ตอนที่ 9 ไม่เต็มใจ?
สายตาสองคู่สบกัน คนตัวเล็กที่ตอนนี้แววตาแข็งกระด้าง ความรู้สึกข้างในมันปั่นป่วนไปหมดทั้งโกรธทั้งอายและสับสน เขารู้มาโดยตลอดว่าเขากับเธอในคืนนั้น… และยังเนียนตีหน้าเฉย
คงคิดหัวเราะเยาะเธออยู่ในใจ
คงเห็นเธอเป็นตัวตลกสินะ
และทำไมถึงเป็นเขา ทำไมโลกมันกลมขนาดนี้
คำถามมากมายวิ่งแข่งกันอยู่ในหัว
จักรพรรดิมองบัตรที่เธอกำแน่นอยู่ในมือและท่าทีไม่พอใจของหญิงสาว หล่อนคงจำได้แล้วและรู้แล้วว่าเป็นเขา หรี่ตามองคนตัวเล็กที่ไม่ยอมละสายตาจากใบหน้าคม
“บัตรพนักงานของฉันมาอยู่กับคุณได้ยังไง”
เธอเปลี่ยนสรรพนามแทนตัวเองทันที ยื่นบัตรที่กำแน่นในมือให้เขาดู ท่าทีของหญิงสาวเหมือนเติมเชื้อไฟใส่เตาที่กำลังคุกรุ่นอยู่รอการลุกโชนแบบไม่รู้ตัว
“ผมต่างหากที่ต้องถามคุณ”
“หมายความว่ายังไง?”
“แล้วคุณล่ะหมายความว่ายังไง?”
“คุณมีเงินท่วมหัวจะซื้อกินกี่ร้อยคนก็ได้ ทำไมต้องเลือกคนที่ไม่เต็มใจด้วย”
และไฟที่ปะทุอยู่ก็ลุกโชนขึ้นมาทันทีที่ได้ยินคำนี้จากปากเธอ “คนที่ไม่เต็มใจ” นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ถูกผู้หญิงตัวเล็กแถมโนเนมอีกต่างหาก ตีแสกหน้าด้วยถ้อยคำ ทำให้เลือดในกายเขาวิ่งพล่าน สูดลมหายใจเข้าปอดให้ลึกที่สุดและกดข่มอารมณ์นั้นไว้
“ไม่เต็มใจเหรอ?” เขาหรี่ตามองและแค่นหัวเราะมุมปากกระตุก
“ดี”
“ดูซิเจอไอ้พีแล้วจะตีหน้ายังไง”
ว่าแล้วก็คว้าข้อมือเล็กลากจนตัวปลิวก้าวขายาวเดินดุ่ม ๆ ออกมาจากคอนโด จนคนโดนลากแทบหัวคะมำ
“ปล่อย”
กุลวดีตะเบ็งเสียง คำพูดของเธอเหมือนเข้าหูซ้ายและทะลุออกหูขวา ทั้งสะบัดทั้งแกะมือใหญ่ที่ล็อกมือเธออยู่ออกไปแต่ไม่เป็นผล แต่เหมือนยิ่งดิ้นมันยิ่งแน่นขึ้นจนต้องนิ่วหน้าด้วยความเจ็บ
“ฉัน…เจ็บ”
แหงนหน้าจ้องคนตัวสูงข้างหน้าสายตาท้าทายเขาอย่างไม่เกรงกลัวเมื่ออยู่ในลิฟต์ต์แต่เขาก็ยังไม่ปล่อยมือเธอให้เป็นอิสระ ออกจากลิฟต์ต์ก็ลากตรงต่อไปที่รถยัดเธอเข้าไปด้านในและปิดประตู เดินกลับมาฝั่งคนขับยังไม่ทันจะเปิดประตูเข้าไป หญิงสาวที่เพิ่งถูกยัดเข้าไปก็เปิดประตูออกมาก้าวขาฉับ ๆ เดินออกไปทันที แค่เพียงไม่กี่ก้าวคนขายาวก็ตามทันคว้ามือกระชากเข้ามาใกล้ตัว
“ถ้ายังไม่หยุดพยศจะลากไปจูบโชว์ในป้อมยาม เอาไหม๊?”
“หรือจะเอาตรงนี้?”
คำขู่ของเขาได้ผล หญิงสาวไม่กล้าประเมินความบ้าของเขา ครั้งนี้หล่อนจะยอมให้ก่อน ม้าพยศนิ่งสนิท แต่อย่าคิดว่าจะยอมง่าย ๆ หล่อนคิดในใจ
ถึงโรงแรมกดโทรศัพท์หาเพื่อน ก่อนจะลากคนตัวเล็กไปตามอารมณ์เหมือนสิ่งไม่มีชีวิต และตรงไปห้องทำงานของพีรภัส ผ่านหน้าจุดประชาสัมพันธ์ทุกสายตาจับจ้องมาที่สองหนุ่มสาวที่ฉุดกระชากลากดึงกันไป ต่างซุบซิบเมื่อเห็นภาพตรงหน้า เหวี่ยงคนตัวเล็กลงนั่งที่โซฟา ท่ามกลางสายตาของพีรภัสที่ขมวดคิ้วงุนงงกับอาการป่าเถื่อนของเพื่อนรัก
“เฮ้ย ๆ ๆ อะไรวะ ใจเย็น ๆ” พีรภัสลุกจากโต๊ะทำงาน
“ไหนลองบอกมาซิผู้หญิงคนนี้มาอยู่ในห้องกูได้ยังไง คืนนั้น”
ยืนเท้าสะเอวขมวดคิ้วอย่างหัวเสีย ถามพีรภัส
“กูจะรู้ได้ไง”
คนถูกถามที่งงเป็นไก่ตาแตก หน้าตาเหลอหลา
“ก็มึงเป็นคนหามา”
ตะคอกเสียงดังใส่ตัวการต้นเรื่อง ทั้งที่บอกแล้วว่าไม่ต้องการยังจะยัดเยียดมาให้จนเป็นเรื่องอยู่ตอนนี้
“กูเปล่า”
พีรภัสผู้น่าสงสารยังมึนตึ้บจับต้นชนปลายไม่ถูก
“ไอ้พี” เสียงสูงตะคอกเพื่อน
“อะไร้..งงไปหมดแล้วเนี่ย” พีรภัสสวนทันควัน
“คุณรู้จักผมเหรอ?”
พีรภัสชี้นิ้วมาที่ตัวเองหันไปถามหญิงสาวที่งงไม่แพ้กัน กุลวดีส่ายหน้าตอบ เขาทำอะไรของเขา และมันเกี่ยวอะไรกับผู้ชายตรงหน้าคนนี้
“เธอขึ้นไปหากูบนห้องหลังงานเลี้ยงคืนนั้น เพราะแกเป็นคนติดต่อเองไม่ใช่เหรอ มาวันนี้บอกไม่สมยอม” แวบหางตาไปมองหญิงสาว
“แล้วโยนความผิดให้กู” ชี้นิ้วจิ้มที่หน้าอกตัวเอง
“แกไม่ได้จ่ายค่าแรงเธอหรือไง?”
“เหอะ”
แค่นหัวเราะในลำคอหัวคิ้วยังไม่คลายออกจากกัน
“นี่คุณ” หญิงสาวเสียงสูงลุกขึ้นยืนทันที
“หลังงานเลี้ยงกูติดต่อเด็กไว้จริงแต่เป็นน้องเชอรี่ ไม่ใช่คนนี้”
พีรภัสที่เรียบเรียงเรื่องราวได้แล้วอธิบาย จักรพรรดิหันขวับมามองทันทีในห้องปกคลุมด้วยความเงียบ
“เปิดกล้อง” เขาส่งเสียงเข้ม
“กล้องอะไร้…” พีรภัสลากเสียงยาว
“กล้องวงจรปิดไง” สองเพื่อนซี้ตะเบ็งเสียงแข่งกัน
เมื่อทุกอย่างไม่ทุกเคลียร์พีรภัสต้องเปิดดูภาพจากกล้องวงจรปิดในคืนนั้น เพื่อยุติพายุลูกนี้ กุลวดีก็ใจเต้นตุ้ม ๆ ต่อม ๆ กับเหตุการณ์ในคืนนั้นที่ความจำมันขาด ๆ หาย ๆ แต่ก็ดีเหมือนกันทุกอย่างจะได้กระจ่างเสียทีให้มันรู้กันไป
พีรภัสเริ่มไล่หาจากช่วงเวลาที่งานเลี้ยงจบ และก่อนที่จักรพรรดิจะเข้าห้องพักในคืนนั้น ภาพจากกล้องวงจรปิดของโรงแรม หญิงวัยกลางคนสองรายที่กึ่งลากกึ่งหิ้วปีกหญิงสาวในชุดนักศึกษา ซึ่งดูจากสภาพก็พอประเมินออกว่าดูแลตัวเองไม่ได้ เข้าไปในห้องพักของเขาในคืนนั้น ชายหนุ่มหยุดภาพและขยายดูหน้าหญิงสาวในจอ ก่อนจะหันขวับมามองเจ้าของร่างที่อยู่นอกจอพร้อมกัน
ส่วนหญิงสาวที่ยืนนิ่งเงียบมองภาพตัวเองในจอ ชาวาบไปทั้งหน้า ขาสั่นและอ่อนแรงแทบยืนไม่อยู่ ปากสั่น น้ำใส ๆ เอ่อล้นขอบตา ถึงแม้จะรู้ว่าแม่ไว้ใจไม่ได้ แต่ไม่คิดว่านางจะทำได้แบบไม่สะทกสะท้านกับผู้เป็นลูกได้ขนาดนี้ และยืนนิ่งอึ้งอยู่อย่างนั้น และภาพต่อมาคือพนักงานของโรงแรมหิ้วปีกกึ่งพยุงจักรพรรดิตามเข้าห้องไป
“คุณโดน…วางยาเหรอ?” พีรภัสอึกอักถามไม่เต็มเสียงนัก
“แล้วป้าสองคนนี้เป็นใคร?” เจ้าของโรงแรมขมวดคิ้วบ่นพึมพำ
“โรงแรมแกยังปลอดภัยอยู่ไหม๊?” จักรพรรดินิ่วหน้าถาม เสียงอ่อนลงมากมองใบหน้าซีดเผือดของหญิงสาวตรงหน้าที่ตอนนี้น่าจะเหลือแค่สองนิ้ว
“ฉันเป็นคนสั่งให้เด็กเปิดห้องไว้เอง แล้วเชอรี่ไปไหน”
พีรภัสพูดพลางกดย้อนดูภาพในจอกลับไปกลับมา
“นี่ไง เดินเข้าห้องนี้”
สายตาที่จับจ้องอยู่ที่หน้าจอ เมื่อเจอคำตอบที่ค้นหา
“ผิดห้องเหรอ?”
กุลวดีแย่งเม้าท์จากมือพีรภัสเลื่อนกดกลับไปกลับมาดูภาพในจอ และหยุดอยู่ที่ภาพร่างชายสูงอายุมีพุง ก่อนขยายภาพให้ใหญ่ขึ้น
“ไอ้ประพันธ์” เสียงลอดไรฟันและขบกรามแน่น
ก่อนหันมามองเจ้านายหนุ่ม จ้องหน้าเขาไม่วางตา ริมฝีปากปิดสนิท คางสั่น หัวใจเต้นแรงแทบทะลุออกมาข้างนอก รู้สึกอับอายแทบแทรกแผ่นดินหนี จนไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
“พอใจคุณรึยัง?”
“ทำไมไม่ลากฉันไปกลางสี่แยกจับแก้ผ้ามัดไว้ที่เสาไฟจราจรเลยล่ะ”
“จะได้อับอายสมใจคุณ”
ก่อนจะสะบัดตัวออกห้องไป อีกทั้งความรู้สึกที่สับสนปนเปกันไปหมด ต่อไปจะมองหน้าเขายังไง ใส่ร้ายเขาว่าฉวยโอกาส ที่ไหนได้ตัวเองโดนแม่วางยาส่งมาขัดดอกให้เสี่ยเงินกู้ คงสมใจเขาแล้วที่ทำให้หล่อนอับอายได้ เดินจ้ำอ้าวออกจากโรงแรมไป
จักรพรรดิไม่เดินตาม ปล่อยให้เธออยู่ตามลำพังคงกำลังสับสน แม้ใจในจะแอบห่วงคนตัวเล็กอยู่ไม่น้อย
“อย่าให้ภาพนี้หลุดออกไปล่ะ”
“แกไปหาคำตอบให้ฉันด่วนว่าสองป้านี่เป็นใคร แล้วเกี่ยวอะไรกับกุลวดี” สั่งพีรภัสด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ไม่งั้นฉันจะฟ้องโรงแรมแกเรื่องความปลอดภัยของลูกค้า”
“ให้มันน้อย ๆ หน่อยไอ้เสือ”
แม้จะรู้ว่าเพื่อนไม่ได้พูดจริงแต่เหตุการณ์แบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้นที่นี่ โรงแรมหรูห้าดาว ที่ระดับการรักษาความปลอดภัยเป็นอันดับต้น ๆ แล้วมันเกิดขึ้นได้ยังไง
