บทที่ 4 ไม่ใส่ใจ
ณ ตำหนักเฉินเยี่ย ตำหนักอันใหญ่โตโอ่อ่าหรูหราขององค์ชายฉีเหวินหลาง พระบิดาของอ๋องเจ็ด
พ่อบ้านของตำหนักนี้ชื่อเจ้าซือ ทำงานในตำหนักนี้มาตั้งแต่หนุ่มจนแก่ เป็นผู้รู้ใจองค์ชายฉีเหวินหลางยิ่งนัก
“กราบทูลองค์ชาย ข้าวของงานอภิเษกพรุ่งนี้ได้จัดเตรียมเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“จัดทรัพย์สิน ผ้าแพรพรรณ ของมงคล เครื่องคาวหวานอย่าให้ขาด บุตรชายข้าแต่งงานเพียงครั้งเดียว” พระบิดาเอ่ยเรียบๆ
“ทุกสิ่งจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว สถานที่ยกน้ำชากับสถานที่เข้าหอควรเป็นตำหนักอ๋องเจ็ด ตามธรรมเนียมต้องเป็นบ้านเจ้าบ่าวพ่ะย่ะค่ะ”
“ตำหนักอ๋องเจ็ดรกร้างราวกับป่าชายแดน จะจัดงานอภิเษกได้อย่างไร ถ้าเช่นนั้นช่วยนำคนไปจัดการให้พอดูได้ด้วยเถิด เหลือเวลาอีกไม่กี่ชั่วยามเกี้ยวเจ้าสาวจะมาถึง แม้นางเป็นนางโลมก็ถือว่าแต่งเข้ามาในราชวงศ์ฉีอย่างถูกต้อง”
องค์ชายฉีเหวินหลางพระบิดารู้สึกปวดหน่วงในใจเรื่องการอภิเษกที่มีมารดาเลี้ยงของอ๋องเจ็ดเป็นผู้เจ้ากี้เจ้าการทุกอย่าง แม้พระบิดาจะทัดทานว่าไม่เหมาะสม นางก็หาใส่ใจไม่ ยังเดินหน้าจัดหาแม่สื่อ จัดการเรื่องผูกดวง ผลคือดวงของอ๋องเจ็ดกับดวงของหวางเหยาจีไม่ได้มีสิ่งใดเข้ากันเป็นมงคล มีแต่ดวงทะเลาะเบาะแว้ง ดวงอับโชคต่อกัน ยิ่งทำให้นางรีบจัดการส่งของหมั้นหมายไปให้แม่เล้าเสวี่ยอี้หลิง จัดการเรื่องสู่ขออย่างถูกต้องเต็มพิธีการ ตามหลักสามหนังสือ หกพิธี เหลือเพียงแต่รับตัวเจ้าสาวเท่านั้น เหลือเวลาอีกไม่ทันข้ามวัน เกี้ยวเจ้าสาวจะมารับนางโลมคนงามไปจากหออี้ฉิน นางโลมคนแรกที่ได้ตบแต่ง อภิเษกเป็นพระชายาของบุรุษเชื้อพระวงศ์
พระมารดาเลี้ยงเว่ยซีสวมชุดคลุมโปร่งบางสีขาวนั่งจิบชาอยู่ในสวนหลังตำหนัก ดอกกุ้ยฮวามากมายส่งกลิ่นหอมกำจายไปทั่ว มวลหมู่ภมรต่างกำลังชิมน้ำหวานจากดอกไม้นานาพันธุ์
ความรื่นรมย์นี้มิอาจเทียบกับงานอภิเษกที่กำลังจะจัดขึ้นในยามรุ่งสาง นางเจ้ากี้เจ้าการจัดแจงได้สำเร็จ บุตรขายของสตรีที่นางเกลียดที่สุดกำลังจะได้อภิเษกกับนางโลมผู้โด่งดัง ช่างสาแก่ใจแม่เลี้ยงคนนี้นัก ยิ่งอ๋องเจ็ดทุกข์ทรมาน ยิ่งเป็นข่าวคาวไปทั่วแคว้น ยิ่งเขาหดหู่ ยิ่งเขาเสียใจ ไม่สบายใจมากเท่าไหร่ นางยิ่งมีความอภิรมย์ในชีวิตมากขึ้นเท่านั้น
พระมารดาแท้ๆของอ๋องเจ็ดมีศักดิ์เป็นถึงกงจู่แคว้นฉี มีนามว่าเย่วฉิง นางงดงามเหนือคำบรรยาย เก่งกาจรอบด้านทั้งบุ๋น บู๊ เชี่ยวชาญทุกศาสตร์ของสตรี องค์ชายฉีเหวินหลางไม่มีสายตาไว้มองผู้ใด เนื้อที่ทุกซอกอณูในหัวใจต่างมอบให้เย่วฉิงกงจู่ผู้นั้นไปหมดสิ้น
เมื่อครั้งพระมารดาอ๋องเจ็ดตั้งครรภ์พร้อมชายารองเว่ยซีตั้งครรภ์เช่นกัน ชายารองเว่ยซีนำยาพิษแท้งบุตรผสมในกาน้ำชา แต่ด้วยความสะเพร่าของสาวใช้บวกกับความโชคดีของชายาเอกเย่วฉิง กาน้ำชาที่ใช้เผอิญเป็นแบบเดียวกันทั้งตำหนักในวันนั้น องค์ชายฉีเหวินหลางนำน้ำชาผสมยาพิษมาให้ชายารองดื่มทั้งๆที่ไม่รู้ว่ามียาพิษผสมอยู่ ไม่มีใครรู้ว่าผู้ใดหยิบกาน้ำชาสลับกันไปตั้งแต่เมื่อใด
ชายารองเว่ยซีแท้งบุตร ไม่สามารถมีบุตรได้อีกชั่วชีวิต นางเฝ้าโทษว่าเป็นความผิดของชายาเอกเย่วฉิง นางหาทางทำทุกวิถีทางให้ชายาเอกได้รับเคราะห์กรรมอย่างร้ายแรง
สิ่งที่องค์ชายฉีเหวินหลางรับไม่ได้อย่างที่สุดคือพระชายาเอกเย่วฉิงเป็นชู้กับองครักษ์
ไม่มีใครรู้ว่าเรื่องในวันวานเป็นอย่างไร มีเพียงเสียงเล่าลือเท่านั้นว่าพระชายาเอกถูกจับชู้ ถูกทรมานแทบปางตายก่อนถูกส่งกลับแคว้นฉีในสภาพสะบักสบอม
พระบิดาอ๋องเจ็ดกลายเป็นคนซึมเศร้า ต่อมาหลายปีจึงจัดงานอภิเษกชายารองเว่ยซีขึ้นเป็นชายาเอกตามที่นางเรียกร้อง ส่วนอนุคนอื่นหายไปจากตำหนัก ไม่รู้ว่าถูกฝังไว้ใต้พื้นดินหรือถูกส่งกลับบ้านเก่าตามที่พระชายาเว่ยซีกล่าวอ้าง
เรื่องราวอันมีเงื่อนงำ เรื่องราวของสตรีผู้ถูกใส่ร้ายกลายเป็นเพียงอดีต อ๋องเจ็ดไม่มีพระมารดาคอยดูแล เรื่องนี้เกิดขึ้นตอนเขาอายุสิบขวบปี ความทรงจำทุกอย่างยังชัดเจนทุกรอยจำในกลีบสมอง พระมารดาถูกแยกตัวกลับแคว้นฉี อ๋องเจ็ดกำพร้ามารดา แม้มีบิดาคอยดูแลแต่ก็เหมือนไม่มี
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา พระบิดาก็ไม่เคยมอบความรักให้ มีเพียงสายตาเย็นชาว่างเปล่า กับคำถามเพียงสองสามคำเท่านั้นเมื่อเจอกัน
อายุสิบห้าปี เขาตกจากหลังม้าในงานล่าสัตว์ของราชวงศ์ เขากลายเป็นคนพิการช่วงล่าง เดินไกลไม่ได้ เดินได้เพียงสองสามก้าวเท่านั้น เขาต้องนั่งรถเข็น มีคนคอยพยุงเมื่อต้องการไปไหนมาไหน
เขาพยายามเข้มแข็ง ใช้ชีวิตอยู่มาได้จนทุกวันนี้ จนถึงวันงานอภิเษกที่กำลังจะจัดขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วยาม
ณ ตำหนักอินทรีย์ทะยาน ตำหนักอ๋องเจ็ด
บ่าวไพร่จากตำหนักของพระบิดาช่วยกันจุดคบไฟจนสว่างไสวไปทั่วบริเวณ องค์ชายฉีเหวินหลางให้พ่อบ้านเกณฑ์บ่าวไพร่มาช่วยกันปรับปรุงตกแต่งตำหนักรกร้างของอ๋องเจ็ดให้พอดูได้
พ่อบ้านถอนหายใจเฮือกใหญ่ มีเวลาเพียงสามชั่วยามก่อนเกี้ยวเจ้าสาวมาถึง ตำหนักนี้ทรุดโทรมซอมซ่อยิ่งนัก อ๋องเจ็ดไม่สนใจสิ่งใดนอกจากไปทำงานที่กรมการค้าในกองทหาร ตกเย็นกลับมาพักที่ตำหนัก ไม่เคยดูแลตำหนักหรือสนใจปรับปรุงให้สวยงาม
ต้นไม้แห้งร้างยืนต้นตายชวนหดหู่ ข้าวของเครื่องใช้ถูกวางระเกะระกะ ภาพวาดเลือนจนไม่เห็นสี แจกันหยก โต๊ะ เก้าอี้ เครื่องเรือนในเรือนเล็กต่างๆ ถูกฝุ่นจับหนาเขรอะ พ่อบ้านกับบ่าวรับใช้จำนวนมากเร่งทำความสะอาดเฉพาะตำหนักที่ประทับของอ๋องเจ็ด สถานที่จัดงานอภิเษกรับตัวเจ้าสาว พ่อบ้านไม่คาดคิดว่าเมื่อมาถึงตำหนักนี้ ไม่มีการจัดตกแต่งอะไรเลย เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ความจริงไม่ต้องจัดตกแต่งอันใดก็ได้ ข้าไม่ถือ” อ๋องเจ็ดเข็นล้อรถเข็นออกมาด้วยมือทั้งสองข้าง
“เป็นคำสั่งพระบิดาพ่ะย่ะค่ะ” พ่อบ้านเอ่ยตอบพลางเร่งจัดผ้าแดง โคมแดง กระดาษเขียนคำอวยพรถูกแปะไว้ที่เสาอย่างสวยงาม
“ตำหนักนี้มีบ่าวไพร่สาวใช้เพียงสิบคน ดูแลไม่ทั่วถึง” เขาเอ่ยเรียบๆ
“สิบคนหรือพ่ะย่ะค่ะ” พ่อบ้านตาค้างหันมาอย่างรวดเร็ว
ตำหนักอ๋องต่างๆ หากดูจากเนื้อที่ รวมเรือนน้อยใหญ่ต้องมีบ่าวไพร่ราวเกือบร้อยคน บางตำหนักที่ร่ำรวยก็ร้อยกว่าคนเสียด้วยซ้ำ ไม่น่าเล่าตำหนักจึงทรุดโทรมเช่นนี้
“จะทำสิ่งใดก็ทำไปเถิดข้าจะไปนอน” อ๋องเจ็ดทำหน้าไม่ยินดียินร้าย เข็นรถเข็นเข้าไปในตำหนักของตน
ในห้องนอนอันกว้างขวางในตำหนักท่านอ๋อง
พ่อบ้านยังไม่ได้มีโอกาสเข้ามาในห้อง ยังไม่มีโอกาสเห็นห้องหอ ห้องนอนอันกว้างขวางถูกประดับประดาด้วยของประดับตกแต่ง พร้อมเครื่องเรือนใหม่ทั้งหมด แม้ภายนอกจะดูซอมซ่อ แต่ห้องหอนี้ ห้องนอนนี้เขาสั่งให้จัดตกแต่งใหม่ พร้อมชุดเครื่องนอนเนื้อดีลายนกยวนยาง เขาลูบไปบนผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวสีแดงปักดิ้นไหมทองคำลายวิจิตร ปักลายหงส์คู่กับลายอินทรีย์ทะยาน สัญลักษณ์ประจำพระองค์ของอ๋องเจ็ด
เขาเรียกพ่อบ้านเกาจิ่น พ่อบ้านประจำตำหนักอ๋องเข้ามาหา บอกให้นำกล่องใส่ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวไปมอบให้แม่เล้าหออี้ฉิน เพื่อให้หวางเหยาจีได้ใช้ในงานอภิเษก
“พ่อบ้านเกา เจ้านำผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวนี้ไปมอบให้แก่แม่เล้าเสวี่ยอี้หลิง หวางเหยาจีว่าที่ชายาของข้านางไม่มีแม่ นางกำพร้าแต่ยังเด็ก ไม่รู้ว่ามีผู้ใดจัดเตรียมสิ่งนี้ให้นางหรือยัง”
“ข้าน้อยรับทราบ หากนางถามให้บอกนางว่าอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”
“ไม่ต้องบอกอะไร”
เหลือเวลาอีกไม่กี่ชั่วยามจะถึงยามเหม่า เขานอนไม่หลับ งานอภิเษกกำลังจะเริ่มแล้ว
คำพูดสุดท้ายของนางยังติดตรึงในความทรงจำวันที่เขาได้พบนางครั้งแรก เขากล่าวกับนางด้วยน้ำเสียงไม่เป็นมิตร
‘ข้ารังเกียจสตรีเช่นเจ้า’
นางตอบกลับเพียงว่า
‘แต่ข้าไม่รังเกียจท่าน’
ดวงตาสุกสกาวดั่งดวงดาวนับล้านช้อนตาขึ้นมองหน้าเขา เหตุใดภาพนี้จึงวนเวียนซ้ำไปซ้ำมาอยู่ในหัวไม่จบสิ้น
“เจ้าไม่รังเกียจชายพิการเช่นข้าจริงรึ” เขาเอ่ยเบาๆ กับตนเอง
