บทที่ 6 งานอภิเษกสีเทา
ยามเหม่า ณ ตำหนักอ๋องเจ็ด
ตำหนักอ๋องเจ็ดวุ่นวายเต็มไปด้วยบ่าวไพร่ สาวใช้ทุกผู้ทุกคนตื่นตั้งแต่ยามอิ๋น ตำหนักนี้วุ่นวายแทบไม่ได้นอน องค์ชายฉีเหวินหลางพระบิดาท่านอ๋องสั่งให้พ่อบ้านนำบ่าวไพร่ คนรับใช้ มาจากตำหนักเฉินเยี่ย บ่าวไพร่ถูกเกณฑ์มาราว 30 คนถูกสั่งให้ทำงานทั้งคืนก่อนงานอภิเษก ทุกคนวิ่งวุ่นตกแต่งตำหนักอ๋องเจ็ดให้พอดูได้เพื่อรับเกี้ยวเจ้าสาว
นับว่าพระบิดายังมีความกรุณา มีพระประสงค์ให้บ่าวไพร่มาจัดตกแต่งสถานที่เตรียมไว้
ปลายยามเหม่า พระบิดาของอ๋องเจ็ดพร้อมพระมารดาเลี้ยงเดินทางมาถึงเพื่อมารอรับน้ำชาสะใภ้นางโลม รถม้าตราอสรพิษสีทองตราสัญลักษณ์ประจำพระองค์เดินทางมาถึงลานหน้าตำหนัก พระมารดาเลี้ยงเดินลงรถม้าโดยมีพระบิดาเป็นผู้ประคอง ช่างดูเหมือนคู่รักที่น่าอิจฉาเสียจริง
พระชายาเว่ยซีกวาดสายตาไปรอบๆ นางกำมือแน่นจนมือสั่น ตำหนักนี้ถูกจัดตกแต่งอย่างสวยงามเหลือเชื่อ เมื่อวานตอนเย็นนางให้บ่าวรับใช้มาแอบดู ตำหนักยังรกร้างราวกับสุสาน เหตุใดยามเช้ามา ตำหนักนี้จึงสวยงามดั่งเนรมิต
เครื่องคาวหวาน ขนมมงคลถูกจัดเตรียมอย่างพร้อมสรรพ ต้นไม้ดอกไม้ถูกขุดปลูกลงดินใหม่ทั้งหมด ดอกไม้สีแดงสดตัดกับสีขาวเต็มทั่วทั้งบริเวณ โต๊ะหินอ่อนหลายชุดถูกวางเรียงอยู่ด้านข้างพร้อมเทียนหอมถูกจุดบนโต๊ะ เก้าอี้ไม้บุเบาะนั่งหนานุ่มวางทุกโต๊ะ โต๊ะละ 8 ที่นั่ง บนโต๊ะวางแจกันดอกไม้ทรงเตี้ยประดับดอกกุ้ยฮวาอย่างงดงาม มีกาน้ำชาลายวิจิตรวางอยู่พร้อมขนมมงคล ด้านข้างมีซุ้มรับของขวัญสำหรับบ่าวสาวจัดด้วยผ้าแดงและทอง
คณะดนตรีจำนวนราวห้าคน นั่งบนตั่งตัวยาวด้านขวามือกำลังจัดเตรียมเครื่องดนตรีสำหรับบรรเลงเพลงในงานอภิเษกนี้
เรียกได้ว่าสถานที่จัดตกแต่งได้ไม่น้อยหน้างานอภิเษกของผู้ใดในราชวงศ์ พระมารดาเลี้ยงได้แต่สงสัย เหตุใดอ๋องเจ็ดจึงมีเงินมาทุ่มเทจัดงานมากมายเพียงนี้ รู้กันดีว่าอ๋องเจ็ดสมถะเพียงใด แต่เดิมตำหนักซอมซ่อเช่นวัดร้าง
“ไม่ยักรู้ว่ามีผู้มาช่วยงานตอนกลางคืนอย่างแข็งขัน ตำหนักนี้งดงามดั่งเนรมิต” พระมารดาเอ่ยกับพ่อบ้านเกาจิ่น พ่อบ้านประจำตำหนักอ๋องเจ็ด
“เป็นคำสั่งขององค์ชายฉีเหวินหลางพระบิดาพ่ะย่ะค่ะ” พ่อบ้านเอ่ยตอบ พระมารดาเลี้ยงหันไปมองหน้าสวามีของตนทันที
“ท่านทุ่มเทเงินทองมากมายจัดสถานที่นี้เองรึ” นางเอ่ยด้วยเสียงเรียบต่ำ
“ข้าเพียงแต่ทำในส่วนของข้า ให้สมกับที่เจ้าทุ่มเทหาหญิงนางโลมอี้จีผู้งามที่สุดมาตบแต่งกับบุตรชายข้า เรื่องสถานที่นี้เรื่องเล็ก หากเทียบกับเงินที่เจ้าลงทุนซื้อขาดนางมา” พระบิดาเอ่ย สายตาว่างเปล่ามองหน้าพระชายาของตน
“ดียิ่ง ท่านช่างเป็นพ่อที่ดี” นางข่มกลั้นอารมณ์โกรธไว้ภายใจ
“ดียิ่ง เจ้าช่างเป็นแม่เลี้ยงที่แสนดี” องค์ชายเอ่ยเบาๆ ข่มกลั้นโทสะเช่นกัน
บรรยากาศระหว่างทั้งสองคนนี้คือความรักความใส่ใจอย่างนั้นรึ จะเรียกว่าอย่างไรดี ความหม่นเทาทึบทึมในบรรยากาศระหว่างการสนทนาของพระบิดากับมารดาเลี้ยงของอ๋องเจ็ด
ภาพภายนอกที่ดูว่ารักกันปานจะกลืน ดูเหมาะสมคู่ควรทุกด้าน พระชายาเว่ยซีผู้เป็นที่รักยิ่ง เป็นชายาเอกของพระบิดาอ๋องเจ็ด ช่างขัดกับบรรยากาศการสนทนานี้เสียเหลือเกิน
อ๋องเจ็ดแต่งกายเรียบร้อย มองตนเองอยู่หน้ากระจกในตำหนัก เขาเข็นรถไปที่เตียงในห้องนอนนั้น มือหนาลูบไปบนผ้าปูเตียงเบาๆ เขานอนเพียงสองชั่วยามเท่านั้น นอนแบบหลับๆ ตื่นๆ รุ่งสางสาวใช้เข้ามาช่วยแต่งกายในชุดเจ้าบ่าวสีแดง ครอบกวานทองคำประดับทับทิม
อ๋องเจ็ดนับเป็นหนุ่มรูปงาม ผิวพรรณเนียนละเอียดเหมือนสตรี ตาคมเฉียง รับกับจมูกโด่งคม ปากกระจับรูปปีกนกหยักลึกสีแดงระเรื่อ ร่างกายสูงใหญ่ หากเขาไม่ได้เป็นชายพิการเช่นนี้ สตรีคงรุมยื้อแย่งเขาเป็นแน่ แต่สิ่งที่อ๋องเจ็ดไม่มีบนใบหน้าหล่อเหลานั้นคือรอยยิ้ม
แทบไม่มีใครเคยเห็นเขายิ้มเลยสักครั้ง ใบหน้านิ่งเฉยนั้นเคยรู้สึกรู้สาอะไรหรือไม่ เพื่อนร่วมงาน ผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาได้แต่ตั้งคำถามในใจ ลับหลังพากันเรียกอ๋องเจ็ดว่าอ๋องหน้าตาย
อ๋องเจ็ดเข็นรถเข็นด้วยมือไปที่หน้าต่าง เขามองสถานที่ด้านนอกอย่างตกตะลึง พระบิดายืนอยู่ภายนอกนั้นมองสบตากับเขาพอดี เขาก้มหัวคารวะเชิงทักทาย เข็นรถเข็นออกไปที่ลานหน้าตำหนัก
รถเข็นหยุดลงตรงหน้าพระบิดา เสด็จพ่อมองเขาด้วยสายตาว่างเปล่าเช่นเคย เสียงต่ำทรงอำนาจเอ่ยกับบุตรชาย
“พ่อขอแสดงความยินดีด้วย จงใช้ชีวิตให้มีความสุข ขอให้มีชีวิตแต่งงานที่ราบรื่น”
“ขอบพระทัยเสด็จพ่อพ่ะย่ะค่ะ” เขาก้มหัวคารวะผู้เป็นบิดา
ระหว่างเสด็จพ่อกับตัวเขาไม่เคยสนทนากันเกินสองสามประโยค เสด็จพ่อไม่เคยทอดทิ้งแต่เหมือนมีเส้นบางๆ ระหว่างความสัมพันธ์พ่อลูกอยู่เสมอ ซึ่งเขาไม่รู้ว่ามันคือสิ่งใดที่ขวางกั้นอยู่
ณ บ้านไม้หลังเล็ก ตั้งอยู่ไม่ไกลจากหอนางโลมอี้ฉิน
บ้านไม้หลังนี้มีขนาดเล็ก มีเพียงสองห้องนอน แทบเรียกได้ว่ากระท่อม ด้านหลังมีแปลงผักกำลังออกดอกออกผล มีผลไม้ปลูกไว้โดยรอบ บ้านหลังเล็กสะอาดสะอ้าน ข้าวของแม้จะเก่าแต่จัดเป็นระเบียบ
รถม้าหรูหราของหอนางโลมมาจอดหน้าบ้านไม้นี้
หญิงชราอายุราว 80 ปีแต่งกายด้วยอาภรณ์เนื้อดีสีเปลือกข้าวปักดิ้นเงินแวววาวเดินออกมาจากบ้านหลังน้อย หญิงชราสวมอาภรณ์ที่ดีที่สุดซึ่งหลานสาวซื้อหามาให้ท่านยายสวมใส่วันงานอภิเษกวันสำคัญของหลานสาว หญิงชราผิวพรรณเหี่ยวย่น บนผิวหนังมีแผลเป็นหลายแห่ง ข้อนิ้วงองุ้ม ผมหลุดร่วงเกือบทั้งศีรษะ ในปากไม่มีฟันแม้ซี่เดียว
คนขับรถม้ารีบกระโดดลงมาจูงท่านยาย หญิงชราคือท่านยายบุญธรรมของหวางเหยาจี บ้านหลังน้อยนี้นางโลมคนงามอยู่กับท่านยายมาตั้งแต่นางอายุห้าขวบ ตอนนี้ก็สิบปีแล้วที่นางกับท่านยายมีกันและกันเพียงสองคน
