บทที่ 3/2
"นี่ไปดื่มมาหรอลลิน"
คนเป็นพ่อถามคิ้วขมวด กลิ่นแอลกอฮอล์และทีท่าของลูกสาว ดูผิดแผกไปจากปกติ ไม่เคยเลยสักครั้งที่จะกลับบ้านมาในสภาพนี้
"นิดเดียวเองค่ะคุณพ่อ ตอนนี้ลินมีสติดีมากๆ เราเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าค่ะ"
"ลูกรู้แล้วใช่ไหม ว่าพ่อติดหนี้ เราอาจจะต้องขายบ้าน แล้วไปหาที่อื่นอยู่ไปก่อน"
จั่วหัวขึ้นมา บรรยากาศก็ยิ่งมาคุกันไปใหญ่
นี่เป็นครั้งแรก ที่ศันต์รู้สึกผิดกับลูกสาวสุดขั้วหัวใจ
"เราผลัดหนี้ไปอีกสักปีสองปีไม่ได้หรอคะ เดี๋ยวลินจะออกไปหางานทำ ใช้หนี้ให้หมดให้ได้"
แม้จะอยู่ในอาการกรึ่มๆ แต่ลลินรู้ดีว่าหากขาดบ้านนี้ ขาดทุกสิ่งที่มีอยู่ตอนนี้ไป ชีวิตของเธอจะไม่มีวันกลับมาอยู่จุดเดิมได้อีก
เพราะแบบนั้น ต่อให้ต้องทำงานจนเลือดตากระเด็น ก็ต้องหาเงินมาคืนเจ้าหนี้บ้านวัฒนเกียรติอะไรนั่นให้ได้
"พ่อละอายท่านเกริกเกินจะทนแล้ว เป็นพ่อที่ไม่ดี ทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวบกพร่อง จนต้องไปเบียดเบียนวัฒนเกียรติขนาดนี้"
ไม่กล้าสู้หน้าลูกสาวด้วยซ้ำ จะให้ไปผลัดหนี้อีก คงไม่มีเศษหน้าตระกูลผู้ดีเหลือ
"คุณพ่อจะยอมขายบ้าน ขายทุกอย่างที่คุณปู่คุณย่าให้มาแบบนี้หรอคะ ลินทำใจไม่ได้หรอกค่ะ"
ลลินภัทรตาแดงก่ำ สมบัติพัสถานตกทอด ทำใจยากเหลือเกินที่ต้องขายทอดตลาด
"พวกวัฒนเกียรติใจไม้ไส้ระกำ!"
รวยแล้วยังไม่คิดเห็นใจกันบ้าง จะหน้าเลือดไปถึงไหน
"ลลิน!"
เสียงตะคอกดังลั่นไปทั่วห้องจากคนเป็นพ่อ ศันต์ไม่รีรอหันมาตำหนิลูกสาวด้วยความโกรธ
หลายปีมานี้หากไม่มีวัฒนเกียรติ รัตนเดชากุลก็คงไม่ได้อยู่สบายมาถึงทุกวันนี้ แต่คนเป็นลูกสาวไม่ได้รู้ตื้นลึกหนาบาง เข้าใจเพียงแต่ว่าฐานะคือเจ้าหนี้และลูกหนี้
"คุณพ่อ...."
เสียงสั่นเครือและนัยน์ตาแดงก่ำสั่นระริก บอกได้เป็นอย่างดีว่าลลินภัทรตกใจ และน้อยใจขนาดไหน
พาดพิงเจ้าหนี้หน้าเลือดนิดเดียว ถึงกับต้องหันมาดุด่ากันเลยหรือ
"พ่อจะบอกให้นะ ถ้าไม่มีเจ้าหนี้ใจไม้ไส้ระกำที่ลูกว่า คิดหรอว่าลำพังรัตนเดชากุลที่ธุรกิจจะล้มละลายตั้งแต่ลูกยังเด็ก จะทำให้ลูกมีกินมีใช้สะดวกสบายอย่างทุกวันนี้ได้ลลิน!"
"งั้นคุณพ่อจะให้ลินทำยังไงล่ะคะ ลินไม่อยากเสียทุกอย่างที่เป็นของเราไป ลินไม่อยากใช้ชีวิตที่ไม่ได้เป็นรัตนเดชากุลเหมือนอย่างวันนี้ ลินไม่ยอม!"
ลลินภัทรตะเบ็งเสียงดังลั่น ไม่ต่างจากคนสติแตกดีๆ นี่เอง ไม่มีใครจะอยากเสียชีวิตเพียบพร้อมไป ไม่เว้นแม้แต่ศันต์และขจี
"ถ้าวัฒนเกียรติไม่ยอมผ่อนเวลาให้สักปีสองปี ลินจะไปคุกเข่าอ้อนวอน จนกว่าทางนั้นจะยอมเวทนาเราบ้าง"
ว่าเสียงสั่นไป มือก็ยกขึ้นปาดน้ำตาบนพวงแก้มลวกๆ หยัดตัวลุกขึ้นเตรียมก้าวเดินออกจาห้อง
"ลลิน"
สีหน้าของศันต์ซีดเผือก ไม่สู้ดีจนภรรยาอย่างขจีต้องมองด้วยความเห็นใจ เพราะเรื่องที่จะพูดต่อจากนี้ คงไม่มีพ่อแม่ดีๆ ที่ไหนอยากจะพูด
ทั้งสองคนมองแผ่นหลังของลูกสาว ที่ยืนแน่นิ่งอยู่ตรงหน้าประตู รอฟังสิ่งที่ศันต์กำลังจะบอก
"หนี้น่ะ มันก็พอมีทางจะเป็นโมฆะได้อยู่ ทางนั้นให้ข้อเสนอพ่อมา..."
ความเงียบอบอวลไปได้พักหนึ่ง พร้อมกับสีหน้าชั่งใจของคนพูด
"วัฒนเกียรติอยากได้หลานสะใภ้สักคน ถ้าลูกไม่ติดว่าเป็นการแต่งแบบคลุมถุงชนเพื่อผลประโยชน์ ก็ลองเก็บไปคิด ไปชั่งน้ำหนักดูนะลลิน"
