ตอนที่ 7 พี่น้องปรึกษาหารือ
หลังจากวันที่ถิงถิงกลับมาจากเซี่ยงไฮ้เวลาผ่านแล้วสามวัน และบ่ายของวันที่สี่ รถสามล้อที่ซื้อเอาไว้ก็ส่งมาถึงพอดี พ่อเซี่ยที่ฝึกขับรถสามล้อจนชำนาญแล้วจึงเป็นคนขับรถสามล้อคันใหม่พาแม่เซี่ยไปช่วยลูก ๆ ปลูกแตงโมที่เนินเขาหนานซาน หลังจากปลูกแตงโมและผักสองสามชนิดเสร็จแล้ว ก็ถึงเวลาที่พี่ชายทั้งสองคนรวมถึงตัวถิงถิงเองจะต้องรับสมัครคนงานเพื่อมาช่วยกันดูแลสวนผลไม้ทั้ง 5 แห่งด้วยกัน
ตอนนี้พ่อเซี่ยได้ไปว่าจ้างให้ช่างมาช่วยล้อมรั้วสวนผลไม้บนภูเขา ทั้งสี่แห่ง คาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกพอสมควรถึงจะสามารถล้อมรั้วภูเขาทั้งสี่เสร็จ หมู่บ้านตระกูลเซี่ยนั้นมีชาวบ้านที่อาศัยอยู่ไม่มากนัก ไม่ถือว่าเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้ล้วนแล้วแต่จิตใจดี เป็นส่วนใหญ่จะมีบ้างที่บางครอบครัวที่ร้ายกาจจนไม่มีใครอยากคบหาด้วย
“พี่ใหญ่ พี่รอง พวกพี่ได้คิดกันเอาไว้หรือยังว่าจะให้ใครมาช่วยงาน ที่สวน พี่สองคนคงจะไม่ทำเองทั้งหมดหรอกนะคะ ถ้าเป็นแบบนั้นก็คงจะทำไม่ทัน หรือไม่ก็จะเหนื่อยเกินไป”
“พี่คิดว่าตอนนี้แค่หาคนมาช่วยรดน้ำ ใส่ปุ๋ย และกำจัดวัชพืช สัก 2-3 คน เอาไว้พอถึงเวลาที่สวนของพวกเราให้ผลผลิตเต็มที่ค่อยจ้างชาวบ้านที่ขยันไม่อู้งานมาช่วยกันเก็บ” พี่ใหญ่เซี่ย
“พี่เองก็เห็นด้วยกับพี่ใหญ่ ตอนนี้เราเพิ่งเริ่มปลูกผลไม้ งานยังคง ไม่มากเท่าไหร่ยังพอทำกันไหว หาคนมาช่วยสัก 2-3 คนก็พอแล้ว ส่วนสวน ที่อยู่ในความรับผิดชอบของคุณพ่อนั้นครอบครัวของลุงใหญ่จะเข้ามาช่วยงาน แล้วน้องสาวจะเริ่มเลี้ยงหมู เลี้ยงไก่แล้วก็พวกแพะเมื่อไหร่หรือ” พี่รองเซี่ย
“พรุ่งนี้น้องว่าจะเข้าไปในตัวอำเภอ เพื่อหาที่ทางเปิดร้านค้า และจะไปรอรับลูกหมูที่ซื้อเอาไว้ พรุ่งนี้พี่ใหญ่กับพี่รองช่วยทำคอกหมูเอาไว้รอหน่อยได้หรือเปล่าคะ เดี๋ยวพอน้องกลับมาจะเอาพ่อพันธุ์แม่พันธุ์หมูมาเลี้ยงก่อน ส่วนสัตว์อื่น ๆ ค่อยทยอยเลี้ยงค่ะ พวกเราไม่จำเป็นต้องรีบร้อนขนาดนั้น ค่อยเป็นค่อยไปจะดีกว่าค่ะ”
“เจ้ารองเวลาน้องสาวพูดอะไรให้เชื่อฟังบ้าง อย่าเอาแต่มุทะลุ ดันทุรัง”
“พี่ใหญ่ อะไรของพี่กัน ได้ทีรีบซ้ำเติมเลยนะ”
“จริงสิน้องสาว วันก่อนพี่กับน้องรองกำลังกลับมาจากสวนแห่งที่สี่ บังเอิญเจอชุ่ยฮวากำลังทำลับ ๆ ล่อ ๆ อยู่ชายป่าท้ายหมู่บ้าน ไม่รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่”
“ชุ่ยฮวา? ใช่ชุ่ยฮวาที่เมื่อก่อนวิ่งตามติดพี่รองหรือเปล่าคะ ไม่ใช่ว่าเธอแต่งงานออกไปนอกหมู่บ้านแล้วหรือคะ”
“ใช่ ชุ่ยฮวาคนนั้นนั่นล่ะ แต่งไปแล้วและก็หย่าแล้วน่ะสิ พี่กลัวว่าจะมาสร้างปัญหาให้เจ้ารองอีก เจ้ารองนายเองก็ต้องระวังเอาไว้ด้วยนะ”
“พี่ใหญ่ไม่ต้องห่วงครับ ผมเองก็ไม่ได้กินพืชเป็นอาหารเสียเมื่อไหร่ ที่เมื่อก่อนอาจจะไม่ได้รู้เท่าทันชุ่ยฮวาคนนี้มากนักจนเกือบตกหลุมพรางของเธอเข้า แต่ตอนนี้ผมรู้แล้วและจะระวังเป็นอย่างมาก”
“ดีแล้วล่ะ น้องสาวพรุ่งนี้จะเข้าอำเภอกับใครล่ะ ไปกับคุณพ่อหรือว่ายังไง”
“ไปกับคุณแม่ค่ะ ส่วนคุณพ่อคงต้องอยู่แบ่งงานกับบ้านลุงใหญ่ พี่ใหญ่กับพี่รองคิดเอาไว้หรือยังว่าจะให้ใครมาช่วยงานที่สวนของเรา”
“พี่คิดว่าจะไปชวนสหายของพี่ แต่ยังไม่แน่ใจว่าพวกเขาจะเต็มใจ มาช่วยพวกเราหรือเปล่า คงต้องไปพูดคุยกันดูก่อน”
“ถ้าอย่างนั้นพี่ใหญ่ก็ลองไปพูดคุยดูก่อนนะคะ ส่วนเงินเดือนเริ่มต้นที่ 100 หยวน”
“แล้วสวนในส่วนที่น้องสาวดูแลล่ะจะหาใครมาช่วย มีคนที่คิดเอาไว้หรือยัง” พี่รองเซี่ยอดเป็นห่วงน้องสาวไม่ได้
“นั่นสิ น้องสาวมีคนที่คิดเอาไว้หรือยัง หรือยังไงให้พี่สองคนช่วยดูแลแทนดีหรือไม่เพราะถึงยังไงเราก็ต้องจ้างคนมาช่วยงานอยู่แล้ว พอถึงเวลาร้านค้าในอำเภอเปิดน้องสาวยังต้องเข้าไปดูแลด้วยตัวเองในช่วงแรกอีก”
เช้าวันต่อมาถิงถิงขับรถสามล้อพาคุณแม่เซี่ยเข้าตัวอำเภอเพื่อหาซื้อร้านค้า ตอนนี้เงินในมือของเธอนับว่าไม่น้อย อีกทั้งเธอมีความมั่นใจว่าพืชผักที่รดด้วยน้ำจากบ่อน้ำโบราณนั้นจะต้องมีรสชาติดีและมีการเจริญเติบโตได้ดี ในเมื่อมีรสชาติที่ดีก็ไม่ต้องกลัวว่าจะขายไม่ได้ ในอนาคตเมื่อประเทศ มีการพัฒนาต่อไปผลผลิตทางการเกษตรที่มีรสชาติดีและมีประโยชน์ต่อร่างกายจะเป็นสิ่งที่หายาก ถึงแม้ว่าตอนนี้จะมีปุ๋ยเคมีออกมาวางขายแล้วก็ตามแต่มันก็มีทั้งประโยชน์และให้โทษด้วยเช่นเดียวกัน
ในระหว่างแม่และลูกสาวเข้าไปในอำเภอเพื่อหาร้านค้า พ่อกับลูกชายได้แยกย้ายกันไปทำงานที่สวนโดยมีครอบครัวของลุงใหญ่มาช่วย ตอนนี้คนตระกูลเซี่ยกำลังกลายเป็นตัวตลกในหมู่บ้านสำหรับหลายครอบครัว ที่กำลังจับตามองพวกเขาอยู่ มีที่ไหนกันลูกสาวที่ทิ้งงานทิ้งเงินเดือนจาก เมืองหลวงเพื่อกลับมาเช่าภูเขาทำสวน
แต่คนบ้านนี้กลับไม่มีใครคัดค้าน กลับเห็นดีเห็นงามไปด้วยแบบนี้ ไม่เรียกว่ารักลูกสาวจนเกินไปหรอกหรือ ตาเฒ่าเซี่ยช่างไม่คิดเลยว่าลูกสาว ก็เป็นแค่ตัวไร้ประโยชน์ ในวันข้างหน้ายังต้องแต่งออกไปอยู่บ้านสามี การที่มีลูกสาวผลาญเงินเช่นนี้ใครจะอยากสู่ขอไปเป็นลูกสะใภ้กัน
ที่ศาลาพักร้อนกลางหมู่บ้านเป็นสถานที่เอาไว้สำหรับพักผ่อนหย่อนใจสำหรับหลาย ๆ คน แต่ก็มีคนหลายคนมานั่งจับกลุ่มนินทาตามประสาผู้หญิงปากยาวที่วัน ๆ ไม่ทำงานทำการอะไรประหนึ่งว่าการนินทาคืองานประจำของหญิงเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นหมาแมวบ้านไหนขโมยไข่ไก่บ้านไหนพวกเธอทั้งหลายต่างรู้ไปหมดเสียทุกเรื่อง และตอนนี้กำลังนินทาคนบ้านเซี่ยอยู่ อย่างออกรสออกชาติ
“พวกเจ้าว่าทำไมลูกสาวของบ้านเซี่ยถึงได้ลาออกจากงานที่เมืองหลวงแล้วกลับมาทำไร่ไถนาที่บ้านเกิดกัน เงินเดือนที่เมืองหลวงมากถึงขนาดนั้น อุตส่าห์เรียนจนจบมหาวิทยาลัยทำไมสิ้นคิดขนาดนี้ คิดว่ากลับมาทำไร่ทำนาที่บ้านเกิดจะร่ำรวยได้อย่างนั้นเหรอ หากร่ำรวยได้เพราะทำไร่นาพวกเราก็รวยกันหมดแล้วสิ แถมคนบ้านนั้นก็ตามใจลูกสาวเสียด้วย ช่างเป็นความคิด ที่ไม่เข้าท่าเอาเสียเลย” นางจวงป้าปากร้ายอันดับหนึ่งของหมู่บ้านนอกจากนินทาและดุด่าลูกสะใภ้แล้วก็ไม่ได้ทำงานทำการอะไรอีกพูดขึ้นด้วย ความอิจฉาในวาสนาของคนอื่น
“นี่ป้าจวง ป้าจะพูดแบบนี้ก็ไม่ถูกนะ ความจริงแล้วหากบ้านไหนมีลูกสาวสวยขนาดนั้นก็ย่อมต้องตามใจบ้างอยู่แล้ว ไหนจะเรียนจนจบมหาวิทยาลัยอีก อย่างน้อย ๆ ก็สามารถกลับมาทำงานที่บ้านเกิดได้ อีกอย่าง หญิงสาวหน้าตางดงามและมีการศึกษาย่อมต้องตกเป็นตัวเลือกที่ดีของบรรดาชายหนุ่มในเมือง ป้าว่าใช่หรือไม่” นางฉินหญิงวัยกลางคนผู้สอดรู้ สอดเห็นเรื่องของชาวบ้านทุกครัวเรือน
“อ่อ ก็นึกว่าอะไร ที่แท้กลับมาเพื่อมองหาสามีนี่เอง แต่ว่าจะหาได้เร้อ คนที่ร่ำรวยย่อมต้องการแต่งหญิงสาวที่มีฐานะเท่าเทียมกัน ใครจะมาแต่ง ลูกสาวบ้านเซี่ยกัน ถึงแม้ว่าฐานะจะไม่ได้ยากจนแต่ก็ไม่ได้ร่ำรวย เพียงแค่ พอมีกินมีใช้ อย่างเห็นว่าพวกเขามีรถสามล้อถึงสองคัน นั่นคงใช้เงินเก็บทั้งหมดไปซื้อแล้ว เพียงเพื่อจะยกฐานะของตัวเองให้ดูดี เรื่องแค่นี้ใครจะมองไม่ออกกัน ก็ไม่รู้ว่าคนบ้านเซี่ยที่ปกติเชิดหน้าชูคอว่าบ้านของตัวเองมีนักศึกษาทำเหมือนตัวเองฉลาด ไหนจะเรื่องเช่าภูเขาตั้งสี่แห่งนั่นอีก นั่นไม่ใช่เอาเงินไปละลายทิ้งเหรอ ภูเขาแห้งแล้งปานนั้นจะไปปลูกอะไรได้”
“ใช่ไหมเล่า สมกับเป็นป้าจวงที่มีสายตากว้างไกล ว่าแต่ว่าลูกสาวของป้าจวงได้พูดคุยเรื่องแต่งงานหรือยัง ซิวเหยียนหน้าตางดงามไม่น้อยไม่ด้อยไปกว่าลูกสาวบ้านเซี่ยแถมยังทำงานอยู่ในตัวจังหวัดด้วย”
นางฉินปากกล่าวยกยอลูกสาวของป้าจวงแต่ในใจกลับถุยน้ำลาย ไปหลายรอบแล้ว เพราะป้าจวงจะก่นด่านินทาลูกสาวของทุกครอบครัว ประหนึ่งว่าลูกสาวบ้านตัวเองเป็นนางฟ้านางสวรรค์ทั้ง ๆ ที่หน้าตาก็ไม่ได้สะสวยอะไร แค่ได้ทำงานในห้างสรรพสินค้าในตัวจังหวัดเท่านั้น เรียนก็แค่จบชั้นมัธยมต้น แถมนิสัยก็ไม่ได้ดีอะไร รวม ๆ แล้วไม่มีอะไรดีสักเท่าไหร่ อย่างว่าล่ะลูกสาวตัวเองประหนึ่งของล้ำค่าลูกสาวบ้านอื่นเปรียบดังขี้หมากองหนึ่งเท่านั้น
ที่ศาลาพักร้อนในหมู่บ้านจะมีใครนินทาว่าร้ายอะไร ถิงถิงไม่ได้รับรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้น เธอเพียงพาแม่เซี่ยวนไปรอบ ๆ ตัวอำเภอเพื่อหาร้านค้า ที่ทำเลดีเพียงเท่านั้น จากนั้นก็ไปที่หน่วยงานจัดสรรอสังหาริมทรัพย์ หลังจากซื้อร้านค้าขนาด 200 ตารางเมตรเป็นร้านค้าที่อยู่ก่อนถึงหน้าตลาด ด้านหลังยังมีบ้านหลังเล็กอยู่หนึ่งหลัง
พื้นที่รอบ ๆ ร้านค้ากว้างขวางมาก ตัวร้านค้าขนาด 200 ตารางเมตรตั้งอยู่บนที่ดินขนาด 80 ตารางวา นับว่ากว้างขวางพอสมควรและราคาก็ไม่เบาด้วยเช่นเดียวกัน หลังจากถิงถิงจ่ายเงินออกไปถึง 5,000 หยวน แม่เซี่ยมองด้วยความปวดใจระคนสุขใจ ถึงจะเสียเงินไปจำนวนมากแต่ก็ได้ร้านค้าและยังมีบ้านหลังเล็กด้านหลังและยังมีที่ดินพอให้ได้ปลูกผัก ผลไม้อีกนับว่าจ่ายเงินออกไปคุ้มค่ามากทีเดียว
หลังจากจัดการเรื่องต่าง ๆ เสร็จเรียบร้อยแล้ว ถิงถิงให้แม่เซี่ยไปซื้อของที่ตลาด ส่วนตัวเธอบอกกับแม่เซี่ยว่าจะไปรับลูกหมูที่สั่งจองเอาไว้ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาจึงต้องแยกกันไป หลังจากที่แม่เซี่ยซื้อของเสร็จแล้วให้มารอเธอที่หน้าตลาด ถิงถิงขับรถสามล้อออกไปนอกตัวอำเภอไกลพอสมควร เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่แถวนี้จึงให้ตงตงเอาหมูสวรรค์สองตัวที่ได้รางวัลจากระบบออกมาจากช่องเก็บของในระบบ เมื่อได้ลูกหมูแล้วถิงถิงขับรถกลับไปรับแม่เซี่ยกลับหมู่บ้าน
ระหว่างทางกลับบ้านแม่เซี่ยอดชมลูกสาวไม่ได้ว่าเลือกลูกหมูได้ดี หมูสวรรค์เป็นรางวัลที่ได้จากระบบ จึงทำให้ดูดีกว่าหมู่ทั่วไปอีกทั้งระยะเวลาในการขยายพันธุ์เร็วกว่าหมูบ้านมาก อีกไม่นานก็จะมีลูกหมูออกมาให้เลี้ยงเพิ่ม ส่วนสัตว์อื่น ๆ ถิงถิงไม่แน่ใจว่าในร้านค้าของระบบจะมีขายหรือเปล่า คงต้องถามตงตงดู
ตอนนี้ฟาร์มของเธอนับว่าเริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว พรุ่งนี้คงต้อง เข้ามาในตำบลอีกเพื่อหาช่างมาปรับปรุงซ่อมแซมร้านค้าและบ้านหลังเล็กด้านหลัง อีกอย่างเธอต้องการทำกำแพงเพื่อล้อมรั้วที่ดินทั้งหมดของร้านค้าด้วย รั้วเดิมเป็นเพียงไม้ไผ่เท่านั้น เจ้าของเดิมทำไว้ไม่ดีนักตอนนี้มันเริ่มผุพังแล้วเช่นกัน
