ตอนที่ 12 เยว่ผิงแต่งงาน
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วหลังจากที่พี่ชายทั้งสองไปเรียนขับรถ จนสามารถสอบใบขับขี่มาได้ ทั้งสองคนก็เดินทางไปที่เซี่ยงไฮ้เพื่อซื้อรถบรรทุกตามความต้องการของน้องสาว หลังจากที่ซื้อรถบรรทุกเรียบร้อยแล้วทั้งคู่ก็กลับบ้านมาพร้อมรถบรรทุกคันใหญ่ การออกจากบ้านมาในครั้งนี้พวกเขาใช้จ่ายเงินไปมากถึง 8,000 หยวนเลยทีเดียว แต่ในเมื่อมันเป็น ความต้องการของน้องสาว พวกเขาเองก็ไม่คิดที่จะคัดค้าน ทั้งสองคนเร่งเดินทางกลับบ้านเพื่อให้ทันงานแต่งงานของเยว่ผิง
วันแต่งงานของเยว่ผิงมาถึง ตอนนี้ลุงใหญ่เองรู้สึกไม่เต็มใจที่จะให้ลูกสาวแต่งออกไป แต่ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่เต็มใจลูกสาวอย่างเยว่ผิงก็ต้องแต่งให้กับจ้าวมู่หรงอยู่ดี อย่างน้อย ๆ ลูกเขยก็ถือว่าเป็นคนดีคนหนึ่ง แม้ว่าในใจจะหวงลูกสาวแต่ไม่สามารถขัดขวางความรักของคนทั้งสองได้ ดังนั้น ลุงใหญ่จึงมีความคิดทั้งยินยอมและไม่ยินยอม ยินดีและไม่ยินดีในคราเดียวกัน ทำให้คนที่มาร่วมงานแต่งงานเดาอารมณ์ความรู้สึกของลุงใหญ่จากสีหน้าไม่ได้เลย เพราะมันเต็มไปด้วยความสับสน
“พี่ใหญ่ ทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะครับ ตกลงพี่ดีใจหรือเสียใจกันแน่ที่ลูกสาวแต่งออกไป” พ่อเซี่ยอดพูดจา
“น้องรอง รอให้ถิงถิงแต่งงานออกไปก่อนเถอะ แล้วนายจะเข้าใจความรู้สึกของพ่ออย่างพี่ อย่าทำเป็นมาพูดดีตอนนี้ไปหน่อยเลย” ลุงใหญ่เองก็อดขยี้จุดอ่อนของน้องชายไม่ได้
“ใครบอกผมจะให้ลูกสาวแต่งออกไปครับ อย่างลูกสาวผมลูกเขยต้องแต่งเข้าเท่านั้นล่ะ” พ่อเซี่ยเชิดหน้าพูดอย่างถือดี
“เหอะ แบบนั้นหลานสาวข้าคงได้ขึ้นคานกันพอดี เจ้ารอง นายคิดว่าจะมีผู้ชายคนไหนยอมแต่งเข้าบ้านภรรยาบ้างล่ะ ถึงจะมีมันก็หายาก อีกอย่างพ่อแม่ของฝ่ายชายจะยินยอมหรือ อย่าพูดอะไรที่มันเป็นไปไม่ได้หน่อยเลยน่า”
“เหอะ ไม่ยอมก็ไม่ต้องมาแต่งสิ ลูกสาวของผม ผมเลี้ยงเองได้น่า พี่ใหญ่”
“เอาเถอะ ๆ ไม่ต้องพูดเรื่องนี้กันแล้ว แค่ลูกสะใภ้ยังไม่มีสักคนยังจะมาพูดเรื่องลูกเขยไปทำไม หรือว่านายจะเลี้ยงลูกชายเองอีก” ลุงใหญ่ เกทับน้องชาย
“เรื่องลูกชายผมไม่ได้บังคับ ช่วยไม่ได้นี่ พวกเราเคยทำผิดพลาดมาแล้ว ตอนนี้ผมไม่อยากจะจับคู่ให้ลูกชายแล้ว ครั้งนั้นที่ฝ่ายหญิงมาถอนหมั้นกับเจ้าใหญ่ถึงบ้าน ถึงแม้ว่าเจ้าใหญ่จะไม่พูดอะไรมากแต่ผมเองก็รู้ว่า ลูกเสียใจมาก ทำยังไงได้ล่ะพี่ ตอนนั้นบ้านพวกเราฐานะไม่ดีเอาเสียเลย ทางฝ่ายหญิงเขาเจอเป้าหมายที่ร่ำรวยกว่า ในเมื่อเขาเลือกเส้นทางใหม่ พวกเราก็ทำได้เพียงแค่ปล่อยเขาไปเท่านั้น”
“เหอะ ก็แค่พวกไม่รู้จักพอ เจ้ารองไม่ต้องเสียใจไป อีกหน่อยกิจการของพวกเรารุ่งเรืองแล้ว พี่คิดว่าคงมีคนเสียใจแทบตาย ไม่ใช่ว่าลูกเขยที่ร่ำรวยตอนนั้นเป็นแค่เรื่องแหกตาหรือยังไง ก็แค่เปลือกนอก คนบ้านเยี่ย ก็แค่พวกเห็นแก่เงินเท่านั้นล่ะ” ลุงใหญ่เองก็อดจะปลอบใจน้องชายไม่ได้
“ผมว่าพวกเราออกไปช่วยพี่สะใภ้รับแขกเถอะ อีกเดี๋ยวจะได้เวลาเจ้าบ่าวมารับตัวเจ้าสาวแล้ว พอถึงตอนนั้นพี่ก็ทำหน้าดี ๆ ด้วยเล่า ถึงยังไงเยว่ผิงก็ได้แต่งกับคนที่ดีคนหนึ่ง ที่สำคัญหลานยังต้องทำงานกับครอบครัวของเราอยู่ อีกหน่อยเยว่ผิงกับหลานเขยก็ต้องเข้าไปอยู่ที่ร้านแทนอาเซียว กับเมีย”
“นี่ล้วนแล้วเป็นความดีความชอบของถิงถิง ที่ทำให้ครอบครัวเรา มีหนทางทำมาหากิน ใครจะไปคิดว่าพวกเราจะลืมตาอ้าปากได้เพราะทำไร่ ทำนากันล่ะ หากเป็นสมัยก่อนก็คงไม่กล้าคิด แต่ถิงถิงกลับสามารถทำมันได้ พวกเราสู้คนยุคใหม่ไม่ได้จริง ๆ นี่แหละที่เขาบอกว่าคนมีการศึกษาย่อมสายตากว้างไกล พี่เข้าใจแล้วว่าทำไมนายถึงกัดฟันส่งลูกเรียนในระดับมหาวิทยาลัย”
“เพราะลูกผมเก่งน่ะสิ เรียนเก่งแล้วก็มีความคิดความอ่านไม่เหมือนคนอื่น ผมมั่นใจในตัวลูก”
“นั่นล่ะที่พี่อิจฉานาย ไปกันเถอะ พี่สะใภ้นายคงบ่นแล้ว"
แล้วก็เป็นไปตามความคาดหมาย เมื่อลุงใหญ่กับพ่อเซี่ยเดินไปถึง ป้าใหญ่ได้บ่นสามีและน้องชายสามีเสียยกใหญ่ แขกเหรื่อที่มาร่วมงานแต่งงานเริ่มทยอยมามากขึ้นเรื่อย ๆ งานแต่งงานครั้งนี้นับว่ามีแขกมาร่วมงานไม่น้อยเลยทีเดียว สินเดิมเจ้าสาวเองก็ถือว่าไม่น้อยสำหรับลูกสาว คนเดียว ส่วนสินสอดของฝ่ายเจ้าบ่าวเองก็นับว่าไม่น้อยเช่นเดียวกัน บ้านเจ้าบ่าวถือว่าเป็นครอบครัวที่มีฐานะพอสมควร
สาว ๆ หลายคนในหมู่บ้านรู้สึกอิจฉาเยว่ผิงที่ได้แต่งให้สามีที่ดี ไม่ว่าจะเป็นรูปร่างหน้าตาดี ฐานะดี นิสัยดี เป็นสามีในอุดมคติของเหล่าบรรดาหญิงสาว แต่ทว่าในสายตาของจ้าวมู่หรงไม่เคยชายตาแลใครนอกจากคู่หมั้นของตัวเอง เมื่อได้เวลาอันสมควรขบวนรับเจ้าสาวก็มาถึง
เจ้าบ่าวหน้าตาหล่อเหลา ขับรถสามล้อใหม่เอี่ยมผูกผ้าสีแดงเพื่อมารับเจ้าสาว ยังมีพี่ชายน้องชายที่นั่งมาบนรถแทรกเตอร์ ขบวนรับเจ้าสาว ดูคึกคักมาก สามล้อใหม่เอี่ยมนี้พี่ชายของมู่หรงได้เดินทางเข้าไปในตัวจังหวัดซื้อมาด้วยราคาไม่เบาเลย แต่เพื่องานแต่งงานของน้องชาย เหล่าพี่ชายที่รักน้องชายมากย่อมไม่มีทางทำให้บ้านเจ้าสาวดูถูกดูแคลนน้องชายของพวกเขาได้เช่นเดียวกัน
งานแต่งของเยว่ผิงผ่านไปแล้วนับสิบวัน ตอนนี้สองสามีภรรยา ป้ายแดงก็เริ่มเข้าไปเรียนรู้งานที่ร้านค้าในตำบลกับซูเซียวและภรรยาตอนนี้เยว่ผิงกับสามีก็เริ่มค้าขายคล่องตัวมากขึ้น เมื่อซูเซียวเห็นว่าน้องสาวกับน้องเขยสามารถทำงานเองได้แล้ว เขากับภรรยาก็เก็บของเตรียมตัวย้ายกลับหมู่บ้านทันที ตอนนี้บ้านอารองมีรถบรรทุกแล้ว ย่อมสะดวกสบาย ในการขนสินค้ามาส่ง ตอนนี้แตงโมที่ไร่ก็เริ่มสุกแล้ว ซูเซียวจึงตัดสินใจกลับหมู่บ้านเย็นนี้พร้อมกับรถที่มาส่งสินค้าที่ร้าน
“พี่ใหญ่กับพี่สะใภ้จะกลับบ้านเย็นนี้พร้อมกับพี่จิ้นถิงเลยหรือคะ”
“ใช่แล้วล่ะ เยว่ผิง ไม่ใช่เจ้าใหญ่มาบอกว่าแตงโมเริ่มสุกแล้วหรือ อีกอย่างงานในสวนช่วงนี้ก็คงยุ่งกันมาก ถึงจะรับคนงานเข้ามาช่วยบ้างแล้ว ก็ตาม ที่ร้านเธอกับน้องเขยสองคนไหวหรือเปล่า เพราะสินค้ามีมากขึ้น”
“ตอนนี้ยังไหวค่ะ แต่ถ้าถึงตอนที่เชือดหมูและแกะมาขาย คงต้องหาคนมาช่วยค่ะ เพราะเห็นถิงถิงบอกว่าจะแบ่งร้านค้าออกเป็นสองฝั่ง อีกฝั่งขายพวกข้าวสาร ธัญพืช และอีกฝั่งเป็นพวกผักสด อาหารสด และยังมีผลไม้อีก ถิงถิงบอกว่าจะหาคนงานชายมาช่วยสองคน ถึงยังไงห้องพักข้างบนยังมีอยู่ค่ะ”
“น่าจะอีกไม่นานแล้วล่ะ ไม่แน่ว่าอาจจะได้ต่อเติมด้านข้างทำเป็นส่วนที่วางขายผลไม้อย่างเดียว ถ้าในอนาคตสินค้ามากขึ้น คงต้องขยายร้านแล้วล่ะ”
“แต่ฉันว่าร้านนี้ก็ใหญ่มากแล้วนะ ด้านในยังวางของได้อีก ถิงถิงบอกว่าจะทำเป็นร้านค้าครบวงจรอะไรสักอย่าง ฉันก็ไม่แน่ใจ”
“ถิงถิงย่อมวางแผนเอาไว้ เราแค่ทำตามก็พอ เอาล่ะพี่ไปเก็บของช่วยพี่สะใภ้ของเธอก่อน ถึงเวลาจะได้ขนขึ้นรถกลับเลย”
“ค่ะ ฝากดูแลพ่อกับแม่แทนฉันด้วยนะคะ”
“ไม่ต้องห่วง มันเป็นหน้าที่ของพี่อยู่แล้ว”
เวลาบ่ายสองโมงตรง จิ้นหลงกับน้องชายก็ขับรถมาจอดหน้าร้าน ซูเซียวกับน้องเขยอย่างมู่หรงก็มาช่วยกันยกของเข้าร้าน เยว่ผิงเองก็รีบจัดวางของเขาที่ทันที หลังจากยกของลงจากรถจนหมดแล้ว ซูเซียวก็ขนของขึ้นรถพาภรรยากลับหมู่บ้านไปพร้อมกับจิ้นหลง ตอนนี้ที่ร้านก็เหลือแค่เยว่ผิงกับสามี ทั้งสองช่วยกันจัดข้าวของให้เป็นที่เป็นทาง ตอนเช้าเปิดร้านจะได้ ไม่ฉุกละหุกเกินไป
ตอนนี้ระบบอย่างตงตงกำลังคิดว่าคนอื่นเขาก็แต่งงานกันไปแล้ว ด้วยอายุของโฮสต์อย่างถิงถิงเองก็สมควรจะต้องมีแฟนกับคนอื่นเขาบ้างแต่ว่า ตงตงยังไม่เห็นชายหนุ่มที่มีคุณสมบัติที่ดีพอ และเหมาะสมกับโฮสต์เลย หรือว่าระบบอย่างมันต้องลาพักร้อนออกไปท่องเที่ยวเพื่อเลือกเฟ้นชายหนุ่มมาให้โฮสต์กันนะ คิดไปคิดมาตงตงก็เห็นว่าเหมาะสมมาก แต่คงต้องจัดการงานในฟาร์มให้กับโฮสต์ก่อน เตรียมของที่จำเป็นในการเพาะปลูกเอาไว้ให้โฮสต์ใช้ได้สักระยะหนึ่ง ก็น่าจะไม่เป็นไรแล้ว
ถิงถิงไม่มีทางรู้เลยว่าระบบอย่างตงตงกำลังจะลาพักร้อนเพื่อออกไปเสาะหาชายหนุ่มมาให้เธอ ในแต่ละวันของเธอหมดไปกับการทำงานในฟาร์ม ตอนนี้แตงโมสุกแล้วและพรุ่งนี้จะเป็นวันที่เก็บแตงโม และวันมะรืนจะเป็น วันแรกที่แตงโมวางขายที่ร้าน อีกไม่เกินครึ่งเดือนองุ่นที่ปลูกเอาไว้ก็จะสุกพร้อมเก็บเกี่ยวได้เช่นเดียวกัน ส่วนสตรอว์เบอร์รี จะสามารถเก็บเกี่ยวได้ ต้นฤดูหนาวอย่างแน่นอน ผักหลายอย่างเริ่มทยอยปลูกเพื่อทดแทนแปลงที่ตัดออกไปขาย ทุกวันถิงถิงสนุกกับงานจนไม่มีเวลาคิดถึงเรื่องอื่นเลย
“พ่อคะ แตงโมสองลูกนี้พ่อเอากลับไปให้คุณแม่ที่บ้านก่อนนะคะ ส่วนอีกสองลูกเอาไปให้บ้านลุงใหญ่ เย็นนี้จะได้ชิมดูว่ารสชาติเป็นยังไง แต่หนูรับรองว่าแตงโมของบ้านเรารสชาติดีแน่นอนค่ะ”
“ได้เลย แตงโมที่ลูกสาวพ่อปลูกเองมีหรือจะไม่อร่อย พ่อว่าต้องขายดีแน่นอน ตอนนี้ในเมืองอาจจะยังไม่มีแตงโมของเจ้าอื่นด้วยซ้ำ ถิงถิงตั้งราคาขายเอาไว้หรือยังลูก”
“ตั้งไว้เรียบร้อยแล้วค่ะ ลูกใหญ่ 20 หยวน ลูกเล็กลงมาหน่อย 18 หยวนค่ะ”
“นับว่าแพงอยู่นะ แต่พ่อว่าคุณภาพสมราคาแน่นอน”
“ของมันแน่อยู่แล้วค่ะพ่อ ปีนี้ที่นาของบ้านเราปลูกข้าวให้มากหน่อยนะคะพ่อ หนูอยากเปิดร้านขายข้าวสารและแป้งด้วย อาจจะรับซื้อข้าวจากชาวบ้านในหมู่บ้านของเราไปขายด้วย”
“ตกลง เรื่องนี้พ่อจะบอกกับลุงใหญ่ด้วย”
“ขอบคุณค่ะพ่อ”
