรวดเร็วและลึกซึ้ง
“อ๊ะะ!” ความเจ็บปวดจากการรุกรานอย่างรุนแรงทำให้หนิงอิงเกร็งสะท้านไปทั้งร่าง นางเชิดหน้าขึ้น กัดริมฝีปากแน่นจนได้รสเลือด เพื่อไม่ให้เสียงอ้อนวอนหลุดลอดออกมาให้ชายตรงหน้าได้ใจ
บทเพลงรักดำเนินไปอย่างดุเดือดและตะกรุมตะกราม หลิงซวี่ตักตวงความสุขจากเรือนร่างของนางตามใจปรารถนา ร่างสูงแทรกกายและขับเคลื่อนอย่างหนักหน่วงไร้การออมแรง ทุกจังหวะเต็มไปด้วยความแข็งกร้าวและดุดันอย่างบุรุษธงแดงผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร แสงเทียนในห้องหอสั่นไหวตามแรงอารมณ์ที่แผดเผา
เมื่อความปรารถนาอันรุนแรงพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุด หลิงซวี่ก็โถมกายเข้าหาจังหวะสุดท้ายอย่างหนักแน่น ก่อนจะปลดปล่อยความอบอุ่นเข้าสู่ร่ายกายของนางจนหมดสิ้น เขาซบหน้าลงกับไหล่นวล หายใจหอบถี่สม่ำเสมอ
ทว่าเมื่อพายุอารมณ์ดับลง หลิงซวี่กลับถอนกายออกอย่างรวดเร็ว ไร้ซึ่งสายตาห่วงใย หรือคำปลอบประโลมใดๆ เขาจัดการแต่งกายของตนเองให้เรียบร้อยด้วยท่าทางเรียบเฉย ก่อนจะก้าวลงจากเตียงมงคลโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมามองสตรีที่นอนสั่นสะท้านอยู่บนผ้าผืนแดง
"หน้าที่ของข้าจบลงแล้ว" หลิงซวี่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเย็น ขณะหยิบกระบี่ขึ้นมาถือไว้ "หลังจากนี้ เจ้าก็อยู่อย่างสงบในจวนแห่งนี้เสีย..."
พูดจบ ร่างสูงก็หมุนตัวเดินออกจากห้องหอไป ทิ้งไว้เพียงความเย็นชา และรอยแผลใจที่สลักลึกอยู่ในดวงวิญญาณของหนิงอิงตลอดกาล
คำพูดเรียบเย็นไร้ความรู้สึกถูกเอ่ยออกมา ก่อนที่เขาจะหมุนตัวเดินออกจากห้องหอไป โดยไม่หันกลับมามองเจ้าสาวที่นั่งกอดตัวเองอยู่ลำพังด้วยน้ำตานองหน้าแม้แต่น้อย
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ชีวิตในจวนแม่ทัพของหนิงอิงก็ราวกับตกอยู่ในฝันร้าย หลิงซวี่ทำตัวห่างเหินไปเรื่อยๆ จากที่เคยเฉยชา เขากลับยิ่งเพิ่มระยะห่างจนสุดกู่ เขาย้ายไปนอนที่เรือนเล็ก ปล่อยให้นางอยู่อย่างโชคร้ายในเรือนหลังใหญ่แต่เยือกเย็น มิหนำซ้ำ เขายังคงใช้ชีวิตอย่าง 'รักสนุก ไม่ผูกพัน' ตามนิสัยเดิม นำพาหญิงงามมากหน้าหลายตา ทั้งดนตรีและนางรำ เข้ามาเริงร่า เสพสุข และส่งเสียงหัวเราะเย้ยหยันดังกระหึ่มไปทั่วจวนแม่ทัพ
ทุกค่ำคืน หนิงอิงต้องนั่งฟังเสียงดนตรีและเสียงหัวเราะของสามีตนเองกับหญิงอื่น นางทนทุกข์ทรมานใจแสนสาหัส หัวใจแตกสลายทีละชิ้น ร่างกายที่เคยสดใสเริ่มซูบผอมและทรุดโทรมลงด้วยความตรอมใจ แต่ถึงกระนั้น นางก็ยังคงอดทน... เพียงเพราะยังหวังลึกๆ ว่าสักวันเขาจะหันมามองนางบ้าง
จนกระทั่งคืนสุดท้ายของชีวิต...
คืนนั้น ร่างกายของหนิงอิงอ่อนแอเกินกว่าจะลุกไหว นางรู้สึกสะลึมสะลือและชาไปทั้งร่าง เพราะยาพิษและฤทธิ์ยานอนหลับที่ถูกแอบผสมในสำรับอาหาร ในขณะที่นางกำลังไข้ออกและสะลึมสะลืออยู่นั้น เสียงกรีดร้องและเสียงระเบิดของเปลวเพลิงก็ดังขึ้น
เพลิงไหม้โหมกระหน่ำจวนแม่ทัพอย่างบ้าคลั่ง!
ควันดำหนาอบอวลไปทั่วห้อง หนิงอิงที่พยายามยื่นมืออันสั่นเทาเพื่อพยุงตัว คลานไปตามพื้นไม้ที่ร้อนระอุ หวังจะรอดชีวิต แต่ฤทธิ์ยากลับทำให้แขนขาของนางไร้เรื้อรัง ไม่สามารถคลานออกไปได้แม้แต่ก้าวเดียว
ทันใดนั้น ประตูห้องก็ถูกเท้าปริศนากระแทกเปิดออก!
ชายชุดดำใบหน้าอำมหิตก้าวเข้ามาในกองเพลิง ในมือถือดาบเล่มยาวที่สะท้อนแสงไฟแดงฉาน หนิงอิงมองผู้มาใหม่ด้วยสายตาสั่นระริก นางพยายามเอ่ยปากถาม "ใคร... ใครส่งเจ้ามา..."
นักฆ่าแค่นหัวเราะเย็นชา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเหี้ยม "ท่านแม่ทัพกำลังเริงรักอยู่กับหญิงงามคนใหม่... ท่านไม่อยากให้องค์หญิงเป็นก้างขวางคออีกต่อไป รับความตายไปเสียเถิด!"
ฉึก!
คมดาบเย็นเยียบแทงทะลุอกของหนิงอิงอย่างแม่นยำ! เลือดสดๆ ทะลักออกจากปากและบาดแผล ความเจ็บปวดแผ่ซ่านไปทั่วกาย น้ำตาแห่งความแค้นไหลทะลักผสมกับคราบเลือด ในวินาทีสุดท้ายที่ลมหายใจกำลังจะดับสูญ ภาพของหลิงซวี่ ชายผู้ที่นางรักหมดหัวใจแต่กลับส่งคนมาสังหารนางเพื่อไปเสพสุขกับหญิงอื่น ช่างสลักลึกในดวงวิญญาณ
นางใช้แรงเฮือกสุดท้าย อธิษฐานต่อฟ้าดินด้วยความแค้นทั้งหมดที่มี...
‘หลิงซวี่... ข้าขอสาปแช่งท่าน! ความรักอันบริสุทธิ์ของข้า ถูกท่านขยี้จนไร้ชิ้นดี... หากชาติหน้ามีจริง ข้าจะไม่มีวันรักท่านอีก และข้าจะเป็นคนลากท่านลงสู่นรกด้วยมือของข้าเอง!’
หนิงอิงเฮือกหายใจเข้าลึก มือบางกำขอบโต๊ะคันฉ่องแน่นจนข้อมือขาว ความทรงจำเหล่านั้นยังคงสดใหม่และแผดเผาหัวใจนางอยู่ทุกวินาที
นางยกมือขึ้นแตะที่หน้าอกซ้าย... หัวใจดวงนี้ยังคงเต้นอยู่ แต่มันไม่ได้เต้นเพื่อหลิงซวี่อีกต่อไปแล้ว
"ความเจ็บปวดทั้งหมดในชาตินั้น... ข้าจะคืนให้ท่านเป็นร้อยเท่า หลิงซวี่!" หนิงอิงพึมพำกับเงาในกระจก แววตาเต็มไปด้วยความอาฆาตพยาบาทที่พร้อมจะแผดเผาแม่ทัพหนุ่มให้มอดไหม้ไปพร้อมกัน
