7
รูปภาพชายหนุ่มใบหน้าหล่อเหลา คิ้วดกสีดำเข้ม จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากคลี่ยิ้มกว้าง แววตาสดใสเปล่งประกายความสุข ถูกวางอยู่บนโต๊ะในห้องนอนกว้าง มือเหี่ยวย่นของคุณย่ารำไพลูบไปที่ใบหน้าของเขาที่อยู่ภายใต้กรอบกระจก ดวงตาฝ้าฟางคลอเบ้าไปด้วยน้ำตา ภาพในวัยเยาว์ของเขาสะท้อนมาในความทรงจำ
‘คุณย่าครับ ภาคขอพาน้องไปเล่นที่สวนสาธารณะได้ไหมครับ’ เสียงใสแจ๋วจากเด็กชายรูปร่างอ้วนกลม ยืนตาแป๋วรอคำตอบ
‘ได้ครับ แต่ภาคต้องดูแลน้องให้ดีๆ ไม่ให้น้องคาดสายตานะครับ’
‘เย้ๆ คุณย่าใจดีที่สุดเลยครับ ภาครักคุณย่าที่สุดเลยครับ’
‘ภามก็รักคุณย่าเหมือนกันครับ’
เสียงเด็กน้อยอีกคนแทรกขึ้นมา คุณย่ารำไพหัวเราะขำกับการประจบสอพลอของพี่น้องคู่นี้ ภาคภูมิกับภาคินัยเป็นพี่น้องคลานตามกันมา ภาคภูมิอายุมากกว่าน้องชายอยู่ 3 ปี สองคนนี้ลักษณะนิสัยต่างกันอย่างสิ้นเชิง ภาคภูมิช่างพูดช่างฉอเลาะ อัธยาศัยดีเข้ากับคนได้ง่าย ผิดกลับ ภาคินัยที่ออกแนวเงียบขรึม แต่สิ่งหนึ่งที่คุณย่าเห็นมาตลอด ไม่ว่าผู้เป็นน้องอยากได้อะไร หรือทำอะไรผิด ภาคภูมิจะออกหน้ารับแทนอยู่เสมอ พี่น้องคู่นี้ถูกเลี้ยงดูมาด้วยท่านเอง ภาวินีเป็นสาวสังคม เพื่อนฝูงเยอะงานเลี้ยงสังสรรค์ของเหล่าสมาคมของเธอก็จัดแทบทุกวัน ส่วนนิวัตรลูกชายของท่านถ้าไม่ใช่วันทำงาน วันหยุดส่วนใหญ่ก็จะใช้เวลาออกรอบอยู่กับเพื่อนฝูงอยู่เสมอ เด็กสองคนนี้เลยต้องอยู่ในการดูแลของคุณย่าเป็นส่วนใหญ่
ภาคภูมิและภาคินัยเป็นพี่น้องที่สนิทกันมาก พอภาคภูมิเรียนจบเขาก็ได้รับมอบหมายจากคุณนิวัตรให้มาดูแลธุรกิจ ด้านภาคินัยขอที่จะไปเรียนต่อต่างประเทศหลังจากที่เขาเรียนจบปริญญาตรี นี่เป็นครั้งแรกที่สองหนุ่มอยู่ห่างกัน ภาคภูมิเริ่มต้นการทำงานในตำแหน่งรองประธานบริษัท ในขณะที่ภาคินัยตอนนี้ก็กำลังเรียนปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษ ในช่วงระยะหนึ่งท่านเห็นหลานชายคนโตดูมีความสุขแววตาเปล่งประกายอย่างคนมีความรัก บางระยะก็สัมผัสได้ถึงความเศร้าที่สื่อผ่านออกมาทางแววตาของเขา จากชายหนุ่มที่ร่าเริง คุยเก่ง เริ่มปลีกตัวออกจากผู้คน แม้กระทั่งท่านเองเขาก็พยายามตีตัวออกหาก
จนวันที่ภาคินัยเรียนจบกลับมา ภาคภูมิดูจะมีชีวิตชีวามากขึ้น รอยยิ้มที่ห่างหายไปเริ่มกลับมาอีกครั้ง สองหนุ่มมักจะใช้เวลาว่างอยู่ด้วยกันอยู่เสมอ จนเมื่อสามเดือนก่อนหน้านี้ คุณย่ารำไพเห็นหลานชายคนโตนั่งชันเข่าร้องไห้ฟุบหน้าลงกับหน้าขาตัวเอง ภาคภูมิร้องไห้หนักจนท่านนึกใจหาย ตั้งแต่เล็กจนโตท่านไม่เคยเห็นหลานชายคนนี้เป็นแบบนี้มาก่อน มันเป็นเรื่องอะไรกันที่ทำให้เขาเสียใจได้ถึงขนาดนี้
‘ภาค...มีอะไรให้ย่าช่วยไหมลูก’
หญิงสูงวัยวางมือบนศีรษะของหลานชาย ภาคภูมิเงยหน้ามองสบตาท่าน ใบหน้าหล่อเลอะไปด้วยคราบน้ำตา สองลำแขนเข้าสวมกอดเอวของท่านแน่นพลางร้องไห้เสียงดังออกมา คุณย่ารำไพทรุดนั่งข้างๆหลานชาย สองมือเหี่ยวจับมือหลานชายแน่นเพื่อส่งกำลังใจ
‘ภาค...ร้องไห้ทำไมลูก?’
ภาคภูมิมองสบตาผู้เป็นย่าสองแขนกอดรัดท่านแน่นขึ้นกว่าเดิม เขาฝืนยิ้มให้ท่านทั้งน้ำตา หญิงสูงวัยสะท้อนในใจ รู้สึกสังหรณ์ใจกับแววตาที่หลานสื่อออกมา
“ถ้าวันนั้นย่ารั้งภาคไว้ ภาคก็คงไม่ทิ้งย่าไป ย่าขอโทษนะลูก” หยดน้ำตาไหลรินลงมาไม่ขาดสาย เสียงสะอื้นเล็ดลอดออกมาปนกับเสียงร้องไห้อย่างแผ่วเบา
“คุณท่านคะ ทนายสมชายมาถึงแล้วค่ะ” เสียงเรียกของสาวใช้ดังอยู่ที่หน้าประตู หญิงสูงวัยปรายตามองทางต้นเสียงก่อนจะเอ่ยบอก
“ให้คุณสมชายไปรอฉันที่ห้องทำงาน” เสียงแหบแห้งเปล่งออกมา
“ค่ะ คุณท่าน”
คุณย่ารำไพเดินเข้ามาที่ห้องทำงาน ท่านทรุดนั่งที่เก้าอี้
“สวัสดีครับ คุณท่าน”
หญิงสูงวัยพยักหน้า ผายมือเชื้อเชิญให้เขานั่งที่เก้าอี้ตรงหน้า
“มีความคืบหน้าอะไรบ้างไหม?”
ชายวัยกลางคนล้วงลงไปในกระเป๋าเอกสาร วางซองสีน้ำตาลไว้ตรงหน้าท่าน “เอกสารทั้งหมดอยู่ในนี้ครับท่าน”
คุณย่ารำไพหยิบซองขึ้นมาเปิดดู กระดาษหลายแผ่นถูกดึงขึ้นมาอ่าน หญิงชราถอนใจยาวพลางเงยหน้าขึ้นมองสบตากับชายตรงหน้า
“ขอบใจมาก สมชาย”
“ครับ คุณท่าน”
“ยังไม่ต้องบอกเรื่องนี้ให้ใครรู้ โดยเฉพาะเจ้าภาม” หญิงชราเอ่ยปากสั่ง ท่านอยากให้เรื่องนี้มีคนรู้น้อยที่สุด และตอนนี้มันยังไม่ถึงเวลาที่คนในบ้านบริพัฒนสกุลจะต้องรู้เรื่องนี้
“ครับ”
