ตอนที่ 6 ตัวตนที่ไม่เคยเห็น
สวนอาหารในพื้นที่เดียวแต่แบ่งเป็นสามโซนสามสไตล์ มองจากด้านนอกจะเหมือนรีสอร์ทเสียมากกว่าเพราะปกคลุมไปด้วยต้นไม้ที่ให้ร่มเงาและความร่มรื่น ด้านซ้ายเป็นซุ้มดนตรีเล็ก ๆ ที่นักดื่มสามารถขึ้นร่วมสนุกแจมกับนักดนตรีบนเวทีได้
ตรงกลางเป็นมุมทานอาหารและมุมดื่มแบบนั่งชิวพูดคุยพักผ่อน ตกแต่งด้วยไม้ประดับเขียวชอุ่มให้ความร่มรื่นสบายตา ส่วนมากโซนนี้ลูกค้าจะมาในช่วงกลางวันและหัวค่ำเสียมากกว่า
โซนด้านขวาเป็นห้องกระจกคาราโอเกะ หลายห้องเรียงกัน ประดับด้วยโคมไฟแสงสีนวลอ่อนตามทางเดินแค่พอสลัว ๆ สร้างบรรยากาศสำหรับผู้ครองไมค์ และไฟแสงสีระยิบระยับที่ประดับตามต้นไม้ตกแต่งกิ่งคล้ายต้นคริสต์มาสของซานต้าครอส
กุลวดีหย่อนก้นลงนั่งตรงข้ามเขา
“รับอะไรดีคะ? เดี๋ยวมายด์สั่งให้ค่ะ”
“ไม่เป็นไร เดี่ยวเพื่อนผมมาค่อยสั่งก็ได้ คุณไปเถอะ”
“มีอะไรเรียกมายด์ได้ตลอดนะคะ” เธอพูดเหมือนอยู่ในหน้าที่ก่อนเดินออกจากโต๊ะไป
กุลวดีเดินกลับมาที่ห้องคาราโอเกะปล่อยจอยกับเพื่อน ๆ มองออกไปที่โต๊ะเขาอีกครั้ง มีสาวสวยหนุ่มหล่อสามสี่รายนั่งรวมโต๊ะกับเขาอยู่ ท่าทีคุ้นเคยสนิทสนม ก็ดีเหมือนกันจะได้หมดหน้าที่ดูแลเจ้านายในตอนเลิกงาน ขอจัดเต็มไปสักวันก็แล้วกันแถมกินฟรีไม่ต้องแชร์อีกต่างหาก
จักรพรรดิที่มองเข้าไปในห้องกระจกคาราโอเกะที่เธอเลื่อนม่านมาปิด แต่ศิวัฒน์ก็เลื่อนเปิดออก แข่งกันเลื่อนปิดเลื่อนเปิดอยู่พักใหญ่ สุดท้ายก็แพ้ศิวัฒน์ที่อยากมองบรรยากาศข้างนอกห้องเผื่อมีสาวสวยผ่านตามาให้เห็น
ภาพเลขาหน้าตาจริงจังเวลาที่อยู่กับเขาในที่ทำงาน ตอนนี้หัวเราะจนตัวงอกับเพื่อน ๆ มือที่ถือไมค์ไม่ยอมวาง ทั้งปล่อยสเต็บแดนซ์อย่างสุดเหวี่ยงกับชิดสุดา เผลอมองเธออยู่อย่างนั้นอย่างลืมตัวและหัวเราะเบา ๆ คนเดียวจนสมาชิกร่วมโต๊ะหันมามอง
เวลาล่วงเลยไปจนถึงปิดร้าน และนักร้องครองไมค์ที่ลืมเจ้านายหนุ่มไปเสียสนิท กุลวดีเดินออกจากห้องน้ำสอดส่ายสายตาหาเจ้านายหนุ่มตรงเก้าอี้จุดเดิมที่เขานั่งอยู่แต่ไม่มีร่างของเขาอยู่แล้ว
“กลับหรือยัง?”
เสียงมาจากด้านหลังหญิงสาว เธอหันกลับมามองและส่งยิ้มเหมือนเด็ก ๆ ใบหน้าสวยตอนนี้แดงระเรื่อทั้งสีแก้มและริมฝีปาก
“มายด์นึกว่าคุณกลับไปแล้ว” ส่งยิ้มและถ่างตาให้เปิดอย่างยากลำบาก
สภาพของพนักงานที่ยืนเรียงกันเพื่อขอบคุณเจ้านายหนุ่ม สำหรับการเป็นเจ้ามือคาราโอเกะในวันหยุดสุดสัปดาห์นี้ ช่างแตกต่างกับขามาโดยสิ้นเชิง เรืองยศที่ยืนไขว้ขาพิงไหล่ศิวัฒน์ ที่เอาแต่บอกรักกุลวดีทุกห้านาทีแลกกับมะเหงกจากมือเล็กของหล่อนแต่ก็ยังไม่เข็ด ชิดสุดาและเอมอรที่หัวเราะตลอดเวลาโดยที่ไม่มีเรื่องตลก จักรพรรดิรับคำขอบคุณจากลูกน้องที่โค้งคำนับซ้ำ ๆ จนต้องเดินออกมา
กุลวดีเดินตามร่างสูงไปที่ลานจอดรถอย่างตั้งใจยิ่งกว่าการร้อยด้ายใส่รูเข็มเสียอีก รองเท้าส้นสูงที่เคยสนิทกันดีตอนนี้เหมือนไม่เคยรู้จัก ทำไมมันไม่แข็งแรงเอาเสียเลย เหมือนปลายแหลมของส้นรองเท้ามันแกว่งได้ เดินไปไม่กี่ก้าวก็พลิกเอียงและคอยแต่จะสะดุด
คนที่เดินข้างหน้าก็เหมือนไปลงแข่งเดินเร็ว สุดท้ายตัดสินใจถอดส้นสูงเจ้าปัญหาออก แม้แต่สายรัดส้นรองเท้ายังแน่นสนิทเหมือนทากาวติดกับเนื้อเท้าไว้ จนต้องนั่งพับเพียบที่ลานจอดรถและแกะออก แค่การถอดรองเท้าทำไมต้องยากเย็นขนาดนี้ นี่ถ้าเขาไม่อยู่รอรับ เธอคงนั่งแท็กซี่ไปค้างบ้านชิดสุดาสบายใจไปแล้ว ไม่ต้องมาลำบากแถมยังต้องบังคับตัวเองให้มีสติต่อหน้าเจ้านายอีก แทนที่จะได้ปลดปล่อยแบบหมดแม็ก
จักรพรรดิยืนกอดอกพิงรถมองหญิงสาวที่นั่งอยู่ที่พื้นเล่นกับรองเท้าของเธออยู่ ไม่นานก็ลุกขึ้นถือรองเท้าไว้ในมือ แต่กระเป๋าสะพายยังกองอยู่ที่พื้นและเดินมาหาเขาที่รถ ส่งยิ้มให้อย่างอารมณ์ดี
“ไปกันเถอะค่ะ”
เดินขาไขว้กันเป๋ไปเป๋มา ยิ้มแก้มแดงตาหวานเยิ้ม
“กระเป๋าคุณ”
เขาใช้ปากชี้ไปที่กระเป๋าของเธอที่วางบนพื้นถนนในลานจอดรถ
“คะ?”
กุลวดีเหลอหลาฟังไม่เข้าใจ สุดท้ายคนที่บอกก็ต้องเดินไปหยิบเอง
“ไม่กลับเหรอคะ จะไปไหนคะ?”
เธอเรียกตามหลังคนที่เดินไปเก็บกระเป๋าให้ พร้อมเกาหัวแบบงง ๆ เก็บกระเป๋ามาให้หล่อนแล้วกลับมาที่รถ คนตัวเล็กเข้าไปนั่งประจำที่คนขับเสียแล้ว ชายหนุ่มถอนหายใจพร้อมส่ายหน้า เปิดประตูด้านคนขับออก มือท้าวประตูรถชะโงกหน้าเข้าไปด้านใน
“ที่นั่งคุณอยู่ฝั่งโน้น”
แทนที่จะลุกขึ้นและออกมาเพื่อย้ายฝั่ง เธอกลับยกเท้าขึ้นมาที่เบาะและคลานไปอีกฝั่งอย่างทุลักทุเล แถมยัดขาลงที่วางขาด้านล่างไม่ได้ สุดท้ายชายหนุ่มต้องเดินอ้อมรถไปอีกฝั่ง เปิดประตูและจับตัวเธอดึงนั่งให้เข้าที่ ขยับเบาะให้ถอยออกเพื่อให้นั่งได้สบาย
“ขอบคุณค่ะ”
พูดเสร็จก็หลับตาทิ้งตัวอย่างสบายใจ
จักรพรรดิเดินกลับมาอีกฝั่งนั่งประจำที่คนขับ ยื่นหน้าผ่านร่างเล็กเอื้อมมือคว้าเข็มขัดนิรภัยที่เบาะนั่งข้างตัวเธอเพื่อจะเสียบลงล็อก คนที่หลับตาอยู่พ่นลมหายใจอุ่น ๆ บวกกับกลิ่นแอลกอฮอล์อ่อน ๆ รดต้นคอแข็งแรงของเขา
ชายหนุ่มหยุดชะงักหันมามองใบหน้าสวยที่ตอนนี้ห่างกันแค่คืบ พวงแก้มสีเลือดฝาดและริมฝีปากแดงระเรื่อ เธอแหงนหน้าขึ้นมือบางลูบไล้เช็ดเหงื่อตามลำคอทั้งที่ตายังหลับอยู่ สายตาคมจับจ้องอยู่ที่ลำคอระหง อกของเธอกระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหายใจ เผลอมองเลยขึ้นไปที่คางมนน่าจับและหยุดอยู่ที่ริมฝีปากบางที่เผยอน้อย ๆ นั้น จักรพรรดิกลืนน้ำลายผ่านลูกกระเดือกลงอย่างฝืดคอ
“ร้อน”
เสียงลอดริมฝีปากแผ่วเบาของเธอปลุกเขาให้ได้สติ ก่อนติดเครื่องยนต์และเอื้อมมือไปเปิดแอร์
“มายด์รักพี่เมย์ มายด์ขอโทษ” เธอพึมพำเสียงแผ่วเบาตายังปิดสนิทอยู่
กุลวดีดึงมือชายหนุ่มมากุมไว้ และซบหน้าลงกับต้นแขนแข็งแรง ที่แท้ก็กังวลใจเรื่องพี่สาวนี่เองที่นั่งเหม่อทั้งวัน ค่อย ๆ ดังมือออกจากการเกาะกุมของหญิงสาวแต่ปล่อยให้เธอซบไหล่กว้างอยู่อย่างนั้นและขับกลับบ้าน
เสียงรถจอดหน้าบ้าน เมยาวีที่รอการกลับบ้านของน้องสาวตั้งแต่หัวค่ำ โทรเข้ามือถือแต่ติดต่อไม่ได้สุดท้ายโทรถามชายหนุ่มถึงได้ความว่าน้องสาวของเธอไปกินเลี้ยงกับเพื่อนที่แผนก
เมยาวีที่อยู่ในชุดนอนเดินมาดูที่รถ จักรพรรดิเปิดประตูฝั่งคนขับและเดินอ้อมไปอีกฝั่งที่หญิงสาวยังคงหลับสนิทคอพับอยู่
“อื้อฮือกลิ่นเหล้าหึ่งเชียว” เมยาวีย่นจมูกหน้าตาเหยเก
“ทำไมเหลวไหลแบบนี้นะยัยมายด์”
“มีเลี้ยงแผนกกันนิดหน่อยครับ” เขาออกตัวรับแทนเธอ
“ยัยมายด์”
แตะแขนเรียกเบา ๆ ร่างที่หลับสนิทเหมือนซ้อมตายยังคงนิ่ง ไม่รับรู้ใด ๆ พร้อมกับที่ทวีเดินมาสมทบ
“อุ้มน้องขึ้นข้างบนได้แล้วเจ้าเสือดึกแล้ว”
เมยาวีมองตามร่างไร้สติที่จักรพรรดิเดินอุ้มเข้าในบ้าน ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย
“โดนดุแทนที่จะสำนึกและทำตัวดี ๆ นี่ยังกล้าไปเมาต่อแบบทิ้งตัวขนาดนี้ได้อีก”
“ยัยมายด์นะยัยมายด์”
