ตอนที่ 7 ร้ายพอตัว
กลิ่นหอมจากหม้อข้าวต้มในครัวโชยเข้าจมูก กุลวดีพาร่างที่เพิ่งตื่นอย่างงัวเงียเดินออกจากห้องเพราะความกระหายน้ำอย่างรุนแรง และตรงไปที่ห้องครัว หล่อนหลับสนิทตลอดทั้งคืนด้วยฤทธิ์เหล้าปั่นผลไม้หลายขนาน บวกกับไวน์ที่เจ้านายหนุ่มส่งเข้ามาให้ในห้องคาราโอเกะเมื่อคืน ตีกันอลเวงอยู่ในหัวตอนนี้ อาการปวดตุบ ๆ ที่ขมับทั้งสองข้างจนต้องหายากินเพื่อคลายมันออก
เมยาวียืนหันหลังคนหม้อข้าวต้มอยู่ในครัว หันมามองตามเสียงฝีเท้าที่เดินเข้ามา และชะงักกับภาพตรงหน้ากับสภาพของผู้เป็นน้องที่ยืนกะพริบตาปริบ ๆ สะลึมสะลืออยู่ ผมยาวสลวยของหล่อนตอนนี้ฟูฟ่องเหมือนรังนกโดนไฟช็อต และยังอยู่ในเสื้อผ้าชุดเดิมที่เธอเปลี่ยนให้ตั้งแต่เมื่อคืน เบ้าตาดำเหมือนหมีแพนด้าและรอยมาชคาร่าสีดำจากขนตาที่เปื้อนยาวจนเกือบถึงขมับ แถมริมฝีปากบางที่เผยอขึ้นเล็กน้อยจากอาการตกใจที่เจอผู้เป็นพี่ ลิปสติกสีจืดจางเลอะรอบปากเหมือนเด็กที่กินน้ำแดงจนเลอะเทอะ
“มายด์หิวน้ำ”
เสียงอ่อยและยิ้มแห้ง ๆ ลุ้นอยู่ว่าจะโดนดุอีกไหม เดินไปที่ตู้เย็นรินน้ำใส่แก้ว พร้อมเสียงดื่มน้ำอึกใหญ่ติดต่อกัน เป่าปากถอนหายใจ
“กินข้าวต้มร้อน ๆ จะได้สบายท้อง”
เมยาวีเอ่ยขึ้นและตักข้าวต้มใส่ชามวางบนโต๊ะในครัว หลังจากมองการกระทำของหญิงสาวตรงหน้า และพยายามชินกับพฤติกรรมนี้ของกุลวดีให้ได้ เด็กดีที่หัวดื้อ สมัยเรียนที่มหาวิทยาลัยหล่อนก็แอบไปดื่มกับเพื่อนๆ แบบนี้จนต้องหามกลับมาบ่อยครั้ง และก็โดนดุทุกครั้ง และก็ยังทำอีกทุกครั้ง และเธอที่ดุน้องทุกครั้งก็ต้องมาทำข้าวต้มให้อีกทุกครั้งเช่นกัน
“รีบกินแล้วไปอาบน้ำ สภาพอย่างกับไปออกรบมา”
ส่ายหน้าอย่างเหนื่อยใจ
“ขอบคุณค่ะ” หน้าเจื่อน ๆ
ผู้เป็นพี่ถอนหายใจขี้เกียจจะดุให้เมื่อยปากแล้ว ปล่อย ๆ ไปบ้างเหมือนทวีบอกก็ดีเหมือนกัน หล่อนโตแล้วบางทีคงอยากทำอะไรตามใจตัวเองบ้าง ตราบใดที่ยังไม่เกินเบอร์เธอก็จะหลับตาไว้ข้างหนึ่งก็แล้วกัน
เมยาวีเดินออกจากในครัว สวนกับจักรพรรดิที่กำลังเดินเข้ามาพอดี คนที่กำลังตกข้าวต้มเข้าปากชำเลืองมองด้วยหางตา ปะติดปะต่อภาพขาด ๆ หาย ๆ ของเมื่อคืน ภาพตัดตอนขึ้นนั่งรถเขา และหลังจากนั้นก็ดับสนิทนึกอะไรไม่ออก มองร่างสูงที่ชงกาแฟไม่พูดไม่จาตรงหน้า ต่างคนต่างแอบชำเลืองดูกันและกัน
“ที่ห้อง…น้ำไม่ไหลเหรอ?”
เขาเอ่ยหลังจากจัดแจงกาแฟให้ตัวเองเรียบร้อย มือถือแก้วกาแฟยืนพิงกึ่งนั่งกับขอบโต๊ะ กุลวดีหันไปมองหน้าเขาและหันกลับมาก้มลงมองดูตัวเอง ยกมือขึ้นลูบผมที่ฟูฟ่องบนหัวให้ยุบลง เธอลืมสำรวจตัวเองก่อนออกจากห้องเพราะความกระหายน้ำ แต่ไม่เห็นต้องทักขนาดนี้ก็ได้มั้ง หญิงสาวนั่งตัวตรงไม่ขยับกลอกตาไปมาเลิ่กลั่ก
“ผมว่าคุณควรกินให้น้อยลงนิดนึงนะ” เขาหลุบตามองชามเข้าต้ม
“ตัวคุณหนักไปหน่อย” และถือแก้วกาแฟเดินออกห้องครัว พร้อมรอยยิ้มที่มุมปาก เขาหมายความว่ายังไงตัวหนักไปหน่อย หรือว่าเมื่อคืน….
เธอเป่าปากผ่อนลมหายใจ ไม่รู้ว่าทำอะไรน่าขายหน้าไปบ้าง ก่อนรีบลุกกลับห้องอาบน้ำชำระร่างกาย
บรรยากาศในที่ทำงานเริ่มคึกคักอีกครั้ง เมื่อเข้าสู่ฤดูกาลปรับเลื่อนตำแหน่งและฐานเงินเดือนประจำปี ต่างฝ่ายต่างรวบรวมผลงานเพื่อนำเสนอผู้บริหาร ทวีดึงจักรพรรดิขึ้นเป็นรองประธาน ชายหนุ่มไม่ได้ไปมือเปล่าแต่เหน็บเลขาคนเดิมติดมือไปด้วย และตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายการตลาดก็ว่างลง ซึ่งยังไม่ผ่านการอนุมัติจากประธาน เนื่องจากยังไม่มีผู้เหมาะสม
สองผู้ช่วยหนุ่มสาวกุลวดีและอภินันท์สาละวนอยู่ในห้องรับรองตั้งแต่เช้า กับการเตรียมความพร้อมรับแขกของประธานที่จะเข้าพบในวันนี้
“ใครจะมาเหรอคะคุณซัน?”
กุลวดีหันไปถามผู้ช่วยหนุ่มของท่านประธาน หลังจากถูกขอความช่วยเหลือให้ช่วยจัดเตรียมความพร้อม ที่แขกของทวีจะเข้าพบในช่วงสาย และกำชับให้รองประธานให้เข้าร่วมด้วย
“คุณวศินเจ้าของธุรกิจส่งออก ที่เป็นคู่ค้ากับท่านประธานตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทเลยครับ”
“คุณมายด์คงยังไม่เคยเจอ”
“อ๋อ ค่ะ” พยักหน้า
เสียงสนทนาบวกกับเสียงหัวเราะประสานกันเป็นพัก ๆ ดังออกมาจากห้องรับรองที่อภินันท์และกุลวดีเดินเข้าเดินออกเป็นว่าเล่น หยิบโน่นจับนี่เข้าห้องรับรองมือเป็นระวิง เนื่องจากสองผู้สูงวัยที่ไม่ได้พบปะกันเป็นเวลานาน และมีของมาอวดกันอย่างสนุกสนานเหมือนวัยรุ่นที่ขิงของสะสมกันมากกว่าการคุยเรื่องธุรกิจ
ด้านข้างของผู้สูงวัยที่มาเยือน คือสาวสวยที่นั่งวางท่าเหมือนพญาหงส์ ดีไซเนอร์ป้ายแดง ดีกรีนักเรียนนอกที่เพิ่งกลับเมืองไทย ตามคำบอกเล่าของผู้เป็นบิดา
“ยัยพั๊นซ์เค้าร้อนวิชาอยากเปิดสตูดิโอเสื้อผ้าที่ออกแบบเอง”
“ผมก็นึกถึงเอเจนซี่กิตติณรงค์อันดับแรกเลยนะ” วศินพูดเอาใจทวี
“เห็นข่าวบอกว่าคุณทวีวางมือเรื่องโฆษณาให้ลูกชายมารับช่วงต่อเหรอครับ”
“ใช่ครับ เด็ก ๆ สมัยนี้เขาเก่งเรียนรู้เร็ว”
“อีกหน่อยคงวางมือทุกอย่างแล้วอยู่บ้านรอเลี้ยงหลานน่าจะเหมาะกว่า” ทวีพูดพลางหัวเราะ
“วันนี้ไม่อยู่เหรอครับ? อยากเจอรองประธานคนใหม่สักหน่อย ยังไม่เคยเจอตัวจริงเลย”
ประตูห้องรับรองถูกเปิดออกพร้อมบุคคลที่กำลังถูกพูดถึงเดินเข้ามาตรงหน้า สองผู้สูงวัยแนะนำหนุ่มสาวให้ทำความรู้จัก สถานะโสดของหนุ่มสาวดูจะเป็นจุดสนใจของผู้เป็นพ่อทั้งสองฝ่าย ต่างทาบทามให้เป็นทองแผ่นเดียวกันกระเซ้าเย้าแหย่ทีเล่นทีจริง จนสาวมั่นลอบมองใบหน้าคมคายอย่างพึงใจ โดยเฉพาะความเฉยชาจากใบหน้าอันหล่อเหลาของชายหนุ่ม ที่ดูจะไม่สนใจในความสวยสะพรั่งของหล่อนเอาเสียเลย ไม่มีสักรายที่จะมองเมิน “พรรณราย” แบบนี้
จนเวลาล่วงเลยไปเกือบบ่าย ทวีและวศินที่ขอตัวไปทำธุระต่อ จักรพรรดิที่ต้องพาพรรณรายออกไปกินข้าวข้างนอกเพื่อสร้างความคุ้นเคยก่อนร่วมงานเป็นเอเจนซี่สตูดิโอเสื้อผ้าใหม่ของเธอ และเป็นการพูดคุยคร่าว ๆ เรื่องสโคปงานก่อนเริ่มงานจริงในอีกไม่นาน ถึงแม้จะขึ้นนั่งตำแหน่งรองประธานแล้ว แต่ก็ยังต้องดูงานของฝ่ายการตลาดพ่วงด้วย เพราะยังไม่มีใครเหมาะมานั่งเก้าอี้ตามทัศนะของทวีได้
“มายด์เหรอคะ?” กุลวดีจิ้มนิ้วที่กลางอกตัวเองหลังจากที่อภินันท์พูดจบ
“ครับ คุณจักรพรรดิให้ลงไปตอนนี้เลย รออยู่ที่รถแล้วครับ”
พรรณรายดูจะผิดหวังที่คิดว่าจะได้ทำความรู้จักกับชายหนุ่มตามลำพัง แต่เขากลับพ่วงเลขาตามมาร่วมโต๊ะอาหารกลางวันด้วย ถึงแม้จะไม่พอใจแต่พยายามเก็บอาการไว้
หลังจากที่ชายหนุ่มขอตัวเข้าห้องน้ำ สองสาวที่อยู่กันตามลำพังที่โต๊ะอาหาร พรรณรายกอดอกและมองหน้ากุลวดี มองเลยตั้งแต่ศีรษะและหลุบตาลงต่ำ มองการแต่งตัว ก่อนมุมปากจะกระตุกและเบือนหน้าหนี มีแค่คนโง่เท่านั้นที่ไม่รู้ว่าหล่อนเหยียด ช่างเถอะยังไงเสียหล่อนก็เป็นลูกค้า และเราก็อยู่ในหน้าที่
“เธอเป็นเลขาเขาเหรอ?”
พรรณรายพูดและช้อนตามองคู่สนทนาที่เธอไม่ได้ยินดีจะสนทนาด้วยสักเท่าไหร่ ถามทั้งที่รู้คำตอบอยู่แล้ว แต่ยังไม่ทันจะตอบ หล่อนก็ถามคำถามใหม่ทันที
“ทำงานมากี่ปีแล้ว?”
“ยังไม่ถึงปีค่ะ” ยิ้มหน้านิ่ง
“เด็กเส้นเหรอ?” คนถูกถามเงยหน้าขึ้นมองคู่สนทนาทันที
“ขอโทษด้วยนะที่ต้องถามตรง ๆ ฉันคนตรงน่ะ เห็นบอกว่าทำงานได้ไม่นานไม่น่าจะมาอยู่จุดนี้ได้”
ความหมายของหล่อนกุลวดีพอจะเข้าใจ ลองอยู่นอกหน้าที่สิแม่ไม่ปล่อยให้ลอยหน้าอยู่แบบนี้หรอก ทำไมจะมองไม่ออกว่าหล่อนจ้องจะกินเจ้านายเธอ สายตาหล่อนเชื้อเชิญขนาดนั้นเด็กปฐมยังเข้าใจได้เลยว่าหล่อนอ่อย จะทอดสะพานหรือยั่วยวนผู้ชายก็ทำไปสิ จะมาจิกกัดคนอื่นทำไม
“ไม่เป็นไรค่ะ” ยิ้มสวยให้
“จริง ๆ ดิฉันก็ไม่อยากอยู่ตรงจุดนี้หรอกค่ะ”
“กลัวทำงานได้ไม่ดีเพราะประสบการณ์ยังมีไม่มาก”
เธอพูดเสียงนุ่มนวลอย่างสุภาพ
“แต่คุณจักรพรรดิขอดิฉันกับท่านประธานให้มาเป็นเลขาน่ะค่ะ”
“เลยไม่รู้จะปฏิเสธยังไง”
พูดพลางยกแก้วน้ำขึ้นดื่มและส่งยิ้มให้พรรณราย คู่สนทนาถึงกับหายใจติดขัด และควบคุมลมหายใจให้เป็นปกติ เมื่อรู้ตัวว่าถูกตอกหน้าเสียแล้ว
“แต่วันนี้ถ้าฉลาดเธอก็ไม่ควรมา”
หล่อนยิงตรงประเด็นไปเลยก็แล้วกัน อย่าคิดจะเล่นกับพรรณรายถ้าไม่แน่จริง
“ถ้าทำให้คุณพรรณรายไม่พอใจดิฉันต้องขอโทษด้วยนะคะ”
ก้มศีรษะเล็กน้อยเป็นการขอโทษ
“แต่ต้องขอรายงานเจ้านายก่อนถึงจะกลับได้ค่ะ” ใบหน้าสวยยังยิ้มอยู่ แค่ผู้ชายที่เพิ่งรู้จักกันจำเป็นต้องออกตัวแรงขนาดนี้เลยเหรอ
ชายหนุ่มที่เดินกลับโต๊ะพร้อมกับความเงียบที่รับรู้ได้ทันทีว่าต้องมีอะไร
“คุณพรรณรายมีเรื่องส่วนตัวจะคุยกับท่านรองตามลำพัง”
เธอเปลี่ยนสรรพนามใหม่เรียกเขาอีกแล้ว
“ดิฉันขอตัวกลับก่อนนะคะ”
เธอทิ้งบอมไว้ ยิ้มและลุกขึ้นยืนโค้งศีรษะเล็กน้อยก่อนเดินออกจากร้านอาหารไป ไม่รอให้เขาอนุญาตด้วยซ้ำ ชายหนุ่มที่กำลังงุนงง จะตะโกนเรียกก็กระไรอยู่ ในร้านลูกค้าก็เยอะแยะ หญิงสาวเดินออกไปไม่หันกลับมามองแม้แต่น้อย ไฮโซผู้ดีอะไรกันทำตัวอย่างกับนางร้ายในละคร นี่ขนาดเพิ่งเจอกันวันแรกยังขนาดนี้ หากมาร่วมงานกันจะขนาดไหน
นี่เขาจะให้หล่อนรู้สึกแย่ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มโปรเจคเลยหรือไง ผู้หญิงให้ท่าขนาดนี้ยังจะลากลูกน้องมาให้อึดอัดอีก ดูสีหน้าแววตาก็รู้อยากกินเจ้านายหล่อนจนตัวสั่น คิดแล้วก็พาลถึงตัวต้นเหตุ จักรพรรดิมองตามร่างเล็กที่เดินออกไปอย่าง งง ๆ หล่อนเป็นอะไร และหันกลับมามองพรรณราย
“มีอะไรจะพูดกับผมเหรอครับ?”
พรรณรายอึกอักตอบ ไม่คิดว่าหล่อนจะโยนมาให้แบบนี้ และที่สำคัญยัยเลขานั่นไม่รอให้เขาอนุญาตก่อนออกไปด้วยซ้ำ ยัยเด็กนี่ถือดีไม่เบา คงร้ายพอตัวอยู่ ก่อนหาคำพูดมากมายมาสนทนากับชายหนุ่มตรงหน้า ที่ฟังกี่ประโยคก็ไม่เห็นว่าจะเป็นเรื่องส่วนตัวที่สำคัญต้องคุยกันตามลำพังเลยสักเรื่อง
