ตอนที่สี่ ถูกปล้นลมหายใจจนหน้ามืดตามัว NC
ตอนที่สี่
ถูกปล้นลมหายใจจนหน้ามืดตามัว
คุณชายรองมู่ย่อมไม่อาจอดทนรีบคิดแผนเพื่อเปลี่ยนใจสตรีที่มาดหมายให้เลิกหมกมุ่นกับความสุขสันต์จอมปลอมแล้วมาเคลิ้มไหวกับเขาแทน
สบโอกาสที่วันหนึ่งเขาเอ่ยปากขอให้ซูชิงเหยาช่วยค้นตำราหายากในหอตำราของจวนสกุลซู
มู่เหยียนถิงเฝ้ารอจังหวะเพื่อหาข้ออ้างอยู่ตามลำพังบนชั้นสูงสุด และรอกระทั่งให้มือของทั้งสองคนเอื้อมไปจับตำราเล่มเดียวกันซึ่งวางอยู่ชั้นด้านบน
ซูชิงเหยาย่อมขัดเขินพยายามปล่อยมือตนเอง หากแต่มือของเพื่อนพี่ชายที่ประกบอยู่ด้านบนกลับไม่ยอมปล่อย ทั้งยังกุมเอาไว้พลางหันมาสบสายตาสื่อความลึกซึ้ง
“น้องชิงเหยา พี่ชอบเจ้า”
จู่ๆ เพื่อนพี่ชายซึ่งมักหาโอกาสสื่อความในใจกับนาง ก็เปิดบอกบอกว่าชอบอย่างตรงไปตรงมา
ซูชิงเหยาซึ่งมักลอบมองคุณชายรองมู่ผู้นี้อยู่หลายครายามที่เขาแวะเวียนมาพูดคุยสังสรรค์กับพี่ชายย่อมขัดเขินทำตัวไม่ถูก
คิดไปถึงครั้งแรกที่นางเกิดความรู้สึกซาบซึ้ง นั่นคือเมื่อสามปีก่อนตอนที่บรรดาเพื่อนพี่ชายต่างมาพูดคุยสังสรรค์กันที่ศาลาริมน้ำ
ยามนั้นมารดามอบหมายให้นางยกขนม น้ำชามาต้อนรับพวกเขา นางจึงเดินนำหน้าสาวใช้โดยตนเองถือถาดใบหนึ่งเข้ามาอย่างเรียบร้อย
จังหวะที่ก้มหน้าเทน้ำชาใส่ถ้วยทีละใบ คุณชายรองมู่ผู้นี้ที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม กลับจงใจขยับถ้วยออกไปให้ห่างอีกนิดเพื่อให้นางต้องโน้มตัวตาม
และจังหวะที่นางยื่นถาดขนมส่งให้ เขากลับยื่นมือออกมารับโดยทันทีทำให้ปลายนิ้วแตะกันเพียงเสี้ยวเวลาหนึ่ง
แต่นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้นางสะดุ้งเล็กน้อยจนรีบชักมือกลับ และเพราะความเร่งรีบทำให้ขนมเอียงหกตกลงมาก้อนหนึ่งพาใบหน้าหวานให้ขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความอับอาย
ทว่าเขากลับยิ้มบางแล้วเอ่ยคำขอบคุณเบาๆ อย่างสุภาพ พลางกระเซ้าว่าขนมคงอยากถูกกินจึงรีบร้อนเช่นนั้น ก่อนจะหยิบขนมใส่ปากเคี้ยวหน้าตาเฉยพร้อมเอนหลังกลับไปยกถ้วยชาขึ้นดื่มเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เพียงเท่านั้นบรรยากาศน่าอายย่อมสลายหายไป พาให้ซูชิงเหยาอดซาบซึ้งใจและกลายเป็นความประทับใจไม่ได้
เหตุการณ์เล็กน้อยไม่ได้กระตุ้นเรียกความสนใจผู้ใด แม้แต่พี่ใหญ่ของนางที่กำลังคุยโขมงเรื่องการได้รับคำชมจากอาจารย์จึงไม่ทันสังเกตสิ่งใด
ซูขิงเหยาวางขนมที่เหลือจนครบแล้วถอยหลังออกจากศาลา โดยไม่วายหันกลับไปมองสายตาของคุณชายรองมู่ซึ่งจดจ้องมองตามนางอย่างไม่ลดละ
หลังจากวันนั้นซูชิงเหยาย่อมจับสังเกตและเห็นได้ว่ามู่เหยียนถิงแสดงออกว่าชื่นชอบนางอยู่บ้าง เพียงแต่เขาไม่เคยเอ่ยปากออกมา
กระทั่งในคืนงานเทศกาลโคมไฟเมื่อสองเดือนที่ผ่านมา มู่เหยียนถิงฉวยโอกาสที่ทุกคนเงยหน้าขึ้นมองไฟ เพื่อโน้มตัวเข้ามาใกล้และขยับปิ่นปักผมของนางพร้อมกระซิบว่า "ตามพี่มาสักครู่เถิด”
ซูชิงเหยาจำได้ว่าตนเองเดินตามเขาที่จับชายแขนเสื้อนางไว้เบาๆ ด้วยจิตใจที่ล่องลอย
ก่อนจะรู้สึกได้ว่าเขาเอื้อมมือแตะปลายคางให้นางเงยหน้าขึ้น สบตากันนานกว่าปกติ จากนั้นจึงก้มหน้าลงช้าๆ แล้วแตะจุมพิตแผ่วเบาที่หน้าผากพลางถอยห่างออกด้วยรอยยิ้ม
คิดมาถึงตรงนี้ซูชิงเหยาอดยอมรับไม่ได้ว่านั่นคือครั้งแรกที่มีชายหนุ่มมอบสัมผัสวาบหวามชวนรัญจวนใจทำให้นางเก็บไปฝันหวานอยู่หลายคืน
แต่ถึงตอนนี้ที่นางได้รับความเสียวซ่านจากปากอุ่นชื้นและนิ้วว่องไวของเซี่ยจื่อเซวียนจนสุขสันต์ถึงฝั่งฝันไปหลายต่อหลายครา
จุมพิตแผ่วเบาที่หน้าผากในครั้งนั้นยังจะนับเป็นอะไรได้
ในใจของซูชิงเหยาไม่อาจปฎิเสธว่าเพื่อนพี่ชายทั้งสองคนต่างหล่อเหลา มาดดี มีสกุล และเป็นหนึ่งในตัวเลือกของสามีชั้นดี
ในช่วงแรกนางย่อมเอนเอียงไปทางคุณชายรองมู่ ผู้สุภาพเคร่งขรึม หากมาดนิ่งๆ นั้นช่างชวนค้นหา
ครั้นได้สัมผัสรสสวาทซาบซ่านจนเคลิบเคลิ้มล่องลอย ในใจของนางกลับเอียงไปทางคุณชายหกเซี่ยผู้คึกคักว่องไวและยังแสดงออกว่าต้องการนาง
เหตุใดจู่ๆ พี่เหยียนถิงจึงเพิ่งมาบอกว่าชอบข้าในตอนนี้ มิใช่ว่าสายไปแล้วหรือ
