ตอนที่ 8 อสรพิษที่เคยชิดเชื้อ
เช้าวันต่อมาถิงถิงตามพี่ชายทั้งสองไปให้อาหารหมู หมูสวรรค์ที่ได้รับรางวัลมาจากระบบสามารถปรับตัวเข้ากับสถานที่แห่งนี้ได้ดี อีกทั้งยังแข็งแรงกว่าลูกหมูทั่วไปมาก พ่อเซี่ยชื่นชอบหมูทั้งสองตัวนี่มาก ส่วนอาหารนั้น เป็นอาหารที่ซื้อมาจากระบบ นำมาผสมกับอาหารหมูที่พ่อเซี่ยได้เตรียมเอาไว้ก่อนหน้านั้นแล้ว หลังจากที่ล้อมคอกหมูและตรวจสุขภาพของหมูแล้ว เมื่อเห็นว่าไม่มีปัญหาอะไร พี่ชายสองคนอยู่ช่วยกันรดน้ำผลไม้ที่สวนต่อ ส่วนพ่อกับลูกสาวไปรดน้ำผักและแตงโมที่ปลูกเอาไว้
“ถิงถิง ลูกควรหาคนมาช่วยดูแลแปลงผักและสวนแตงโมนี้ได้แล้ว ลูกไม่สามารถทำเองได้หมดทุกอย่าง อีกทั้งสวนของเราแต่เดิมก็มีไม่น้อย ตอนนี้ลูกเช่าภูเขาเพื่อทำสวนอีก 4 แห่ง รวมกับของเดิมอีก 1 แห่ง ก็ 5 แห่งแล้ว ไหนจะที่นาของบ้านเราก็มีไม่น้อยเลย พอถึงเวลาสำคัญพ่อว่าจะเตรียมดินเพาะปลูกไม่ทันเอา”
“หนูรู้ค่ะพ่อ เราจะจ้างคนงานระยะยาวแต่คนที่จะมาทำงานกับเราที่สำคัญต้องขยันและซื่อสัตย์ แต่คนเหล่านี้ในหมู่บ้านเราหาไม่ง่ายเลย เพราะในหมู่บ้านของพวกเรามีคนโยกย้ายออกไปอยู่ในเมืองกันเยอะมาก ส่วนที่เหลืออยู่ในหมู่บ้านคนหนุ่มสาวก็เข้าไปหางานในเมืองทำ เท่าที่มีอยู่ ก็มีแค่เด็กและคนชราเยอะพอสมควร คนหนุ่มสาวที่ยังเหลืออยู่ในหมู่บ้าน ก็มีที่ดินเพาะปลูกเป็นของตัวเองทั้งนั้น”
ในตอนที่สองพ่อลูกคุยกันอยู่นั้นลุงใหญ่เซี่ยได้มาที่บ้านและตะโกนเรียกพ่อเซี่ยด้วยความร้อนรน ฟังดูน้ำเสียงแล้วเหมือนจะมีเรื่องบางอย่างขึ้น
“น้องรอง น้องรอง อยู่บ้านหรือเปล่า มีใครอยู่บ้านหรือเปล่า เปิดประตูให้ลุงใหญ่เข้าไปหน่อย”
“พี่ใหญ่เกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงได้ร้อนรนขนาดนี้ เกิดอะไรขึ้นครับ”
“ลุงใหญ่ดื่มน้ำก่อนค่ะ ใจเย็น ๆ นะคะมีอะไรค่อย ๆ พูดค่ะ”
“ขอบใจหลานสาว”
“พี่ใหญ่สรุปว่ามีเรื่องอะไรกันแน่ครับ ที่บ้านมีใครเป็นอะไรหรือเปล่า”
“เจ้าคนเลวนั่นกลับมาแล้ว และตอนนี้อยู่ที่บ้านหัวหน้าหมู่บ้าน สงสัยคงไปติดต่อซื้อที่ทางปลูกบ้าน” ลุงใหญ่เอ่ยออกมาด้วยสีหน้าไม่ดี
“เจ้าคนเลวเหรอคะลุงใหญ่ ใครกันคะ” ถิงถิงถามออกมาด้วย ความสงสัยใคร่รู้
“ผมไม่คิดว่าเว่ยจินเทียนยังจะมีหน้ากล้ากลับมาอีก ก่อนย้ายออกไปก็ไม่ใช่ว่าทำเรื่องเลวร้ายเอาไว้มากมายหรือยังไง ทุกอย่างที่ทำ ล้วนเป็นเรื่องน่าอับอายและร้ายแรงเกินให้อภัยทั้งนั้น”
“พี่เองก็ไม่รู้ แต่นั่นมันก็เรื่องเมื่อ 20 กว่าปีมาแล้ว ตอนนั้นถิงถิง เพิ่งจะเกิด เจ้าสารเลวยังคิดจะขืนใจน้องสะใภ้อีก พี่ไม่รู้ว่าเจ้าสารเลวนั่น ยังจะมีใจแค้นเคืองอะไรน้องรองอยู่หรือเปล่า กลับมาครั้งนี้ก็พาเมียกับลูกกลับมาด้วย”
“เหอะ ไม่ใช่ว่าไปทำเรื่องเลวร้ายอะไรมาจากที่อื่นแล้วหนีกลับมาหรอกนะ คนอย่างเว่ยเทียนจินไม่เคยทำเรื่องดี ๆ หรอกนะพี่ใหญ่ ไม่แน่อาจจะไปทำเรื่องผิดกฎหมายอะไรมา แล้วหนีกลับมาหรือเปล่า แต่ตอนนั้น ก็โดนขับออกจากหมู่บ้านไป แต่ตอนนี้อะไรหลาย ๆ อย่างเปลี่ยนไปแล้วไม่รู้ว่าหัวหน้าหมู่บ้านจะยินยอมให้เจ้าสารเลวนั่นซื้อที่ปลูกบ้านหรือเปล่า อีกอย่างหัวหน้าหมู่บ้านจะไปทำอะไรได้ หากมีชาวบ้านขายที่ให้เจ้าสารเลวนั่น ตราบใดที่มีคนยินยอมและอีกฝ่ายมีเงินจ่ายหัวหน้าหมู่บ้านเองก็ไม่มีสิทธิ์ ห้ามปราม”
“นั่นสิ อย่างที่เจ้ารองว่านั่นล่ะ พอนึกถึงเรื่องในอดีตแล้วยังเจ็บใจ ไม่หาย พวกเราพี่น้องดีกับเขาตั้งเท่าไหร่ นายเองก็เห็นเขาเป็นสหายสนิทมีเรื่องอะไรคอยช่วยเหลือมาตลอด แต่นึกไม่ถึงเลยว่าที่เข้ามาสนิทสนมกับพวกเราพี่น้องเพราะหมายตาน้องสะใภ้”
“เรื่องมันก็นานแล้วนะคะลุงใหญ่ เขาอาจจะไม่คิดอะไรกับคุณแม่แล้วก็ได้ อีกอย่างตอนนี้ครอบครัวเราเหมือนดูรังแกง่ายขนาดนั้นหรือคะ พวกเราพี่น้องโตจนป่านนี้แล้ว ถ้าเขายังมีความคิดไม่ดีไม่ว่าจะด้วยเรื่องอะไรก็แล้วแต่ พวกเราพี่น้องไม่มีทางปล่อยเขาไปแน่นอนค่ะ”
“ลุงรู้ แต่มันอดโมโหไม่ได้ ว่าแต่หลานเถอะร้านค้าเป็นยังไงบ้าง ซ่อมแซมปรับปรุงไปถึงไหนแล้ว ตอนนี้หมู ไก่ แพะของบ้านเราเพิ่งจะเลี้ยงกัน อีกนานกว่าจะโตพอที่จะขายได้ ตอนนี้ร้านค้าของหลานจะเอาสินค้าอะไร ไปวางขายล่ะ”
“ลุงใหญ่ ตอนนี้ยังซ่อมแซมไม่เสร็จเลยค่ะ ถ้าหากร้านซ่อมแซมเสร็จเรียบร้อยแล้วค่อยว่ากันอีกที อีกอย่างหนูอยากให้เยว่ผิงไปประจำอยู่ที่ร้านค้าค่ะ แต่ยังคงต้องมีคนคอยช่วยเยว่ผิง ในตอนที่ไก่ แพะ หมู บ้านเราพร้อมขายแล้ว อย่างน้อย ๆ ต้องมีคนฆ่าปลา เชือดไก่ให้ลูกค้า แต่เรื่องพวกนี้ยังอีกนานค่ะ ผลไม้บ้านเราเองเพิ่งจะลงต้นกล้าไปไม่เท่าไหร่ยังเหลือเวลา อีกนานกว่าที่จะสามารถเก็บผลผลิตได้ ตอนนี้ก็แค่รอผักและแตงโมสุกค่ะ”
“เรื่องนี้ไม่ยากหรอก อีกไม่กี่วันจะถึงงานแต่งงานของเยว่ผิงแล้วก็ให้เยว่ผิงกับลูกเขยไปอยู่ด้วยกันเสียที่ร้าน ส่วนที่บ้านป้าสะใภ้ของหลานเองก็ว่างอยู่ หน้าที่ทำอาหารให้เราพ่อลูกก็ให้ป้าของหลานทำ จะได้ไม่ลำบาก แม่ของหลาน ลุงดีใจที่หลานกลับมาพัฒนาบ้านเกิด ตอนนี้หลานดูสิ คนหนุ่มสาวก็ย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองกันหมดแล้ว หมู่บ้านของเราเหลือเพียงแค่คนแก่และเด็กเท่านั้น ส่วนคนที่อยู่เพราะไม่มีลู่ทางที่จะย้ายออกไปเท่านั้น”
“ลุงใหญ่ วางใจได้เลย หนูเชื่อว่าหนูตัดสินใจไม่ผิด คนเราทุกคนต้องกินข้าว อีกอย่างธัญพืชต่าง ๆ เองก็จำเป็น หากทุกคนดิ้นรนเข้าไปอยู่ในเมืองเสียหมด ใครจะทำนาปลูกข้าวล่ะคะ หนูเองก็เคยทำงานที่เมืองหลวงมาแล้ว ทุกอย่างที่นั่นต้องใช้เงินทั้งนั้น แล้วก็ราคาไม่เบาเลยแถมไม่อร่อยเหมือน บ้านเราด้วยนะคะ”
ในขณะที่คนบ้านเซี่ยกำลังคุยกันเรื่องเรือกสวนไร่นาและผลผลิตทางการเกษตร เว่ยจินเทียนก็ได้แจ้งกับหัวหน้าหมู่บ้านเอาไว้แล้วว่าเขาจะพาครอบครัวกลับมาอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้ ส่วนที่ดินสำหรับสร้างบ้านเขาได้ซื้อเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้ว เขาซื้อที่ดินของครอบครัวสกุลต่งที่ย้ายตามลูกชาย ลงใต้ไป
การกลับมาของเว่ยจินเทียนในครั้งนี้เพราะไม่สามารถอยู่ในตัวจังหวัดได้ เพราะเว่ยเฉิงฟงลูกชายเพียงคนเดียวได้ไปมีเรื่องมีราวกับคนใหญ่คนโตในท้องถิ่น ส่วนลูกสาวอย่างเว่ยฉิงเฟยก็ถูกไล่ออกจากที่ทำงานเพราะไปมีสัมพันธ์ลับ ๆ กับหัวหน้างาน จนภรรยาเขาจับได้ เว่ยจินเทียนไม่มีทางเลือกจึงได้พาลูกเมียย้ายกลับมาตั้งหลักที่บ้านเกิด และหาลู่ทางทำธุรกิจในอำเภอ
วันเวลาผ่านไปหลายวัน การกลับมาของอดีตสหายของพ่อเซี่ยไม่ได้ทำให้เกิดคลื่นลมอะไรมากนักและไม่มีผลกระทบอะไรกับบ้านเซี่ย แต่วันนี้ มีเรื่องน่ายินดีของพี่ใหญ่ซูเซียวของบ้านลุงใหญ่ วันนี้เป็นวันหมั้นหมายของ พี่ใหญ่ซูเซียวกับลูกสาวบ้านเจียงแห่งหมู่บ้านเจียงลี่ คู่หมั้นของพี่ใหญ่ซูเซียวชื่อ เจียงอันผิง ทั้งสองคนคบหาดูใจกันมานานถึงสามปี
วันนี้เป็นวันหมั้นของทั้งสองคนและจะแต่งงานกันอีกในหนึ่งเดือนข้างหน้า แม่เซี่ยเห็นลูกชายลุงใหญ่จะแต่งภรรยาเข้าบ้านก็ไม่พอใจลูกชายสองคนที่บ้านทันที ลูกชายสองคนไม่มีแม้แต่หญิงสาวที่คบหาด้วย ไม่รู้เมื่อไหร่จะได้อุ้มหลาน พอเอาเรื่องเช่นนี้ไปคุยกับลูกชายทั้งสองคนก็อ้างเหตุผลสารพัด
แม่เซี่ยเองก็ไม่อยากบีบบังคับลูกชายให้แต่งงานกับคนที่ไม่ได้มีใจชอบพอ แต่ตอนนี้แม่เซี่ยชักจะใจเย็นไม่ไหวแล้ว และรู้สึกอิจฉาบ้านใหญ่ที่จะได้แต่งสะใภ้เข้าบ้าน อีกไม่นานก็จะแต่งเขยอีก ส่วนบ้านรองของตัวเองลูก ๆ ทั้งสามคนไม่มีใครเอ่ยเรื่องแต่งงานสักคนไม่ว่าลูกชายหรือลูกสาว
หลังจากงานหมั้นผ่านไปทุกคนก็กลับมายุ่งวุ่นวายกับงานของตัวเอง ไม่ว่าจะรดน้ำต้นไม้ พรวนดินใส่ปุ๋ย ตอนนี้ต้นกล้าผลไม้ที่ผ่านการรดน้ำจากบ่อน้ำแร่โบราณที่ได้รางวัลมาจากระบบ ทำให้เจริญเติบโตได้เป็นอย่างดี เรื่องที่ต้นไม้โตเร็วกว่าปกติทุกคนไม่ได้สงสัยอะไร เพียงแต่คิดว่าเป็นเพราะพวกเขาดูแลเอาใจใส่จึงทำให้เจริญเติบโตเร็ว ส่วนผักที่ปลูกเอาไว้ก็เติบโตเป็นอย่างดี เชื่อว่าอีกไม่นานจะสามารถตัดขายได้แล้ว องุ่นที่ปลูกเอาไว้ ก็เติบโตดีเช่นเดียวกัน แตงโมเริ่มจะติดดอกหลังจากปลูกไปได้เดือนเดียว
บ้านตระกูลซูตอนนี้กำลังต้อนรับว่าที่ลูกเขยเฉินหมิงเฟย สำหรับลูกเขยคนนี้บ้านซูค่อนข้างที่จะพอใจมาก เป็นคนหนุ่มอนาคตไกล หน้าที่การงานมั่นคง แต่สิ่งเดียวที่คนบ้านซูไม่รู้นั่นก็คือกว่าที่เฉินหมิงเฟยจะก้าวขึ้นมาได้ขนาดนี้ไม่รู้เกาะชายกระโปรงหญิงสาวมาแล้วกี่คน เพื่อความเจริญก้าวหน้าของตัวเอง คนอย่างเฉินหมิงเฟยทำได้ทุกอย่าง
“ซูเจียว ลูกนั่งเป็นเพื่อนหมิงเฟยก่อนนะ แม่จะเข้าไปดูห้องครัว เสียหน่อย อีกไม่นานพ่อกับพี่ชายของลูกคงจะกลับมากันแล้ว”
“ค่ะคุณแม่”
“หมิงเฟยเองทำตัวตามสบายนะ คิดเสียว่าเป็นบ้านของตัวเอง”
“ครับคุณป้า”
“พี่หมิงเฟย พี่คิดว่าแฟนเก่าพี่บ้าหรือเปล่าที่ลาออกจากงาน กลับบ้านนอกไปแล้ว ไม่ใช่ว่าหล่อนคิดจะไปทำนาจริง ๆ หรอกนะคะ”
“ช่างเถอะ อย่าไปพูดถึงผู้หญิงบ้านนอกอีกเลย ถึงหน้าตาจะสะสวยแต่ก็เป็นเพียงคนบ้านนอกคอกนาขาจุ่มดินโคลนเท่านั้น”
“บ้านนอกคอกนา พี่ยังคบหากับเธอไม่ใช่เหรอคะ”
“โธ่ ที่รัก พี่แค่เล่น ๆ ครับ ก็ตอนนั้นพี่ยังไม่เจอกับเจียวเอ๋อร์นี่ พี่เองก็ไม่ได้ชอบพอหล่อนจริง ๆ พี่เพียงแค่พนันกับเพื่อนเท่านั้นครับ ว่าจะจีบยายบ้านนอกสำเร็จหรือเปล่า”
หากถิงถิงรู้ว่าอดีตคนที่เคยสนิทชิดเชื้อในวันนั้นคืออสรพิษในวันนี้คงจะโมโหน่าดู ความจริงแล้วเฉินหมิงเฟยเองก็ไม่ได้มีใจชอบพอซูเจียวเท่าไหร่ ผู้หญิงคนนี้นอกจากฐานะดีมีเงินแล้ว นอกจากนั้นไม่มีอะไรดู เขาออกจะดูถูกซูเจียวเสียด้วยซ้ำว่าเป็นผู้หญิงที่ไร้สมอง แต่เพื่อผลประโยชน์ของตัวเองในภายภาคหน้าจึงแสร้งว่ารักนักหนาต่อหน้ายายผู้หญิงโง่คนนี้ ลับหลังซูเจียวเขาก็มีผู้หญิงคนอื่นอีก เอาไว้เป็นทางเลือก
