ตอนที่ 6
นางเคี้ยวนานมากนิ่งฟังเขาก่อนจะกลืน “แล้ว...”
“อยู่ที่นี่...กับข้า เจ้าจะปลอดภัยกว่าการหลบหนีออกไปจากเมืองหลวงเวลานี้” หญิงสาวกะพริบตามองเขา ยังไม่ทันถามเขาก็พูดต่ออีกประโยค “ที่นี่คือเรือนพักคนงานดูแลม้าของค่ายทหารแม่ทัพซ่ง ข้าเป็นคนดูแลและฝึกม้าของท่านแม่ทัพ”
นางนึกถึงตอนที่เขาเหินตัวลงมาจากชั้นบนของหอเยี่ยนเซียง วรยุทธ์ของเขาดูไม่น่าจะเป็นเพียงแค่คนฝึกม้าเท่านั้น... อีกทั้งเขาเพิ่งบอกว่ามีคนตายหลายคน นางให้สงสัยว่าเขาที่สวมชุดดำปกปิดหน้าตาดูเหมือน...นักฆ่าไม่ผิด!
อยู่ๆ เขาก็เอ่ยปาก “อย่าทำให้ข้าต้องรู้สึกเสียใจในภายหลังที่ช่วยเจ้ากลับมา หากกล้าสงสัยในตัวข้า...” นางรีบส่ายหน้าเพราะหวาดหวั่นกับแววตาของเขา
“ข้าน้อย...ไม่กล้า!”
เขาจ้องนางเขม็ง “สังหารบุตรชายสุดรักของขุนนางคนสำคัญ หากถูกจับได้โทษตายอาจเบาไป ใต้เท้าเจ้ากรมตุลาการถนัดเรื่องการทรมานนักโทษ เจ้าคงไม่อยากรู้หรอกว่าเขาจะทำอย่างไรกับสตรีที่สังหารบุตรชายของเขา”
นางก็ต้องไม่อยากรู้อยู่แล้ว!! เพิ่งสบถในใจจบลงป้ายประจำตัวก็ถูกโยนมาให้ “ตัวตนของเจ้า”
ป้ายไม้แกะสลักมีตราของเจ้าเมือง? “เมืองเจิ้งโจว หยวนอวี้หลาน?”
“ฮูหยินของข้าเพิ่งย้ายตามมาจากเมืองเจิ้งโจว จำให้ขึ้นใจ เจ้าแซ่หยวน นามอวี้หลาน”
“ฮะ...ฮูหยินของท่าน”
“หาไม่จะอธิบายเรื่องเสียงครวญครางของเจ้ากลางดึกอย่างไร ที่นี่มีคนงานคนอื่นๆ ที่พาครอบครัวย้ายเข้ามาเช่นกัน” เขาเอ่ยเสียงเรียบดวงตาไม่แม้แต่จะแสดงอารมณ์
ผิดกับนางที่หน้าแดงซ่านสองแก้มร้อนซู่ “ขะ...ข้า...”
“อยู่ที่นี่เจ้ายังไม่ต้องทำอะไร เพียงเก็บตัวให้ดีก็พอ ออกไปข้างนอกอาจเจอคนรู้จักหรือมีคนจำเจ้าได้ อยู่ที่นี่มีเพียงคนที่ย้ายมาจากเมืองอื่น น้อยครั้งนักที่จะมีคนนอกเข้ามา หากอยากรอดปลอดภัยก็เชื่อฟังข้า สองสามเดือนนายท่านจะให้ข้ากลับบ้านเกิด ข้าจะส่งเจ้าออกไปจากเมืองหลวงเงียบๆ ตอนนั้นทางการก็น่าจะตรวจค้นน้อยลงแล้ว”
เขาพูดถูก...ตอนนี้ปลอดภัยที่สุดคือต้องรั้งอยู่ในเมืองหลวงเท่านั้น “แล้วข้า...ออกไปนอกห้องบ้างบางครั้งได้หรือไม่เจ้าคะ”
เขามองนางด้วยท่าทีหยั่งเชิง “นอกห้องได้ สุขาเดินเลี้ยวไปฝั่งขวามือ ห้องครัวเล็กไปทางซ้าย ด้านนอกประตูออกไปไม่ได้หากไม่มีคนเปิดจากด้านนอก ที่นี่อยู่ในค่ายทหารอย่าออกไปเดินเพ่นพ่าน”
“เจ้าค่ะ” นางพยักหน้า
“ช่วงเย็นข้าจะนำเสื้อผ้ากับของใช้จำเป็นมาให้ ของกินหากไม่พอเจ้าไปดูที่ครัวเล็ก มีทุกอย่างที่นั่น”
“เจ้าค่ะ” แล้วนางก็มองส่งเขาเดินออกไปจากห้อง
หญิงสาวลุกขึ้นจากนั้นเดินไปแง้มเปิดหน้าต่าง ด้านนอกมีฮูหยินสองคนกำลังซุบซิบกัน คนหนึ่งชี้ชวนมามองยังห้องที่นางอยู่ เสียงแว่วมาทำให้หญิงสาวอับอายจนไม่กล้าก้าวออกจากห้อง
“ได้ยินเสียงหรือไม่”
“ได้ยินสิ ข้ายังเข้าใจว่าเขายังไม่แต่งงาน”
“อื้อ เสียดายนะคนหนุ่มไฟแรงขยันขันแข็ง ข้ายังคิดจะยกบุตรสาวให้เขา”
“เอาจริงๆ นะ ฟังเสียงร้องครวญครางของนางเมื่อคืน ข้าน่ะอยากให้ตาแก่ของข้ามีเรี่ยวแรงเหลือเฟือเช่นนั้นบ้าง”
“พูดอะไรไร้ยางอายสิ้นดี แก่ปูนนี้แล้ว”
“ข้าเพิ่งสามสิบเองนะ! ยังมีความปรารถนา ข้าละริษยาหนุ่มสาวเสียเหลือเกิน เสียงครวญครางของนางกับเขาเมื่อคืน ทำเอาตาแก่ของข้าอยากกลับไปเป็นหนุ่มเหมือนเมื่อก่อน รุนแรงเหลือเกิน”
“ได้ยินเสียงของนางเมื่อคืนเจ้าว่านางหน้าตางดงามหรือไม่”
ฟู่โหรวกุมสองแก้ม “แล้วข้ายังจะมีหน้าออกไปพบผู้คนได้อย่างไรเล่า!”
ด้านนอก...แท้ที่จริงเป็นเรือนพักที่มีห้องเรียงติดกัน ห้องข้างๆ ไม่มีคนอยู่ ห้องของเขาเป็นห้องริมสุด นึกถึงเรื่องที่เขากล่าวถึงเสียงครวญครางของนางเมื่อคืน แม้ว่าห้องที่ติดกันจะว่างเปล่า แต่ท่านป้าทั้งสองคนที่อยู่ถัดไปก็ยังได้ยิน
ฟู่โหรวกัดปากแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่อง นางมองไปรอบๆ เห็นกำแพงสูงนั้นก็เข้าใจ นี่ไม่ใช่กำแพงสูงล้อมเรือนพัก หากแต่เป็นกำแพงสูงล้อมลานฝึกของค่ายทหาร
อีกด้านคงจะเป็นจวนของแม่ทัพซ่งกำแพงสูงจึงจรดกันเป็นสามเหลี่ยมพอดี เพียงพอที่จะล้อมเรือนพักของคนดูแลม้าเอาไว้ ถึงอย่างนั้นสถานที่ก็ยังกว้างขวางเพียงพอให้พวกเขามีลานกว้างเพื่อทำการเพาะปลูกเล็กๆ น้อยๆ