บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 15 อดีตของเฉินซี

วันถัดมาก่อนที่ฮั่วหลินจะมารับของแห้ง เฉินซีพาน้อง ๆ เข้าตำบลไปซื้อของเพิ่มอีกครั้ง นางต้องการไม้ไผ่สานสำหรับบรรจุสมุนไพรแห้ง และต้องซื้ออาหารเพิ่มสำหรับต้อนรับการกลับมาของเซี่ยผิงหยวน

ระหว่างทางเดินไร้ผู้คน เฉินซีหยุดกลางทาง

“เจ้าสองคนแยกไปคนละทาง เจอกันที่เดิม ข้าจะดูว่าใครจะถึงก่อน”

“ได้เลย”

“ขอรับ”

ผิงจางไปทางซ้าย ผิงอันไปทางขวา ทั้งสองแยกกันเขาไปทางป่ารกทึบด้านข้าง

เมื่อเห็นทั้งสองคนเริ่มออกวิ่งแล้ว เฉินซีก็กระชับตะกร้าที่แบกไว้ก่อนจะเดินตามทางเดิมโดยไม่รีบร้อน

ทันใดนั้นก็มีแรงสั่นสะเทือนเบา ๆ ส่งผ่านขึ้นมาจากพื้นดิน

ตึบ…ตึบ…ตึบ…!

เฉินซีหยุดนิ่งทันทีตั้งใจเงี่ยหูฟัง พลางย่อตัวลงเอาฝ่ามือสัมผัสพื้น

“ม้า…สามตัว”

นางพุ่งตัวเข้าไปในพุ่มไม้ข้างทาง ย่อตัวลงใช้กิ่งไม้บังตัวเองเอาไว้มิดชิด

ไม่กี่อึดใจ ฟุ่บ ๆ !

ม้าสามตัวพุ่งผ่านไปด้วยความเร็วสูง ฝุ่นฟุ้งตลบกระจายเต็มทาง เสียงกีบม้าดังกระแทกพื้นอย่างหนัก ม้าทุกตัววิ่งตรงไปข้างหน้าอย่างรีบร้อน

เมื่อเสียงค่อย ๆ ห่างออกไป เฉินซีจึงค่อย ๆ ขยับตัวออกจากพุ่มไม้นางยืนอยู่ตรงที่เดิม สายตาไล่ตามทิศที่ม้าวิ่งไป ก่อนจะก้มลงมองพื้นเห็นบางอย่างที่สะดุดตา

นางย่อเข่าลง ใช้นิ้วแตะเบา ๆ “เลือดนี่นา… ต้องเจ็บหนักขนาดไหนกันนะ” นางขนลุกเล็กน้อย ก่อนจะเช็ดมือกับหญ้าข้างทางแล้วออกเดินต่อ

ระหว่างทางนางมองสองข้างทางไปด้วยเผื่อว่าจะเจอของดี แต่ก็ต้องผิดหวังเพราะเส้นทางนี้ไม่มีอะไรเรืองแสงออกมาเลย

“เส้นทางนี้ข้าคงเก็บไปหมดแล้วล่ะ ... เฮ้อ”

นางเตะก้อนหินก้อนหนึ่งออกไปเพื่อระบายอารมณ์

เก๊ง ! ก้อนหันกระทบกับบางอย่างที่กลางทางลูกรัง ทันใดนั้นก็มีแสงสะท้อนกับแดดเข้าตานางอย่างจัง

นางรีบวิ่งออกไปดูด้วยความสงสัย จึงได้เห็นว่าบนพื้นมีป้ายคำสั่งตกอยู่ มองซ้ายขวาไม่มีผู้ใดนางจึงหยิบขึ้นมาดูอย่างละเอียด

เป็นป้ายคำสั่งจริง ๆ ผิวเงินขัดเรียบ มีน้ำหนักพอสมควร ขอบถูกแกะลวดลายอย่างประณีต ตรงกลางสลักอักษรบางอย่างที่นางไม่คุ้นเคยนัก แต่หากนางอ่านไม่ผิดนี่เป็นคำว่ากิเลน กินเลนเทียบมังกรและหงส์ ... นี่ไม่ใช่ของธรรมดาแน่นอน

เฉินซีพลิกดูด้านหลังมีรอยขีดข่วน…และคราบเลือดจาง ๆ นางนิ่งไปชั่วขณะสายตาเหลือบมองไปตามทางที่มีเท้าม้าวิ่งผ่านไป

“หรือว่าจะเป็นของคนเมื่อครู่…”

ป้ายแบบนี้…อาจเป็นของทหารหรือไม่ก็คนมีอำนาจ

“กิเลน ... รัชทายาท !”

นางกำป้ายไว้ในมือครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้ามองรอบด้านเพื่อความมั่นใจอีกครั้ง ป่าข้างทางยังเงียบลมพัดใบไม้ไหวเบา ๆ ไม่มีใครอื่นนอกจากนาง

วูบ

ป้ายโลหะหายเข้าไปในมิติทันที นางปัดมือเบา ๆ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“เก็บไว้ก่อนแล้วกัน”

ขณะนั้นเองเสียงฝีเท้าดังแว่วมาจากข้างทาง

“พี่สะใภ้!”

ผิงอันวิ่งออกมาจากพุ่มไม้ก่อนใคร ใบหน้าเขาขึ้นสีแดงอย่างชัดเจน ไม่บอกก็รู้ว่าเขาวิ่งมาเร็วมากแค่ไหน

“ข้ามาถึงก่อน!”

ไม่ทันไรผิงจางก็โผล่ออกมาอีกด้านหอบเล็กน้อย

“ไม่จริง ข้ามาก่อน!” ทั้งสองเถียงกันทันที

เฉินซีมองพวกเขา แววตาเปลี่ยนเป็นอ่อนลงเล็กน้อยทันที

“พอได้แล้ว ... วันนี้ข้าเห็นผิงอันเรียกข้าก่อน เช่นนี้นวันนี้ผู้ชนะคือ ... ผิงอัน !”

“แต่ข้า ...”

“อ๊ะ ๆ ถ้ายังมีแรงโต้เถียง แสดงว่ายังวิ่งไม่พอ”

ทั้งคู่เงียบลงทันทีแล้วออกเดินนำ แต่ทั้งสองยังคงแอบเถียงกันเบา ๆ ไปตลอดเส้นทาง

เฉินซีเดินต่อไปอย่างเงียบงัน แต่ความคิดกลับหยุดอยู่ที่ป้ายคำสั่งเมื่อครู่

ภาพของป้ายโลหะยังคงชัดเจนในหัว ‘ลวดลายแบบนั้น…’

จากความทรงจำของร่างเดิม ในโลกนี้…ไม่ว่าจะเป็นตระกูลใหญ่ จวนขุนนาง หรือกองกำลังทหารไปถึงคนในวัง ล้วนมีสัญลักษณ์ประจำตัวทั้งสิ้น

บางแห่งใช้ป้ายหยก บางแห่งใช้ป้ายคำสั่งโลหะ ป้ายทองคำตามฐานะ แต่รูปแบบจะไม่เหมือนกัน ทุกอย่างล้วนเป็นเอกลักษณ์เหมือนตราประจำตัว และยังใช้เป็นเครื่องยืนยันอำนาจ

ในอดีตของเฉินซีคนเก่า…ไม่ใช่เด็กชาวบ้านธรรมดา นางเคยเป็นคุณหนูของตระกูลใหญ่ บ้านเรือนกว้างขวาง ข้ารับใช้รายล้อม เรียกฟ้าเรียกฝนได้ดั่งใจ

แต่ชะตาชีวิตกลับเล่นตลก ชีวิตที่เคยสุขสบายทั้งหมดพังทลายลงในคืนเดียว เมื่อบิดาและบุรุษในตระกูลกลายเป็นขุนนางต้องโทษ ถูกเนรเทศออกไปไกลถึงชายแดน ส่วนสตรีในตระกูลบางคนถูกส่งกลับบ้านเดิม บางคนหนีไปพึ่งญาติ

เฉินซีกับมารดา…เลือกทางเดียวที่เหลือ ไปพึ่งญาติห่าง ๆ ที่อยู่อีกสองอำเภอถัดไปจากที่ที่นางอยู่ตอนนี้

ช่วงแรก…ยังพอมีที่ซุกหัวนอนเพราะพวกนางมีสมบัติติดตัวมาพอสมควร แต่ไม่นานเมื่อกินอยู่ใช้จ่ายเลี้ยงดูญาติที่ยากจนเงินทองเครื่องประดับค่อย ๆ หมดไป

สายตาคนในบ้านเปลี่ยนเป็นเย็นชา คำพูดเหน็บแนมและความไม่พอใจก็เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ

“ก็แค่คนตกอับ … ”

“เอาความซวยติดตัวมาด้วยหรือเปล่าก็ไม่รู้”

คำเหล่านั้นเหมือนมีดที่กรีดลงหัวใจมารดาและนาง ซ้ำ ๆ ที่สุดแล้วมารดาก็รับไม่ไหว เพียงหนึ่งเดือนก็ล้มป่วยแล้วจากไปอย่างเงียบงัน ทิ้งเฉินซีที่ยังไม่ทันได้ปรับตัวอยู่ต่อโดยลำพัง

หลังจากนั้นเฉินซีกลายเป็นตัวภาระในสายตาญาติเหล่านั้นทันที พวกเขาจึงเลือกวิธีที่ง่ายที่สุดคือจับนางแต่งให้กับคนอื่นที่พอมีอันจะกิน เพื่อจะได้ไม่ต้องเลี้ยงดูนางต่อและยังได้ค่าสินสอดกลับมาอีกด้วย

แต่เฉินซีกลับไม่ยินยอม นางเคยเป็นคุณหนูที่วาดฝันถึงการแต่งงานที่ยอดเยี่ยม เจ้าบ่าวของนางต้องเป็นผู้สูงศักดิ์ หาใช่ชาวบ้านทั่ว ๆ ไป ต่อให้ถูกกดดัน กักขัง บังคับอย่างไรนางก็ไม่ยอมก้มหัว

เรื่องยืดเยื้ออยู่นานจากคำพูดดี ๆ กลายเป็นการบีบบังคับ จากการเกลี้ยกล่อมกลายเป็นการลงไม้ลงมือ

แล้วจู่ ๆ วันหนึ่งทุกอย่างก็จบลงอย่างกะทันหัน เฉินซีถูกพาตัวออกไปทั้งที่ยังไม่ได้สติและเมื่อรู้สึกตัวอีกครั้ง นางก็ถูกขายมาเป็นสะใภ้บ้านเซี่ยนี้แล้ว

จากคุณหนู…กลายเป็นสะใภ้ในบ้านยากจน จากคนที่เคยมีทุกอย่าง กลายเป็นคนที่ไม่มีอะไรเหลือนอกจากชุดเก่า ๆ และปิ่นปีกผมอันเดียวที่พวกนั้นไม่ยึดเอาไป

และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเฉินซีคนเดิมที่เย็นชา…แข็งกร้าว และไม่เชื่อใจใครอีกต่อไป

เฉินซีหยุดความคิดไว้เพียงเท่านี้ ก่อนจะชะลอฝีเท้าลงเล็กน้อย

ผิงอันวิ่งเข้ามาข้าง ๆ “พี่สะใภ้ ท่านคิดอะไรอยู่หรือ”

เฉินซีเหลือบมองก่อนจะตอบ “ไม่มีอะไร รีบไปกันเถอะวันนี้ต้องช่วยกันแบกตะกร้ากลับมาอีกเยอะ”

เมื่อมาถึงตลาดเฉินซีไม่ได้แวะดูร้านอื่นเหมือนครั้งก่อน นางเดินตรงไปยังร้านเครื่องจักสานทันที

ร้านเล็ก ๆ ริมทางเต็มไปด้วยตะกร้า กระบุง และเครื่องใช้จากไม้ไผ่กองเรียงกันเป็นชั้น ๆ มีชายแก่เคราขาวคนหนึ่งนั่งเฝ้าอยู่ด้านหน้า ดูแล้วน่าจะเป็นเจ้าของร้าน

“แม่หนูต้องการอะไร”

เฉินซีกวาดตามองครู่หนึ่งก่อนจะบอก “ข้าต้องการตะกร้าสำหรับใส่ของแห้ง ขนาดกลาง ขอร้อยใบเจ้าค่ะท่านลุง”

คำพูดนั้นทำให้คนขายชะงักไปทันที “ร้อย…ใบหรือ”

ผิงอันที่ยืนข้าง ๆ ยังเบิกตากว้าง “เยอะขนาดนั้นเลยหรือ…”

เฉินซีไม่เปลี่ยนสีหน้า“ใช่ มีหรือไม่”

ชายคนนั้นหัวเราะแห้ง ๆ “มี ๆ แต่ไม่ครบ” เขาหันไปชี้กองตะกร้าด้านหลัง

“ตอนนี้ในร้านข้ามีประมาณสี่สิบกว่าใบ ที่เหลือต้องให้คนงานสานเพิ่ม”

เฉินซีพยักหน้าเล็กน้อย “ใช้เวลานานแค่ไหนหรือ”

“ถ้ารีบหน่อยพรุ่งนี้ก็น่าจะครบ ... ทั้งหมดสองร้อยอีแปะ เจ้ารับทีละเยอะข้าลดให้เหลือร้อยเก้าสิบ”

เฉินซีคิดเพียงครู่เดียว “ได้ ข้ารับทั้งหมด”

คนขายรีบพยักหน้า “เช่นนั้นแม่นางจะมารับเองหรือ”

เฉินซีส่ายหน้า “ช่วยส่งทั้งหมดไปให้ข้าที่บ้านได้หรือไม่ท่านลุง”

ชายคนนั้นชะงักเล็กน้อย ก่อนจะถาม “บ้านเจ้าอยู่ที่ใดกัน”

“บ้านเซี่ย ... ท้ายหมู่บ้านซานเหอเจ้าค่ะ”

คนขายคิดครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้า “ได้ ข้าจะให้คนไปส่งให้พรุ่งนี้”

เฉินซีจึงหยิบเงินมัดจำออกมา “นี่ค่ามัดจำครึ่งหนึ่ง ที่เหลือจ่ายเมื่อของถึงเจ้าค่ะ”

คนขายรับเงินอย่างรวดเร็ว สีหน้าดีขึ้นทันที “ตกลง!”

ทั้งสามไม่เอาของมาด้วย แต่ให้ร้านส่งไปพร้อมกันทั้งหมด ระหว่างทางผิงจางยังคงตื่นเต้นไม่หาย

“พี่สะใภ้…เราจะใช้เยอะขนาดนั้นเลยหรือ”

เฉินซีหันไปมอง “อีกไม่นานเจ้าก็จะรู้” นางยิ้มกว้าง

แต่ผิงจางกลับหยุดฝีเท้าลงก่อนจะดึงชายเสื้อนางเอาไว้

“มีอะไรหรือผิงจาง”

“ข้าเคยเห็นลุงจางสานตะกร้าแบบนี้ เขาขายใบละสิบอีแปะเองนะขอรับ ที่ร้านนี้ขายแพงเกินไป”

เฉินซีรู้สึกทึ่งเล็กน้อย เพราะนางไม่คิดว่าผิงจางเด็กชายที่เพิ่งจะครบเจ็ดปี คนนี้จะรู้ความขนาดนี้

เฉินซีจึงย่อตัวลงเล็กน้อยก่อนบอกเขาตามตรงว่า “ข้ารู้ว่าที่หมู่บ้านเราก็มีคนทำเช่นกัน และราคาถูกกว่าถึงครึ่งหนึ่ง แต่ครั้งนี้พวกเรารีบใช้งานจึงต้องซื้อจากในตลาดไปก่อน หลังจากนี้ค่อยปรึกษาลุงผู้ใหญ่แล้วรับซื้อจากคนในหมู่บ้าน ผิงจางว่าดีหรือไม่”

“ดีขอรับ พี่สะใภ้จะได้เหลือเงินเพิ่มอีก”

“ผิงจางของข้าฉลาดจริง ๆ หากตั้งใจเรียนวันหน้าพี่สาวจะให้เจ้าได้เรียนในสำนักศึกษาแล้วไปสอบเป็นจองหงวนดีหรือไม่” เฉินซีพูดด้วยอารมณ์พาไปนางไม่ได้จริงจังกับการสอบนัก แต่นางก็จริงจังกับการส่งน้องชายไปร่ำเรียน

“ดีขอรับ ... ข้าจะไม่ทำให้พี่สะใภ้ผิดหวัง” นัยน์ตาของผิงจางมีความมุ่งมั่นละเอาจริงผุดขึ้นมา

“เช่นนี้พวกเราไปกินอาหารดี ๆ กันเถอะ พี่สาวจะเลี้ยงเอง ฮ่า ๆ”

ผิงอันที่ยืนฟังอยู่ด้านข้างรีบกระโดดขึ้นทันที “จริงหรือ! มีเนื้อไหม!”

เฉินซีเลิกคิ้วเล็กน้อย “เจ้าก็คิดถึงแต่เนื้อ”

“ก็…มันอร่อยนี่ขอรับ!” ผิงอันตอบหน้าตาใสซื่อ

ผิงจางหัวเราะเบา ๆ “ข้าก็ชอบเนื้อเช่นกัน”

“ต่อไปพวกเราจะต้องเหนื่อยขึ้นอีก แต่ก็ได้เงินมากเช่นกัน พวกเจ้าพร้อมหรือไม่”

“พร้อมแน่นอน”

เสียงสดใสของทั้งสามคนทำให้ผู้คนรอบ ๆ หันมามองด้วยความสนใจ บางคนก็ยิ้มตามโดยไม่รู้ตัว

หลังกินอิ่ม ทั้งสามคนลุกออกจากร้าน ผิงอันลูบท้องตัวเองเบา ๆ

“อิ่มมาก…”

ผิงจางก็พยักหน้าแต่ยังคงสำรวมมากกว่าน้องชาย

เฉินซีมองทั้งสองด้วยรอยยิ้ม นางพาเด็กทั้งสองไปที่แผงขายเนื้อที่เคยไปครั้งก่อน

“เถ้าแก่ เอาเนื้อชิ้นนี้ แล้วก็ไขมัน วันนี้เอากระดูกด้วยเจ้าค่ะ” นางชี้นิ้วสั่งเนื้อด้วยความคล่องแคล่ว

คนขายรีบจัดการให้ทันที “กระดูกนี่แถมให้ ... หนักหน่อยนะแม่นาง”

เฉินซียิ้มรับไม่ปฏิเสธ

หลังจากนั้นนางพาทั้งสองไปยังร้านขายผ้า ที่ร้านมีผ้าหลากสีถูกแขวนเรียงกันเต็มร้าน เฉินซีหยุดยืนเล็กน้อยก่อนจะหันไปมองเด็กทั้งสอง

“เลือกผ้าให้พี่ใหญ่ของพวกเจ้าสิ ข้าจำไม่ได้แล้วว่าเขาชอบแบบไหน”

คำพูดนั้นทำให้ทั้งผิงจางและผิงอันชะงัก “ให้…พี่ใหญ่หรือขอรับ”

“อืม ใช่สิ พี่ใหญ่ของพวกเจ้าใกล้จะกลับมาแล้ว เสื้อผ้าที่บ้านก็มีแค่ชุดเก่า ๆ ”

ผิงอันรีบวิ่งเข้าไปดูผ้าทันที “เอาสีนี้ดีไหม!”

เขาชี้ผ้าสีสดใสเกินไปเล็กน้อย

ผิงจางขมวดคิ้ว “พี่ใหญ่ไม่ชอบสีแบบนี้…” เขาเดินไปเลือกอีกผืนหนึ่ง สีเข้ม เรียบกว่า “ข้าว่าแบบนี้เหมาะกว่า”

ผิงอันทำหน้าคิดหนัก “จริงหรือ…”

สุดท้าย ผิงจางหยิบผ้าสีเข้มเนื้อดีขึ้นมาผืนหนึ่ง ยื่นมาตรงหน้าเฉินซี

“เอาผืนนี้เถอะขอรับ”

ผิงอันพยักหน้าตาม “อืม ๆ พี่ใหญ่ต้องชอบ”

เมื่อออกจากร้านสองพี่น้องยิ้มกว้างยิ่งกว่าตอนที่เฉินซีซื้อเสื้อผ้าให้พวกเขาเสียอีก

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel