บทที่ 6 ชีวิตที่ไม่เหมือนเดิม
เช้าวันต่อมา
หญิงสาวหลับตาพริ้มอย่างมีความสุขบนเตียงนุ่ม ยืดแขนบิดกายอย่างเกียจคร้าน มุมปากหยักประดับรอยยิ้มน้อย ๆ เอาไว้ เตรียมตื่นมารับวันอันสดใสเช่นทุกวัน
ดวงตาคมค่อย ๆ เปิดปรือขึ้นมาอย่างเชื่องช้า สิ่งแรกที่คาดว่าจะมองเห็นคือเพดานห้องสีขาวสะอาดตา แต่แล้วทุกอย่างกลับยังดูแปลกประหลาด
“ฮะ!”
ลาเบลล์รีบกระเด้งตัว ก้มมองร่างกายที่ควรจะกลับเป็นหญิงสาวแล้ว แต่สิ่งที่เห็นกลับทำให้หัวใจกลางอกร่วงลงไปกองแทบพื้น
“บ้าเอ๊ย! ไม่นะ! มันไม่ควรเป็นแบบนี้สิ!” เธอสบถอย่างแตกตื่น พลิกมือที่ใหญ่และยาวไปมาหลายครั้ง แม้จะกะพริบตากี่ครั้งทุกอย่างมันก็ยังไม่เปลี่ยนแปลง
เธอยังคงติดอยู่ในร่างของชิน!
หญิงสาวในร่างกำยำกระโดดลงจากเตียง ไม่คิดจะอาบน้ำล้างหน้า หรือเปลี่ยนเสื้อผ้าที่สวมอยู่ด้วยซ้ำ คว้ากุญแจรถโทรศัพท์ แล้วรีบบึ่งไปหาชินทันที
UniSpace Condo
ใบหน้าหล่อเหลาฉายแววเคร่งเครียดสุดขีด ใช้หลังมือเคาะบานประตูห้องพักเบา ๆ ไม่นานคนด้านในก็มาเปิดให้ด้วยสีหน้าย่ำแย่ไม่ต่างกัน
“ฮืออออออออ เราจะทำยังไงดี ฉันไม่อยากอยู่แบบนี้ไปตลอดชีวิตนะ!”
มาถึงลาเบลล์ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบถลาเข้าไปเขย่าตัวชินด้วยความร้อนใจ
ขอบตาทั้งสองข้างแดงก่ำจากการร้องไห้อย่างหนักตลอดทาง
ชายหนุ่มถอนหายใจยาว เหลือบมองสภาพคนตรงหน้า ก็อยากจะด่าที่หญิงสาวไปสรรหากิ๊บลายสตรอว์เบอร์รีมาติดผม แถมยังกล้าออกมาทั้งแบบนั้น แต่พอเห็นท่าทางแตกตื่น เครียดจัดเขาก็ด่าไม่ลง
“ปล่อยตัวฉันซะที แล้วมาช่วยกันคิดว่าจะเอายังไงกันต่อ” ชินตอบกลับนิ่ง ๆ พร้อมดึงมือใหญ่ออกจากกาย ก่อนจะหมุนตัวไปทางโซฟากลางห้องรับแขก
“ทำไมนายถึงพูดเหมือนยอมรับง่าย ๆ แบบนั้น! ไม่คิดตกใจบ้างหรือไง!”
สาวตัวใหญ่กระทืบเท้าเร่า ๆ ทั้งน้ำตานองหน้า ไม่พอใจกับความชิลของอีกฝ่าย
“ฉันเองก็อยากกลับร่างเดิมอยู่แล้ว...แต่ก็คิดตั้งแต่เมื่อวานแล้วแหละว่าไอ้วิธีของเธอมันอาจไม่ได้ผล ก็เลยไม่ได้แปลกใจอะไร”
“นายนี่มัน!” ลาเบลล์กำมือแน่น หงุดหงิดไม่พอใจสุด ๆ หลังจากถูกสบประมาท
“มานั่งนี่ได้แล้ว ครั้งนี้เราต้องปรึกษากันว่าจะใช้ชีวิตในร่างอีกฝ่ายยังไงไม่ให้ถูกจับได้” ชินกระดิกนิ้วเรียกอีกฝ่าย พลางมองไปยังโซฟาฝั่งตรงข้ามที่ว่างอยู่ สร้างความขุ่นเคืองให้ลาเบลล์หนักกว่าเดิม
“นี่มันห้องฉันนะ!”
“เลิกโวยวายเสียงแหลม ๆ สักที ฉันปวดหัว”
“นาย...”
เธอกัดกรามกรอด ถึงจะอยากเขย่าตัวอีกฝ่ายให้หัวหลุดแค่ไหน ก็ได้แต่ทนอดกลั้น เธอสูดหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่เรียกสติ แล้วกระทืบเท้าปึงปังไปนั่งโดยดี พร้อมใช้หลังมือปาดคราบน้ำตาบนหน้าออกลวก ๆ
“อย่างที่ฉันบอกไปแล้ว ในเมื่อพวกเรายังหาทางกลับร่างเดิมไม่ได้ ก็จำเป็นต้องใช้ชีวิตของอีกฝ่ายตามปกติไปก่อน” ชินในร่างสาวฮอตปากแจ๋วครั้งนี้มีสีหน้าสงบเยือกเย็น เขาเอ่ยเรียบ ๆ แต่แฝงแรงกดดันบางอย่างให้ลาเบลล์หยุดมอง
“นายหมายความว่าฉันต้องใช้ชีวิตเป็นนาย...ทั้งไปเรียน เจอเพื่อน และอีกเยอะสิ่ง?”
“ใช่!”
“บะ...บ้าไปแล้ว ฉะ...ฉันทำไม่ได้แน่!” เธอส่ายหน้าเอาเป็นเอาตาย ไม่อาจจะยอมรับเรื่องที่เกิดขึ้นง่าย ๆ
“เธอต้องทำลาเบลล์ ฉันจะไม่ยอมให้ตัวเองขาดเรียนอีกแล้ว! และเธอก็คงไม่อยากหมดสิทธิ์สอบเพราะเรื่องนี้เหมือนกันใช่ไหม?”
“ตะ...แต่ว่า...นายเรียนวิศวะ! ฉันจะไปเรียนรู้เรื่องได้ยังไง!” หญิงสาวรีบค้านเสียงดัง
“ฉันไม่หวังว่าเธอจะเรียนรู้เรื่องอยู่แล้ว แค่เธอต้องพาตัวเองเข้าคลาสเรียนห้ามขาด! ส่วนเรื่องการบ้านฉันจะจัดการเอง” ชินไหวไหล่ตอบกลับง่าย ๆ
หลังจากนอนครุ่นคิดมาตลอดคืนว่าหากตนไม่อาจคืนร่างเดิมได้จะต้องทำอย่างไร ทำให้เช้าวันนี้หลังจากลาเบลล์โทรมาโอดครวญเขาจึงทำใจรับสภาพได้มากกว่า
“ถึงแบบนั้นก็เถอะ! แต่คนอื่นก็ต้องรู้สึกแปลก ๆ อยู่ดี ฉันว่าพวกเราไปหาอาจารย์ที่ปรึกษาแล้วอธิบายเรื่องทั้งหมดให้ฟังดีกว่า อย่างน้อยตอนที่ยังอยู่ในร่างนี้ พวกเราก็จะได้ใช้ชีวิตของตัวเอง”
“เธอคิดว่ามันจะง่ายขนาดนั้นเลยเหรอ?”
ชายหนุ่มเอนกายพิงพนักโซฟายกมือกอดอกเลิกคิ้วถามพร้อมรอยยิ้มเย้ยหยัน ราวสิ่งที่เธอพูดมันเป็นเรื่องตลก
“มะ...มันก็น่าจะดีกว่าพวกเราแกล้งเป็นอีกคน! นายโอเคงั้นเหรอที่ต้องใช้ชีวิตเป็นฉันน่ะ!”
“ฉันไม่โอเคหรอก แต่พวกเราไม่มีทางเลือก...และไอ้การที่เธอไปบอกใครต่อใครว่าพวกเราสลับร่างกัน มันจะมีสักกี่คนที่ยอมเชื่อ?”
“ฉะ...ฉัน คะ...คือว่า”
“ตอนที่ฉันแนะนำให้เราลองไปพบหมอ เธอยังบอกกลัวคนอื่นว่าบ้าอยู่เลย และต่อให้จะมีคนเชื่อ แต่เรื่องการย้ายชื่อนักศึกษาข้ามคณะข้ามชั้นปีมันไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ นะลาเบลล์”
“...”
“การยิ่งมีคนอื่นรู้เรื่องมากเท่าไร พวกเราก็จะกลายเป็นตัวประหลาดมากขึ้นเท่านั้น...เธอต้องการแบบนั้นเหรอ?”
ประโยคนิ่ง ๆ เต็มไปด้วยเหตุและผลทำเธอเถียงต่อไม่ออก ได้แต่ปั้นหน้ามุ่ยคอตก รับสภาพ
“ละ...แล้วต้องเริ่มจากอะไรล่ะ” คนตัวสูงถามเสียงติดขัด ขณะสาวร่างเล็กกอดอกไล่มองสภาพห่อเหี่ยวระทมทุกข์ด้วยแววตาเหนื่อยหน่าย
“เริ่มจากเอากิ๊บโง่ ๆ นั่นออกจากหัวฉันซะ!”
“ใจร้าย! ลายสตรอว์เบอร์รีออกจะน่ารัก!”
โชคดีที่วันนี้ทั้งสองมีคลาสเพียงแค่ช่วงบ่ายทำให้พวกเขาสามารถตระเตรียมความพร้อมก่อนได้
สองหนุ่มสาวที่อยู่ในร่างของอีกคนช่วยกันสอนเรื่องบุคลิก การวางตัว วิธีพูดในแบบของตัวเอง รวมถึงนำภาพแนะนำกลุ่มเพื่อนสนิท ๆ ให้ดู เพื่อความแนบเนียน
ช่วงเวลาที่ลาเบลล์ต้องฝึกทำตัวเป็นชินจบลงแล้ว พร้อมร่างสูงโปร่งทรุดกายลงบนโซฟาอย่างหมดเรี่ยวหมดแรง
“ฮืออออออออ เหนื่อย ~ ไม่เอาแล้ววววว”
สาวตัวใหญ่นอนดีดดิ้นกลางโซฟาหลังจากถูกติถูกบ่นไม่หยุดตลอดหลายชั่วโมง
“เอาเถอะ ก็ถือว่าไม่เลวร้าย พยายามอย่าพูดกับใครเยอะก็น่าจะพอกลบเกลื่อนไปได้” ชินกอดอกวิเคราะห์
“เหอะ! เอาแต่บ่นคนอื่น! คราวนี้ถึงตาฉันบ้างแล้ว!”
ลาเบลล์กระเด้งตัวขึ้นจากเบาะนุ่ม ดวงตาคมกริบเป็นประกายวาววับไม่น่าไว้ใจ ทำหนุ่มร่างบอบบางขนลุกซู่
“อะ...อะไร”
“หึหึ นั่นไง”
ปลายนิ้วหนาชี้ไปทางหน้าประตู เท่านั้นก็ทำให้หนุ่มสุขุมหน้าเจื่อนลงเล็กน้อยเสียแล้ว เมื่อเห็นรองเท้าส้นสูงหลากสีหลายแบบวางเรียงกันบนชั้นวาง
“มะ...ไม่เอาอะ ฉันไม่เอาชีวิตไปเสี่ยงบนไอ้รองเท้าที่ดูไม่มีความมั่นคงนั่นแน่!”
“นายต้องทำ! เพราะฉันใส่มันทุกวัน จนเป็นกิมมิกประจำตัวไปแล้ว ถ้านายไม่ใส่พวกเพื่อนฉันสงสัยแน่ ๆ”
“มะ...ไม่หรอกมั้ง”
“หึหึหึ”
มุมปากหยักแสยะยิ้มเป็นต่ออย่างคนถือไพ่เหนือกว่า อาการหมดเรี่ยวแรงเมื่อครู่หายวับ เปลี่ยนเป็นความกระตือรือร้น รีบกระโดดดึ๋ง ๆ ไปคว้ารองเท้าส้นเข็มคู่หนึ่งแล้วหันมาทางชินบ้าง ทำใบหน้าสวยเริ่มมีเม็ดเหงื่อซึมตามไรผม
เธอผลักร่างตัวเองลงไปนั่งบนโซฟาแม้เขามีท่าทีฟึดฟัดไม่เต็มใจก็ตาม แล้วรีบคว้าข้อเท้าเล็กขึ้นมาบีบแน่นเพื่อสวมรองเท้าสีครีมสวย
ใบหน้าหล่อก้มมองบรรจงติดสายรัดข้อเท้าให้อย่างเบามือ ทำหัวใจของชินแอบสั่นไหวแปลก ๆ จนต้องเสมองไปทางอื่น
“เอ้า! เสร็จแล้ว ลองลุกเดินเร็ว”
“เฮ้ออออออ วุ่นวาย” ชินบ่นอุบออกมาเบา ๆ เรียกสายตาขุ่นเคืองให้ตวัดขึ้นมอง
“บ่นอะไรยะ! ทีเมื่อกี้นายเจ้ากี้เจ้าการกับท่าเดิน ท่านั่ง เสียงพูดฉันยังไม่ปริปากบ่นอะไรเลยนะ!”
“เหอะ ๆ ไม่บ่น? ได้ข่าวว่าเถียงกลับทุกคำ”
“เออ ๆ เลิกพูด ลองลุกมาเดินดูได้แล้ว!”
ชายหนุ่มในร่างสาวตัวเล็กจิ๊ปากขัดใจเล็กน้อย ถึงเขาจะไม่อยากใส่ไอ้รองเท้านี่ แต่ก็ยอมหยัดกายลุกขึ้นยืน มั่นใจว่าแค่เดินบนส้นเรียวบางเกือบสามนิ้วไม่น่ายากเกินความสามารถ
หัวคิ้วบางขมวดเข้าหากันเป็นปม แค่ยืนนิ่ง ๆ ก็รู้สึกไม่มั่นคงแล้ว ส้นรองเท้าสั่นพรึ่บ ๆ ทำให้ชินต้องรีบจิกปลายเท้าเกร็งตัวนิ่ง ไอ้รองเท้าสีครีมถึงได้หยุดสั่น
“ฟู่วววววว ~” ชินถอนหายใจยาว
“หึหึ อะไรกัน แค่ยืนนายก็เหงื่อตกซะแล้วเหรอ”
“ไร้สาระ! ก็แค่รองเท้าคู่เดียว ถ้าเธอใส่มันเดินได้ ฉันก็ใส่ได้”
หนุ่มปากเก่งตอกกลับมาดมั่น ลองก้าวเดินไปด้านหน้า แต่แล้วใจเขาก็ต้องหล่นวูบ ไม่รู้ว่าเป็นเพราะการวางน้ำหนักที่ไม่สมดุลหรือไม่ ทำให้แค่ขยับเดินไอ้รองเท้าสูงปรี๊ดก็พลิกทันที
“เฮ้ย!”
พรึ่บ!
สวยตากลมสวยกะพริบปริบ ๆ ก้มมองร่างที่ใช้อาศัยด้วยความงุนงง ทั้งที่เขาควรจะล้มไปกองที่พื้นแต่กลับถูกท่อนแขนหนาคว้ารวบเอวเอาไว้ก่อน
ใบหน้าสวยเหลือบมองไปทางด้านหลังก็พบใบหน้าหล่อเหลาของตนเองอยู่ห่างกันเพียงไม่กี่เซ็นต์
ตึก ตัก ตึก ตัก
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความใกล้ชิดแบบกะทันหันหรืออาการตกใจกันแน่ที่ทำให้หัวใจของเขาเต้นแรงโดยไม่รู้ตัว เลือดลมในร่างกายฉีดพล่านพุ่งไปยังใบหน้า เปลี่ยนพวงแก้มใสให้แดงระเรื่อขึ้นมา
ดวงตาคมกริบยังคงจ้องลึกมาในดวงตากลม ร่างกายเบียดชิดจนสามารถรับรู้ถึงกล้ามเนื้อแน่นหนั่นเสียดสีแผ่นหลังบาง กลิ่นกายหอม ๆ ลอยขึ้นแตะจมูก ปั่นป่วนสมองชายหนุ่มให้พร่าเบลอไปชั่วขณะ
“ทำอะไรของนายยะ!” เสียงทุ้มแหลมดึงสติที่ฟุ้งซ่านของชินให้กลับเข้าร่าง เขาขมวดคิ้วกะพริบตาปริบ ๆ
“ฮะ?”
“เดินจ้ำ ๆ แบบนั้นเดี๋ยวตัวฉันก็ข้อเท้าพลิกพอดี! แล้วนี่นายจะลุกยืนเองได้หรือยัง!”
น้ำเสียงประชดประชันเรียกสติเขาให้กลับมาแจ่มชัด รีบกระเด้งตัวออกจากอ้อมกอดรวดเร็ว ราวถูกไฟลน แต่ก็ไม่กล้าขยับตัวเยอะเพราะกลัวจะล้มอีก
หัวใจในอกซ้ายยังคงเต้นแรง จนเจ้าของร่างคนใหม่ต้องนิ่วหน้าข่มความรู้สึกแปลกประหลาดที่เกิดขึ้น พลางช้อนมองสีหน้าครุ่นคิดลังเลของตัวเองที่ยังจับจ้องรองเท้าสุดรักด้วยความสับสน
‘เขาคงไม่ได้เพี้ยนถึงขนาดใจเต้นกับตัวเองหรอกใช่ไหม!’
